เป็นผู้ประกอบการวันหยุดโดยใช้หลักการ PALMS

เอาล่ะครับ ถ้าใครสนใจอยากจะเป็นผู้ประกอบการวันหยุด เรามีหลักการที่สำคัญ 5 ประการที่จะช่วยให้การเป็นผู้ประกอบการวันหยุดของเราประสบความสำเร็จกันครับ ผมเรียกหลักการ 5 ประการนี้ด้วยตัวย่อว่า PALMS หรือเหมือนเป็นต้นปาล์มที่เรามักจะเห็นตามชายทะเลที่เราท่องเที่ยวกันตอนวันหยุด

PALMS ย่อมากจากคำว่า Passion (P) ที่แปลว่าความลุ่มหลง Ability (A) ที่แปลว่าความสามารถ Low Investment (L) ที่แปลว่าใช้เงินลงทุนขั้นต้นต่อ Money (M) ที่แปลว่าทำเงินได้ และ Scalable (S) ที่แปลว่าขยายใหญ่ได้ ลองมาดูรายละเอียดกันทีละเรื่องนะครับ

1. เป็นงานที่เรารัก (Passion)

ข้อนี้มีความสำคัญตรงที่อย่าลืมว่าเรากำลังใช้วันหยุดมาทำงานเพิ่ม ถ้าเราไปเลือกงานที่เราไม่รัก ผมว่าในไม่ใช้เราจะ Burnout หรือพูดง่าย ๆ ว่าหมดแรง ลองนึกภาพนะครับ สำหรับคนหลายคนแค่ทำงานประจำก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว อยากลาออกก็ไม่ได้ เพราะมีภาระทางการเงินมากมาย ก็เลยอยากมาหารายได้เพิ่มเติมในวันหยุดนี่แหละ แต่ดันไปทำงานที่เราเกลียดเพิ่มอีก ในระยะสั้นอาจจะพอทนได้ แต่ระยะยาว เราไม่ไหวแน่นอน

แต่ถ้าเราไปเลือกงานที่เรารักเราชอบ เป็นสิ่งที่เราฝันไว้ว่าจะทำ ถึงแม้ว่าเราจะต้องใช้เวลาวันหยุดไปทำ แต่มันจะเหมือนกับเป็นงานอดิเรกเลยคือ ทำแล้วเพลิน คือพูดง่าย ๆ ถ้างานนั้นถึงแม้ว่าเราทำแล้วไม่ได้เงินเลย เราก็อยากทำอยู่ดี ถ้าเจองานแบบนี้ รับรองว่าเรามีแรงทำไปได้เรื่อย ๆ เลยครับ เขียนแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะสร้างรายได้จากงานที่เราทำนะครับ เราจะสร้างรายได้ครับ ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นแค่งานอดิเรก ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบการ แต่แค่เป็นการทดสอบว่าสิ่งที่เราทำนั้น เรารักจริง ๆ หรือเปล่า

ใช่ครับ ไม่ใช่ทุกอย่างที่เรารักจะทำเงินได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเลย ค่อย ๆ หาครับ ถ้าเจอจะยิ่งดี แต่ถ้าหายังไงก็ไม่เจอ ขออย่างน้อย ไม่ใช่สิ่งที่เราเกลียดก็ถือว่าโอเคแล้ว เพราะถ้าจะรอทำเฉพาะสิ่งที่เรารักสุด ๆ ผมกลัวว่าเราจะไม่ได้เริ่มทำสักที บางทีตอนแรกเรารู้สึกเฉย ๆ แต่พอเริ่มทำไปกลับสนุก และรักในที่สุด แบบนี้ก็มีเยอะครับ

2. เป็นงานที่เราเก่ง (Ability)

อันนี้จะทำให้เราเริ่มได้ง่ายมาก ๆ และสามารถหารายได้ได้เกือบจะทันทีเลยครับ คำว่าเก่ง ไม่แปลว่าเราจะต้องเป็นที่ 1 ของประเทศเท่านั้นถึงจะทำงานนั้นได้นะครับ แค่เราเก่งกว่ากลุ่มเป้าหมายของเราก็พอแล้ว เช่น ถ้าเรามีฝีมือในการถ่ายรูป ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เก่งระดับประเทศ แต่ผมเชื่อว่าเราจะสามารถรับจ้างถ่ายรูปให้กับคนทั่วไปได้แล้ว หรือเปิดคอร์สสอนถ่ายรูปให้กับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็ได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็มีไม่น้อย

ถ้าเราเริ่มจากสิ่งที่เรารักก่อน แต่เรายังไม่เก่ง เราก็ต้องพยายามศึกษาหาความรู้ครับ เดี๋ยวนี้การหาความรู้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากแล้ว ไปเข้าคอร์สเรียนกับคนที่เก่งด้านนั้น ๆ ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ฝึกหัดทำ เดี๋ยวเราก็เก่งขึ้นมาเอง

หรือเราจะเริ่มจากสิ่งที่เราเก่งมาก ๆ ก่อนก็ได้ครับ ตอนแรกอาจจะยังไม่ได้รักสักเท่าไร แต่เชื่อไหมครับ อะไรที่เราเก่ง คนจะมาขอให้เราช่วย และพอเราช่วยแล้วทำรายได้ให้เราเยอะแยะ เดี๋ยวเราก็รักเองแหละ เช่น เราอาจจะเก่งในเรื่องการทำบัญชี แต่เราไม่ได้รักเท่าไรหรอก แต่พอมีคนมาขอให้เราช่วยทำบัญชี เราทำแป๊บเดียวเสร็จได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่แน่เราอาจจะรักการทำบัญชีขึ้นมาเลยก็ได้ เพราะมันไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แต่เราได้รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อะไรประมาณนี้

3. ใช้เงินลงทุนต่ำ (Low Investment)

อันนี้เป็นข้อแนะนำเลยครับ คือถ้าท่านเป็นมหาเศรษฐีที่เงินเหลือเฟือจะข้ามข้อนี้ไปก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าคนที่เป็นมหาเศรษฐีเขาไม่มาเป็นผู้ประกอบการวันหยุดกันหรอกครับ เขาออกมาทำเต็มตัวนานแล้ว เพราะเงินเขาเหลือเฟือไม่ต้องห่วงอะไร แต่คนที่สนใจอยากเป็นผู้ประกอบการวันหยุด เหตุผลหนึ่งก็คือเรายังไม่แน่ใจเรื่องความเสี่ยง เราถึงไม่ได้ลาออกมาทำเต็มตัวไงครับ

ดังนั้นตอนเริ่มต้น ผมแนะนำให้เราเลือกทำธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนน้อย ๆ หรือไม่ต้องใช้เงินลงทุนก่อน อย่าเพิ่งหวังจะรวยเร็วแบบขายบ้าน ขายรถทุ่มสุดตัว เพราะถ้าเราไปทุ่มสุดตัว ในขณะที่เรามีเวลาแค่วันหยุด และแถมยังไม่มีประสบการณ์อีก เรามีโอกาสพลาดมาก และถ้าเราพลาดคราวนี้ยากเลยครับ

อีกอย่างถ้าเราไปเลือกธุรกิจที่ต้องลงทุนสูง ผมว่ามันจะทำให้เราไม่กล้าทำอีก เพราะเรากลัวนี่แหละครับ ดังนั้นเลือกธุรกิจที่ลงทุนต่ำจะดีกว่ามาก ตัวอย่างธุรกิจเหล่านี้มีมากมายครับ เช่น การให้บริการต่าง ๆ แบบนี้ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีการลงทุนขั้นต้นมากมายเลย เช่น เราเป็นคอร์สสอนสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ เงินลงทุนแทบจะไม่มี อย่างมากก็ค่าสถานที่ ซึ่งก่อนที่เราจะเปิด เราก็ต้องมีคนมาสมัครเรียน จ่ายเงินก่อนจริงไหมครับ ถ้าไม่มีคนสมัครก็ไม่ต้องจ่ายค่าสถานที่ ถ้าคนสมัครเยอะ ก็เอาเงินค่าสมัครไปจ่ายค่าสถานที่ได้ หรือถ้าสอน Online ยิ่งแทบไม่มีต้นทุนใด ๆ เลย หรือจะเป็นการรับจ้างถ่ายรูป ทำ Excel ทำ PowerPoint หรืออื่น ๆ แบบนี้เราใช้ทักษะเราไปแลกรายได้ และก็ไม่ได้ใช้เงินลงทุนมากมาย

การที่เราไม่ได้ใช้เงินลงทุนมากมายนี่แหละครับจะทำให้การเป็นผู้ประกอบการวันหยุดของเราทำได้อย่างสบายใจมากขึ้น อย่างมากสุดถ้าธุรกิจไปไม่ได้ เราก็แค่เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ หรือแม้กระทั่งอยากจะเปลี่ยนธุรกิจใหม่ก็ทำได้เลย เพราะเราแทบไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย

4. ต้องสร้างรายได้ได้ (Money)

การเป็นผู้ประกอบการวันหยุด ยังไงก็ตามเราต้องมีรายได้เข้ามา ดังนั้นก่อนที่จะทำเราต้องวางแผนก่อนว่าเราจะสร้างรายได้จากทางไหน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือใคร ตอนแรกอาจจะยังไม่ต้องคาดหวังว่ารายได้ต้องเยอะ แต่ต้องมี และควรจะมีมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ในการเป็นผู้ประกอบการวันหยุดในช่วงแรก ๆ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปตั้งบริษัทอะไรขนาดนั้น แต่เราควรจะต้องมีการแยกบัญชีให้ชัดเจน ไม่ควรปะปนกับรายได้และค่าใช้จ่ายประจำวันของเรา เพราะจะทำให้เราทราบว่าธุรกิจที่เราทำในวันหยุดนั้น มีรายได้เท่าไร รายจ่ายเท่าไร กำไรเท่าไร ถ้าเราไม่แยกกระเป๋า ใช้เงินมั่วไปหมด บางทีธุรกิจที่เราทำอาจจะขาดทุน แต่เราไม่รู้ ยิ่งทำ ยิ่งเจ๊ง แบบนี้จะยิ่งแย่กันไปใหญ่

อีกเรื่องคือรายได้เหล่านี้ เมื่อเราได้มา อย่าลืมบันทึกไว้นะครับ เพราะสิ้นปี เราต้องมีหน้าที่จ่ายภาษีสำหรับรายได้ก้อนนี้เช่นกันนะครับ ถ้าเราทำไม่ถูกต้อง เดี๋ยวสุดท้ายอาจจะมีปัญหาโดนภาษีย้อนหลังจะยิ่งแย่ไปใหญ่ สุดท้าย

ถ้าเราเริ่มสร้างรายได้ได้ และเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าวันหนึ่งรายได้มากกว่างานประจำ เราอาจจะพิจารณาอยากเป็นผู้ประกอบการเต็มเวลาก็สามารถทำได้เช่นกัน

5. สามารถขยายใหญ่ได้ (Scalable)

ข้อนี้ผมเอาไว้ท้ายสุด เพราะช่วงแรก ๆ ก็อาจจะไม่จำเป็นนัก แต่เราอาจจะมองหาโอกาสไว้ก่อนก็ได้ครับ คือผมเชื่อว่าเราคงไม่ได้อยากใช้เวลาวันหยุดมาเป็นผู้ประกอบการตลอดไป เราคงอยากใช้เวลากับครอบครัวแต่ก็สามารถสร้างรายได้ไปได้ด้วย

ดังนั้นการเลือกทำธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องเอาเวลาเราไปแรกได้ ธุรกิจแบบนี้จะขยายใหญ่ได้ง่ายกว่าธุรกิจที่ต้องใช้เวลาเราไปแลก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเก่งเรื่องการถ่ายรูปมาก ๆ เราก็เลยเปิดคอร์สสอนถ่ายรูปแบบที่เจอหน้ากัน แบบนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบการวันหยุดได้ เพราะเราใช้เวลาในวันหยุดไปสร้างรายได้

แต่ปัญหาคือการทำในลักษณะนี้ เราจะต้องใช้เวลาเราเพื่อสร้างรายได้เสมอ ช่วงแรก ๆ ยังไม่ค่อยมีคนมาเรียนกับเราเท่าไร เราก็อาจจะพอมีเวลาอยู่กับครอบครัว แต่พอชื่อเสียงเราดีมากขึ้น คนอยากมาเรียนกับเรามากขึ้น ถ้าเราอยากได้รายได้มากขึ้น เราก็ต้องสอนเยอะขึ้น เวลาเราก็ลดลง สุดท้าย เรามีเวลาแค่วันหยุด เราก็จะเปิดได้เต็มที่แค่วันเสาร์และวันอาทิตย์เท่านั้น รายได้เราก็จำกัดอยู่แค่นั้น

แต่ถ้าเราลองไปทำ Course Online ที่เราอัดเป็น Clip VDO ไว้ คนอยากมาเรียนจะคนเดียว สิบคน ร้อยคน หรือจะเป็นพันเป็นหมื่นคน เราก็ไม่ได้เสียเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใด เวลาวันเสาร์อาทิตย์ เราจะไปเที่ยวกับครอบครัวก็ไปได้ แต่รายได้ก็เข้ามาได้ตลอด นี่คือตัวอย่างของธุรกิจที่ขยายใหญ่ได้

อย่างที่บอกครับ ตอนแรกอาจจะไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้มากนักก็ได้ แต่ทำสักพัก ลองหาช่องทางดูครับ เพราะยิ่งเราเจอช่องทางนี้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งมีอิสระมากขึ้น และถ้าเรายังชอบการที่จะเอาเวลาไปแลกรายได้อยู่บ้าง เช่น เรายังอยากจะจัดคอร์สแบบเจอหน้ากันบ้าง ก็ไม่มีใครห้ามครับ ทำได้เลย

นี่คือหลักการ 5 ข้อที่ผมเรียกย่อ ๆ ว่า PALMS ที่จะทำให้การเป็นผู้ประกอบการวันหยุดเราทำได้ประสบความสำเร็จ เดี๋ยวผมจะบอกรายละเอียดของแต่ละข้อให้มากกว่านี้ ติดตามกันต่อได้เลยนะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.