คิดให้มากกว่า “ทำไม”

ปกติเวลาเราเรียนหนังสือ เราจะเรียนไปทำไมครับ ผมมักจะตั้งคำถามแบบนี้อยู่เสมอเวลาสอนหนังสือ ส่วนตัวผมมีความคิดเห็นอย่างนี้ครับ คือระดับการเรียนมันมีหลายระดับ

ระดับแรก เรียนเพื่อ “What” คือเรียนให้รู้ว่าอะไร การเรียนแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ ของการเรียนรู้ครับ เช่น สมมุติว่าเราอยากทำธุรกิจ ขั้นแรก เราต้องเรียนรู้ก่อนว่า การตลาดคืออะไร การเงินคืออะไร การผลิตคืออะไร คือพูดง่าย ๆ ต้องรู้ก่อนว่าแต่ละเรื่องมันหมายถึงอะไร

ก็คล้าย ๆ ตอนเด็ก ๆ เราเรียนว่า ก ข ค คืออะไร เขียนยังไง แบบนั้นน่ะครับ เพราะถ้าขาดความรู้พื้นฐานแบบนี้ไปแล้ว การต่อยอดจะทำได้ยากมาก

ระดับที่สองคือ เรียนเพื่อ “How” แปลว่า เราต้องรู้ว่าทำอย่างไร

เช่นจากตัวอย่างที่แล้ว พอเรารู้ว่าการตลาด การเงิน การผลิต คืออะไรแล้ว เราก็ต้องต่อยอดว่า แล้วเราจะทำการตลาด “อย่างไร” จัดการการเงิน “อย่างไร” หรือ ทำการผลิตให้ดี “อย่างไร” เป็นต้น

ถ้าเปรียบกับการเรียนหนังสือ พอเรารู้ว่า ตัวหนังสือแต่ละอันคืออะไรแล้ว เราก็เริ่มเรียนรู้ว่า จะเขียนประโยคอย่างไร เขียนเรียงความอย่างไร แบบนี้เป็นต้น

ระดับที่สาม เรียนเพื่อ “Why” แปลว่าเราต้องรู้ลึกไปอีกขั้นว่า เราจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไป “ทำไม” มันเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเรียนรู้นะครับ ไม่เช่นนั้น มันเหมือนแค่เรียนรู้แบบท่องจำ เอาไปทำข้อสอบได้ เราจะขาดทักษะในการเอาความรู้ที่มีใน What กับ How ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เลย

ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า เดี๋ยวนี้ What กับ How มันหาง่ายมาก ไม่ต้องมาเรียนในมหาวิทยาลัยก็มีครับ ลองเข้าไปใน Google YouTube มีเยอะมากที่สอน What กับ How บทบาทของคนเรียนและคนสอนในมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งโรงเรียนคือกระตุ้นให้คนเรียนคิดว่า “ทำไม” ถึงต้องรู้เรื่องเหล่านี้ รู้แล้วเอาไปประยุกต์ทำอะไรได้บ้าง

โลกเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนเร็วครับ ถ้าเราไม่รู้จักการประยุกต์ใช้ความรู้ เอาแต่แบบท่องจำ ผมว่าเราจะอยู่ได้ยากขึ้น

กลับมาที่ตัวอย่างเดิม เรารู้แล้วว่าการตลาด การงาน การผลิต ทำอย่างไร เราต้องรู้ต่ออีกว่า แล้วทำไปทำไม มันประยุกต์ใช้แบบไหน

หนังสือบางเล่ม (เช่น Start with Why) บอกด้วยซ้ำว่า จริง ๆ คำว่า Why อาจจะมาก่อน What กับ How ซะอีก แต่ผมจัดไว้เป็นระดับที่ 3 เพราะมันลึกไปกว่า What กับ How เท่านั้นครับ

จริง ๆ แค่ What How และ Why ก็ดูเหมือนจะพอแล้วนะครับ แต่…

ถ้าท่านอยากจะประสบความสำเร็จมาก ๆ การเรียนของเรามันต้องไปไกลถึงคำว่า …

“Why not”

อันนี้แหละครับที่เป็นขั้นที่ 4 ที่จะทำให้เราโดดเด่นมาก ๆ

Mark Zuckerberg Elon Musk Bill Gates หรือแม้กระทั่ง Steve Jobs คือคนที่ไม่ได้รู้แค่ What How และ Why แต่เขาไปไกลถึงคำว่า Why Not

Uber จะไม่เกิด ถ้าเราคิดแค่ What How และ Why ถ้าเราคิดแค่นั้น อย่างเก่ง เราก็จะทำให้ Taxi มันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่มันมีคนตั้งคำถามว่า “แล้วทำไม เราไม่เอารถส่วนตัวมาใช้ประโยชน์ล่ะ”

Airbnb จะไม่มีอยู่ในโลกนี้ ถ้าเราคิดแค่ What How และ Why อย่างเก่งเราก็จะทำธุรกิจโรงแรมดี ๆ สักอันหนึ่ง แต่ที่ Airbnb มันเกิดได้ เพราะคนตั้งคำถามว่า “แล้วทำไม เราไม่เอาบ้านส่วนตัว มาให้คนพักเช่าชั่วคราวล่ะ”

ลองฝึกถามคำถามที่เป็น Why not บ่อย ๆ นะครับ มันเป็นที่มาของ Idea ดี ๆ ที่เปลี่ยนโลกนี้ได้เลยล่ะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

อนาคตของการเรียน

โลกของเราเปลี่ยนไปทุกวันครับ

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือผมว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงมันจะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

เอาง่าย ๆ ครับ แต่ก่อน ตอนเรายังทำเกษตรกรรมกันอยู่ พอเริ่มมีเครื่องจักร ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป การทำเกษตรกรรมมันก็ง่ายขึ้น และไม่เหมือนเดิม

เพียงแต่ว่า กว่าเครื่องจักรจะเข้ามาทดแทนคนที่ทำเกษตรกรรม มันใช้เวลานานพอสมควรทีเดียวครับ

คือมันมีการเปลี่ยนแปลงก็จริง แต่มันไม่เร็วเท่าปัจจุบัน

คราวนี้ ตัดภาพมาอยู่ที่ปัจจุบันครับ ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเร็วมาก ๆ ทั้งนี้ มันก็มาจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมทั้ง Internet ที่เชื่อมต่อโลกไว้ด้วยกัน

ดังนั้น เราเกิดมาในยุคนี้ จะว่าโชคดีก็ใช่ เพราะเราอยากได้อะไร เราทำได้อย่างง่าย ๆ ทุกคนมีสื่อของตัวเอง ผ่าน Facebook Instagram Twitter มีทีวีของตัวเอง ผ่าน Facebook Live หรือ Youtube

แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราควรจะต้องระวัง ก็คือการเปลี่ยนแปลงนี่แหละ เพราะถ้าเราเผลอแป๊บเดียว ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปแล้ว

แล้วผมจะมาบอกทำไมเนี่ย 555 คืองี้ครับ ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ และชอบอ่านหนังสือ พอเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นเร็วมาก ๆ ก็มานั่งคิดเรื่องของการศึกษาเหมือนกันครับ

เพราะถ้าเรายังคงสอนนักเรียน นักศึกษา โดยใช้รูปแบบเดิม ๆ มันก็น่าเป็นห่วง เพราะถ้าโลกมันเปลี่ยน แต่เราดันเอาความรู้หรือวิธีการที่ใช้มาเป็นร้อย ๆ ปี มาสอน (ไม่ใช่เนื้อหานะครับ แต่วิธีการสอน) อย่างนี้ คนเรียนไป จะก้าวทันโลกได้อย่างไร

เอาง่าย ๆ ครับ เดี๋ยวนี้ อยากรู้อะไร Google แป๊บเดียวก็ได้แล้ว หรือเปิด Youtube ดู เขามีทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย

แล้ว โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย จะมีไว้ทำไม

ถ้าเราไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ต่อไป ผมก็ว่าคำว่า “โรงเรียน” หรือ “มหาวิทยาลัย” ก็อาจจะเป็นคำที่กล่าวถึง สถานที่แห่งหนึ่ง ที่คนในอดีตใช้เรียนหนังสือ

ผมคิดว่า ต่อไป คุณครูหรืออาจารย์ จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “Teacher” ไปเป็น “Facilitator”

แปลว่า ต่อไปเนื้อหา ทฤษฎี คนเรียนสามารถหาเองได้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ดังนั้นบทบาทของ “ผู้สอน” คือการบอกวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้

หรือจะเรียกว่า “Learn how to learn” ก็ได้ครับ

Model เหมือนกันโค้ชนักกีฬาแหละครับ คือตัวโค้ชเองเนี่ย ถ้าให้ไปเล่นกีฬากับนักกีฬาที่เขาโค้ช ร้อยทั้งร้อย ผมว่าแพ้ โค้ชฟุตบอลก็เตะบอลสู้นักฟุตบอลที่ตัวเองโค้ชไม่ได้หรอกครับ โค้ชนักเทนนิสก็ตีเทนนิสสู้นักกีฬาของเขาไม่ได้หรอกครับ

อ้าวแล้วจะมีโค้ชทำไม

มีสิครับ เพราะโค้ชมีหน้าที่ชี้ให้เห็นว่า นักกีฬาควรฝึกซ้อมอย่างไร ควรพัฒนาตรงจุดไหน ชี้ให้เห็น ซึ่งจะทำให้นักกีฬาฝึกได้ตรงจุด

กลับมาที่การเรียน บทบาทของครูหรืออาจารย์ในอนาคต ก็คือการ “ชี้ให้เห็น” ว่า นักเรียน ควรศึกษาเรื่องอะไร หากอยากจะสำเร็จในสาขานั้น ๆ เช่น อยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ความรู้ที่ต้องมีคืออะไร เรียนรู้ได้จากไหน

เรื่องการเรียน เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่จะต้องไปฝึกฝนเหมือนกับนักกีฬา ซึ่งหากทำได้ตรงจุด มันจะช่วย save เวลามหาศาลแทนที่จะมานั่งหาทางเอง

ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในหลาย ๆ ที่ในปัจจุบัน และในไม่ช้าจะเกิดขึ้นกับทุกที่ครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho