คำตอบสั้น ๆ ของคำถามอันยิ่งใหญ่ หนังสือเล่มสุดท้ายของ Stephen Hawking

ผมว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อปรมาจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์และจักรวาล อย่าง Stephen Hawking มาบ้างแล้ว Professor Hawking เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และทำการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาล สำหรับผม ผมจัดให้ Professor ท่านนี้ อยู่ในระดับเดียวกันกับไอน์สไตน์เลยนะครับ ผมเกิดไม่ทันยุคที่ไอน์สไตน์ยิ่งใหญ่ แต่เกิดทันยุคที่ Professor Hawking ยิ่งใหญ่

อย่างแรกก่อนเลย คือผมชอบคณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ตั้งแต่เด็ก ๆ เช่นกัน แต่ยังไม่ชอบขนาดที่ยึดเป็นอาชีพอย่างที่ Professor Hawking ทำ หนังที่ชอบดูก็พวกย้อนเวลาหาอดีต ขึ้น Time Machine อะไรทำนองนั้นนั่นแหละครับ หนังในดวงใจก็เช่น Back to the Future ทั้ง 3 ภาคเลย และหนังสือที่ชอบอ่าน แนว ๆ นี้ก็มีหลายเล่ม รวมทั้ง The Brief History of Time ซึ่งก็แต่งโดย Hawking นี่แหละครับ

จนกระทั่งมาเจอหนังสือเล่มนี้…

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Brief Answers to the Big Questions ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายของ Professor Hawking ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะซื้อมาอ่าน และเช่นเคย อ่านแล้วประทับใจมาก

ยอมรับครับว่า มีบางส่วน อ่านแล้วงง เพราะเขาพูดถึงทฤษฏีอะไรที่มันซับซ้อนเกินไป พูดถึงทฤษฎีสัมพันธภาพ และคณิตศาสตร์ขั้นสูง
แต่ต้องบอกว่า มันเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่อ่านแล้ว ไม่งง แถมประทับใจอีกต่างหากว่า โห คิดได้ไงเนี่ย

ผมคงไม่สามารถสรุป หนังสือเล่มนี้ได้ทั้งเล่มหรอกนะครับ แต่จะคัดเลือกเอามาเป็นแนวคำถาม คำตอบ ที่มีสอดแทรกในหนังสือ มาสรุปให้อ่านสั้น ๆ ดีกว่า

เอาเป็นว่า เราเริ่มกันเลยละกัน…

ความฝันสมัยเด็กของ Hawking คืออะไร และมันกลายเป็นจริงไหม

Professor Hawking ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขาบอกว่า เขาไม่ใช่นักเรียนที่เก่งนักตอนที่เขาเรียนในโรงเรียน คืออยู่ประมาณกลาง ๆ เท่านั้น แถมงานที่เขาทำยังไม่ค่อยเรียบร้อย และลายมือก็แย่ แต่เขาก็มีเพื่อนที่ดี ๆ หลายคนในโรงเรียน โดยหัวข้อที่เขาและเพื่อน ๆ ชอบคุยกัน คือเรื่องจุดเริ่มต้นของจักรวาล และนี่คือจุดเริ่มของความฝันของเขา และมันก็กลายเป็นความจริงในที่สุด

Hawking คิดอย่างไรกับเรื่องพระเจ้า ในตอนกำเนิดและสิ้นสุดของจักรวาล และถ้าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และ Hawking สามารถพบกับพระเจ้าได้ Hawking จะถามอะไรจากท่าน

ต้องบอกก่อนนะครับ (กลัวดราม่า) ว่าหัวข้อนี้ ค่อนข้าง Sensitive มาก ๆ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อทางศาสนา แต่นี่คือหนึ่งในเนื้อหาของหนังสือ ผมขอเป็นแค่ผู้เล่าให้ฟังว่า Hawking เขามีแนวคิดอย่างไร จะถูกผิดอย่างไร แล้วแต่แต่ละท่านจะตีความได้เลยครับ
Hawking ตอบว่า จริง ๆ คำถามคือ เราเชื่อว่าจักรวาลเกิดจากพระเจ้าทรงสร้างขึ้นด้วยเหตุผลที่เราไม่อาจจะทราบได้ หรือ จักรวาลถูกสร้างขึ้นตามกฏทางวิทยาศาสตร์ สำหรับตัว Hawking เอง เชื่อแบบหลังมากกว่า หรือ เราอาจจะคิดว่า กฎทางวิทยาศาสตร์ คือ พระเจ้า ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะไม่สามารถพบและถามพระเจ้าได้ แต่ถ้าได้พบจริง ๆ คำถามที่ Hawking อยากทราบคือ ว่าท่านทรงคิดสิ่งที่ซับซ้อนอย่าง M-theory ใน 11 มิติได้อย่างไร (อย่าถามว่า M-Theory คืออะไรกับผมนะครับ Google เอาตามสะดวกครับ)

อะไรที่เกิดก่อน Big Bang

คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่มีความหมาย เหมือนเราถามว่า ทิศใต้ของขั้วโลกใต้ อยู่ตรงไหน (คือ มันไม่มีทิศใต้ของขั้วโลกใต้ ทุกทิศ มันอยู่ทางเหนือหมด) เช่นเดียวกัน แนวคิดเรื่องเวลา มันไม่มีก่อน Big Bang เวลามันเกิดขึ้นหลังจากมีจักรวาลเกิดขึ้นแล้ว (อันนี้แนะนำไปอ่านในหนังสือนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนจะงงกับแนวคิดนี้มาก ว่า อะไร “เวลา” มันมีจุดเริ่มต้นได้ด้วยเหรอ คำตอบคือ Hawking เชื่อแบบนั้นครับ)

ถ้ามีสิ่งที่มีชีวิตที่มีสติปัญญาที่อยู่นอกโลก มันจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเข้าใจ หรือแตกต่างไปอย่างมาก

คำถามนี้ Hawking ถามกลับว่า โลกเราเคยมีสิ่งที่มีชีวิตที่มีสติปัญญากับเขาด้วยเหรอ (เจ็บเลย 555) แต่เขาก็บอกว่า ถ้ามันมีอยู่จริง ก็คงอยู่ไกลจากเรามาก ๆ เพราะถ้าอยู่ใกล้ ๆ ป่านนี้ เขาคงมาเยี่ยมเราแล้ว และ Hawking เชื่อว่า ถ้าเขาจะมา เราจะรู้แน่ ๆ คล้าย ๆ กับในหนังสือที่ชื่อว่า Independence Day (ใครยังไม่ได้ดู แนะนำเลยครับ สนุกดี)

กฎของจักรวาลสามารถทำให้เราทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคตได้หรือไม่

Hawking ตอบคำถามข้อนี้ว่า ได้ กับ ไม่ได้ คือ ตามหลักการแล้ว สามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การคำนวณมันจะยากจนเกินไปที่เราจะทำได้ (หรือผมสรุปเพิ่มว่า จริง ๆ คือทำได้ แต่คนเรายังไม่ฉลาดเพียงพอก็ได้)

การตกลงไปในหลุมดำ ถือว่าเป็นข่าวร้ายของนักท่องอวกาศ ใช่หรือไม่

Hawking บอกว่า ใช่แน่ ๆ เพราะถ้าเป็นหลุมดำเล็ก ๆ ร่างกายเขาจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นสปาเก็ตตี้เล็ก ๆ ก่อนที่จะเข้าสู่หลุมดำ (น่ากลัวเชียว) แต่ถ้าถ้าเป็นหลุมดำใหญ่ ๆ เขาจะเข้าไปในหลุมดำได้สบาย ๆ แต่จะถูกอัดจนไม่เหลืออะไรเลย เมื่อเข้าสู่หลุมดำ (โหดทั้งสองแบบ ว่างั้น)

เราควรจัดปาร์ตี้สำหรับคนที่ย้อนเวลาได้ไหม แล้ว Hawking คิดว่าจะมีใครมาไหม

ฟังดูคำถามนี้ เหมือนจะถามขำ ๆ แต่ปรากฏว่า Hawking บอกว่า เขาเคยจัดปาร์ตี้แบบนี้จริงในปี 2009 หลายคนอาจจะสงสัยว่า จัดยังไง คือเขาจัดปาร์ตี้นี้เสร็จแล้ว เขาค่อยส่งจดหมายเชิญทีหลัง คือถ้ามีใครมา แปลว่า เขาจะต้องย้อนเวลาได้แน่ ๆ เพราะว่าเขาได้รับจดหมายเชิญที่บอกวัน เวลา สถานที่ ทีหลังจากที่จัดงาน Hawking บอกว่าเขาผิดหวัง แต่ไม่ประหลาดใจ เพราะเขาคิดว่าการย้อนเวลาจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าข้อสมมุติฐานของเขาถูก (ข้อสมมุติฐานของเขาคืออะไร ลองอ่านในหนังสือดูนะครับ เขียนตรงนี้ มีงงกันแน่ ๆ ครับ)

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่จะเกิดกับโลกของเราในอนาคตคืออะไร

อย่างแรก Hawking พูดถึงเรื่องอุกาบาตจะพุ่งชนโลก เพราะเราไม่มีทางจะป้องกันตัวเองได้เลย แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อ 66 ล้านปีก่อนที่ทำให้ไดโนเสาร์หายไปจากโลก แต่อันที่จะน่ากลัวสำหรับเรา คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก ซึ่งถ้าอุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ก็จะทำให้น้ำแข็งละลาย และเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่ง Hawking บอกว่ามันจะทำให้บรรยากาศเราเหมือนดาวศุกร์ที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส

ตอนนี้ยุคของการท่องอวกาศได้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว คิดว่าสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรกับเรา

Hawking ตอบว่า เขารอคอยเวลาในการท่องอวกาศ และอยากจะเป็นคนแรกที่ซื้อตั๋วไปด้วย เขาคิดว่าภายในระดับประมาณร้อยกว่าปีหลังจากนี้ เราจะสามารถไปไหนก็ได้ในระบบสุรยะจักรวาล และอีกประมาณ 500 ปี เราน่าจะไปนอกจักรวาลเราได้ แต่มันจะไม่เหมือนในหนัง Star Trek เราคงไม่สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น เขาคิดว่าเราคงใช้เวลาระดับ 10 ปีขึ้นไปในการเดินทาง

ทำไมเราต้องไปกลัวปัญญาประดิษฐ์ด้วย ในเมื่อในที่สุดแล้ว เราก็ดึงปลั๊กออกได้ (คือหยุดพวก AI เหล่านี้ได้จากการตัดแหล่งพลังงาน เช่น ไฟฟ้า ออก)

Hawking ตอบแบบนี้ครับว่า เราถามคอมพิวเตอร์ว่า “พระเจ้ามีจริงไหม” และคอมพิวเตอร์ก็ตอบว่า “ตอนนี้มีแล้ว” (คือคอมพิวเตอร์นั่นเอง) และหลังจากนั้นคอมพิวเตอร์ก็เชื่อมต่อปลั๊กให้สนิท (คือทำให้เราไม่สามารถดึงปลั๊กออกได้)

ความคิดใดที่ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กที่ Hawking อยากให้เกิดขึ้นโดยมนุษย์

คำตอบของ Hawking คือเขาอยากเห็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มีไม่จำกัด เขาคิดว่ารถควรใช้ไฟฟ้า และพลังงานนิวเคลียร์ควรถูกนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน ที่จะไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทำให้โลกร้อน

นี่คือคำตอบสั้น ๆ ของคำถามที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายของอัจฉริยะอย่าง Professor Hawking สิ่งที่น่าเสียดาย (อย่างน้อยสำหรับผมคนหนึ่งล่ะ) คือผมคิดว่า Professor Hawking น่าจะได้รับรางวัล Nobel Prize ซึ่งตอนนี้หมดสิทธิแล้ว เพราะรางวัลนี้เขาจะให้เฉพาะคนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น

และสิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่าง ที่ผมอ่านตอนสุดท้ายของหนังสือ ที่ลูกสาวของ Hawking เขียนถึงพ่อเขาคือ เขาบอกว่า พ่อเขามักจะเขียนหรือพูดว่า “ถ้า” สิ่งที่เขาทำนี้มีประโยชน์ต่อคนอื่น ลูกสาว Hawking บอกว่า Hawking คงเป็นคนเดียวในโลกที่ใส่คำว่า “ถ้า” ลงในประโยคนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ถ่อมตัวมาก

ขอถือโอกาสอำลาอัจฉริยะอีกคนของโลกอย่าง Professor Stephen Hawking อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ขอขอบคุณสำหรับความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติด้วยครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

74 ข้อคิดจากหนังสือ The Bed of Procrustes

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อ The Bed of Procrustes ซึ่งแต่งขึ้นโดย Nassim Nicholas Taleb ซึ่งเต็มไปด้วยข้อคิดสั้น ๆ หลายร้อยข้อ แต่ได้เลือกเอาข้อคิดที่น่าสนใจและนำมาสรุปไว้ 74 ข้อ ลองอ่านกันดูนะครับ

1. คนที่เรากลัวที่จะโต้แย้งด้วยมากที่สุดคือตัวเราเอง

2. คนเราไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่เราพยายามจะแสดงให้ดู แต่จะสนใจมากกว่าในสิ่งที่เราพยายามจะซ่อนเอาไว้

3. บริษัทยาทำได้ดีในการสร้างเชื้อโรคที่ตรงกับยาที่ตัวเองคิดค้นได้ มากกว่าสร้างยาเพื่อรักษาโรคที่เกิดขึ้น

4. เสียทุกสิ่งทุกอย่างไป บางทีดีกว่าเสียไปแค่ครึ่งหนึ่ง

5. ในเรื่องวิทยาศาสตร์ เราต้องเข้าใจโลก แต่ในธุรกิจ เราต้องการให้คนไม่เข้าใจมัน

6. การศึกษาทำให้คนที่ฉลาด มีความฉลาดเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ทำให้คนโง่กลายเป็นคนอันตราย

7. คนมักจะไม่ชอบถูกขอความช่วยเหลือ แต่เขาก็รู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้งเมื่อไม่มีใครขอให้เขาช่วยเหลือ

8. การแก้แค้นที่ดีที่สุด สำหรับคนโกหก คือการทำให้เขาเชื่อว่าเราเชื่อในสิ่งที่เขาพูด

9. เมื่อเราพยายามจะทำอะไรที่เรารู้สึกว่ามันน่าจะล้มเหลว เราจะเริ่มขอคำปรึกษาจากคนอื่น เพราะเมื่อมันล้มเหลว เราจะได้มีคนที่เราโทษได้ว่าเป็นเพราะเขา

10. ส่วนใหญ่แล้ว ความผิดพลาดมันจะยิ่งแย่มากขึ้น เมื่อเราพยายามจะทำให้มันถูก

11. ถ้ามีใครพยายามที่จะไม่สนใจเรา แสดงว่าเขากำลังสนใจเรา

12. บางที บางคนถามคำถามเรา ด้วยสายตาที่บอกเราว่า ไม่ต้องการให้เราบอกความจริง

13. เรามักจะจำ email ที่เราส่งไปแล้ว ไม่ได้รับการตอบกลับได้ดีกว่า email ที่เราไม่ได้ตอบกลับ

14. ถ้าอยากให้คนแปลกหน้าช่วยคุณ ให้ยิ้ม ถ้าอยากให้คนใกล้ชิดช่วยคุณ ให้ร้องไห้

15. อิสรภาพอันสูงสุดเกิดเมื่อคุณจะทำอะไรก็ตาม โดยที่คุณไม่ต้องพยายามอธิบาย

16. คำตรงข้ามกับคำว่าสำเร็จ ไม่ใช่ล้มเหลว แต่คือล้มเลิก

17. อาการของความล้มเหลวเกิดขึ้นเมื่อคนวัยกลางคนพยายามจะโม้ถึงผลการเรียนในมหาวิทยาลัยของเขา

18. คาร์ล มากซ์ เคยบอกไว้ว่า เราจะควบคุมทาสได้ โดยเรียกเขาว่า พนักงาน

19. เมื่อใครบางคนบอกคุณว่า เขากำลังยุ่ง แสดงว่า 1) เขาไม่มีความสามารถพอ หรือ 2) เขาอยากให้คุณออกไปซะที

20. เราเป็นคนรวย เมื่อเงินที่เราปฏิเสธทำให้เรารู้สึกดีกว่าเงินที่เรารับมา

21. ถ้าอยากรู้ว่าเราชอบที่เราอยู่หรือเปล่า ให้ถามตัวเองว่าเรามีความสุขเท่ากันไหมเวลาเราต้องกลับไปในที่นั้นเทียบกับตอนเราต้องออกจากที่นั้นมาก

22. เราสังเกตคนที่รู้สึกว่าตัวเองจนได้จากการนับจำนวนครั้งที่เขาพูดถึงเงินเวลาเขาคุยกับคนอื่น

23. ความแตกต่างระหว่างความรักกับความสุข คือคนที่พูดว่ารักมักกำลังมีความรักอยู่ แต่คนที่พูดถึงความสุข มักจะไม่ค่อยมีความสุข

24. คนส่วนใหญ่มักจะพยายามหาแบบอย่างที่ต้องการทำตาม จริง ๆ เราควรหาแบบอย่างที่เราไม่อยากทำตามมากกว่า

25. อย่าจ้างนักเรียนที่ได้ A ยกเว้นว่าเราต้องการให้เขาไปทำข้อสอบ

26. ในระยะยาว เรามักจะหลอกตัวเอง มากกว่าหลอกคนอื่น

27. คนมักจะกระซิบเวลาเขาพูดความจริง และมักจะขึ้นเสียง เวลาเขาโกหก

28. คนที่มักจะใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือจะเป็นคนที่มักจะรู้สึกแย่ที่สุดเวลาตัวเองถูกใช้เป็นเครื่องมือบ้าง

29. ถ้าใครบอกเหตุผลคุณมากกว่า 1 ข้อว่าทำไมคุณควรจ้างเขา อย่าไปจ้างคนนั้น

30. การฝึกอบรมผู้บริหาร ทำให้เราเห็นคนที่ไม่เคยทำงานมาสอนคนที่ไม่เคยไตร่ตรองอะไรให้ถี่ถ้วน

31. ถ้าใครบอกคุณว่า เขาเป็นนักลงทุนระยะยาว แปลว่า เขากำลังขาดทุนอยู่

32. ข่าวลือที่เกี่ยวกับบุคคลสาธารณะดูเหมือนจะไม่จริง จนกระทั่งคน ๆ นั้นขู่ที่จะฟ้อง

33. สิ่งเสพติดสามอย่างที่อันตรายที่สุดได้แก่ เฮโรอีน คาร์โบไฮเดรต และเงินเดือน

34. ความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีกับทาส คือทาสรู้ตัวเองว่าตัวเองไม่เป็นอิสระ

35. ในข้อสอบของชีวิต จะมีคนให้คำตอบมา แล้วเราต้องไปหาคำถามเอาเอง

36. ดูง่าย ๆ ว่าเราควบคุมชีวิตเราได้ไหม คือ เราสามารถงีบหลับได้หรือเปล่า

37. นักวิจารณ์มักจะว่านักเขียนว่าไม่ยอมเขียนหนังสือที่เขาอยากอ่าน แต่จริง ๆ แล้ว เขาว่านักเขียนที่ไม่เขียนหนังสือที่พวกเขาอยากเขียน แต่เขาไม่สามารถเขียนเองได้

38. สำหรับหนังสือทั่วไป ให้อ่านเฉพาะเนื้อหา ไม่ต้องไปอ่าน Footnote สำหรับหนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการ ให้อ่านเฉพาะ Footnote ไม่ต้องอ่านเนื้อหา สำหรับหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ต้องอ่านทั้งเนื้อหาและ Footnote

39. ถ้าเรายังต้องหาคำอธิบายว่า ทำไมเรากับอีกคนหนึ่งถึงเป็นเพื่อนกัน แสดงว่า เรายังไม่ได้เป็นเพื่อนกัน

40. ถ้าอยากรู้ว่าคนบางคนมีค่ามากแค่ไหน ให้ดูความแตกต่างของความรู้สึกของเราในครั้งแรกที่เจอกันเทียบกับครั้งล่าสุดที่เจอกัน

41. อย่าเชื่อคำแนะนำจากพนักงานขาย หรือใครก็ตามที่จะได้ประโยชน์จากคำแนะนำนั้น

42. ถ้าคุณกำลังโกหกฉันอยู่ ให้โกหกต่อไป อย่าทำร้ายฉันด้วยการที่อยู่ดี ๆ ก็บอกความจริง

43. ฉันเชื่อทุกคน ยกเว้นคนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนที่น่าเชื่อถือ

44. ความดี หมายถึง การที่คุณแสดงรายได้ตอนที่ใช้คำนวณภาษีมากกว่ารายได้ที่คุณอวดเพื่อนบ้าน

45. ปัญหาอย่างหนึ่งของคำแนะนำที่ว่าให้เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่นคือ ส่วนใหญ่แล้ว ข้อผิดพลาดที่ว่านั้น มันไม่ใช่ข้อผิดพลาดจริง ๆ

46. การป้องกันความล้มเหลวพอที่จะเป็นไปได้ แต่จะไม่ให้เกิดความล้มเหลวเลยเป็นไปไม่ได้

47. สำหรับคนที่เป็นอิสระ เส้นทางที่ดีที่สุดระหว่างจุด 2 จุด ไม่ควรจะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดเสมอไป

48. การกินเนื้อวัว ไม่ได้ทำให้เราเป็นวัว เช่นเดียวกัน การอ่านปรัชญา ก็ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น

49. ตอนมาถึงโรงแรมที่ดูไบ นักธุรกิจคนหนึ่งให้คนมาช่วยยกกระเป๋า แต่เย็นวันนั้น ฉันเห็นเขานั่งยกน้ำหนักอยู่ที่ยิม

50. ใครที่ทำไม่เป็น ไม่ควรจะมาสอน

51. ความรู้เป็นแรงลบ ไม่ใช่แรงบวก เราควรจะลดสิ่งที่ไม่ควรทำ มากกว่าเพิ่มสิ่งที่ควรทำ

52. คนส่วนใหญ่คิดว่าความฉลาดคือความสามารถในการสังเกตว่าอะไรสำคัญในโลกที่มีความซับซ้อน ที่จริงแล้ว ความฉลาดคือการเลิกสนใจในสิ่งที่ไม่สำคัญต่างหาก

53. ในความขัดแย้ง หลายครั้งการพบกันตรงกลาง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป

54. เรามักจะไม่ค่อยรู้ว่าความสุขคืออะไร วัดอย่างไร หรือต้องทำอย่างไรให้มีความสุข แต่เรามักจะรู้ว่าเราจะหลบเลี่ยงสิ่งที่ไม่มีความสุขได้อย่างไร

55. คนสมัยโบราณทราบเป็นอย่างดีว่า วิธีเดียวที่จะทำความเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดีคือเราต้องทำให้มันเกิดขึ้นเอง

56. มันต้องใช้ความฉลาดและความมั่นใจอย่างมากที่จะยอมรับว่าสิ่งที่มันสมเหตุสมผลจริง ๆ แล้วมันไม่ได้สมเหตุสมผลจริง ๆ

57. หาความเสี่ยงที่เราวัดได้ นั่นคือความเสี่ยงที่เราควรจะทำ

58. นักคณิตศาสตร์เริ่มจากปัญหาและหาทางออก ส่วนที่ปรึกษาเริ่มจากทางออก แล้วพยายามไปสร้างปัญหา

59. ถ้ามันเป็นบวก ให้แสดงค่ากำไรสุทธิ แต่ถ้ามันเป็นลบให้แสดงค่ากำไรขั้นต้นแทน

60. เรามั่นใจได้เลยว่าผู้บริหารของบริษัทกำลังกังวลใจอย่างมาก ถ้าเขามาให้ข่าวกับสาธารณะว่า “ไม่มีอะไรต้องกังวลใจ”

61. ใครก็ตามที่ชอบการประชุมควรถูกห้ามไม่ให้เข้าประชุม

62. อย่าเชื่อคำแนะนำเรื่องการลงทุนจากคนที่ยังคงต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิต

63. สัญญาณของความอ่อนแอเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามไม่แสดงสัญญาณของความอ่อนแอออกมา

64. คนที่กล้าเสี่ยง เขาจะไม่บ่น แต่เขาจะทำ

65. คนที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร เขาจะไม่พูดว่า “เขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร”

66. คนระดับสุดยอดจะเชื่อในสิ่งที่เขาฟังเพียงแค่ครึ่งเดียว แต่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเป็น 2 เท่า

67. เรารู้ว่าเรามีความสำคัญเมื่อคนเริ่มสังเกตว่าเราหายไปมากกว่าสังเกตว่าคนอื่นยังอยู่

68. คนที่คิดว่าประสบการณ์จริงไม่สำคัญคือคนที่ไม่มีประสบการณ์จริง

69. เรามั่นใจได้เลยว่าจะเกิดการทำซ้ำขึ้นอีก เมื่อเราได้ยินคำว่า “ไม่มีวันจะทำอีก”

70. เวลาใครพูดว่า “ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก” ส่วนใหญ่หมายความว่า เขาโง่มากกว่าที่เขาคิด

71. เวลาผู้หญิงพูดถึงผู้ชายว่าเขาฉลาด ส่วนใหญ่หมายถึงว่าเขาหล่อ เวลาผู้ชายพูดถึงผู้หญิงว่าเธอโง่ ส่วนใหญ่หมายถึงว่าเธอสวย

72. ถ้าใครขึ้นต้นประโยคว่า “คิดง่าย ๆ ว่า…” คิดไว้ก่อนได้เลยว่าสิ่งที่คุณกำลังจะได้ยินมันซับซ้อนเลยแหละ

73. ถ้าผู้หญิงชอบคนที่ไม่น่าสนใจแต่เขารวย เธอจะบอกว่า เธอชอบบางส่วนของเขาเป็นพิเศษ เช่น จมูก คอ หรือเข่า

74. ถ้าคนบอกว่าเราฉลาด ก็เป็นเพราะเขาเห็นด้วยกับเรา แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับเรา เขาจะบอกว่าเราหยิ่งผยอง

หวังว่าข้อคิดบางข้ออาจจะช่วยให้เราได้คิดอะไรอีกมุมหนึ่ง และได้ประโยชน์นะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

Book Review: How Luck Happens

ในการดำเนินธุรกิจนั้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ ทัศนคติที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “โชค” หรือจะเรียกว่าเหตุบังเอิญที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจนั้น ๆ คนส่วนใหญ่มักจะมีความเข้าใจว่า ความรู้ กับ ทัศนคติ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสามารถจัดการได้ เช่น หากยังมีความรู้ไม่เพียงพอก็ไปศึกษาเพิ่มเติม หรือหากทัศนคติยังไม่ถูกต้อง ก็ต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะจากผู้มีประสบการณ์มากกว่า หรือ การให้ผู้รู้แนะนำวิธีการคิดหรือการมองปัญหา แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า “โชค” หรือ “ดวง” นั้น เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ซึ่งเราไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย

อย่างไรก็ตามความเชื่อดังกล่าวอาจจะไม่เป็นความจริงทั้งหมด มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า จริงอยู่ว่า “โชค” นั้นอาจจะเกิดจากเหตุบังเอิญและเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่มันยังมีหลายสิ่งของโชคที่เราสามารถควบคุมได้

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า How Luck Happens: Using the science of luck to transform work, love, and life แต่งโดย Janice Kaplan ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสารชั้นนำและเป็นนักเขียนหนังสือชื่อดังในหลาย ๆ เล่ม ร่วมกับ Barnaby Marsh ซึ่งเป็นนักวิจัย นักวิชาการจาก Harvard และ Princeton ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง โดยหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงโชคไว้ว่า มาจาก 3 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ความสามารถ การทำงานหนัก และ เหตุบังเอิญ จะเห็นได้ว่า 2 ใน 3 อย่างนี้ (ความสามารถ และ การทำงานหนัก) เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ มีแต่เหตุบังเอิญเท่านั้นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ด้วยความรู้นี้ จึงทำให้เราสามารถเข้าไปจัดการ “โชค” ได้ในสัดส่วนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

หนังสือเล่มนี้มีทั้งสิ้น 341 หน้า แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก ๆ โดยส่วนแรกจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ความรู้ความเข้าใจในคำว่า “โชค” โดยประกอบด้วย 3 บทย่อยได้แก่ บทแรก การเตรียมตัวให้เรามีโชค บทที่ 2 กล่าวถึงบางคนที่มักจะ “มีโชค” อยู่เสมอว่าเขาทำอย่างไร และ บทที่ 3 คือการเลือกพิจารณาค่าสถิติต่าง ๆ

Highlight ของหนังสือเล่มนี้ น่าจะอยู่ในส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นการบอกถึงวิธีในการสร้างโชคให้กับตัวเอง โดยจะประกอบด้วย 6 บทย่อยได้แก่ บทที่ 4 คือเทคนิคที่ตัวเราควรจะไปอยู่ในที่ที่เรามีโอกาสจะมีโชคมากที่สุด เช่น ในหนังสือแนะนำว่า หากอยากจะเป็นดารา Hollywood เราก็ควรย้ายถิ่นฐานไปอยู่แถบ Hollywood ไม่ใช่ไปอยู่ในป่าในเขา เพราะการอยู่ในที่ที่ผู้กำกับหรือดาราอยู่กันนั้น มันเป็นการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองที่จะไปรู้จักกับคนในวงการมากกว่า บทที่ 5 กล่าวถึงเทคนิคในการสร้างเครือข่าย โดยหนังสือให้คำแนะนำว่า โชค มักจะมากับผู้คน ดังนั้น เราควรจะไปงานงานเลี้ยงสังสรรค์บ้าง ไปพบเจอผู้คนบ้าง ใครจะไปทราบว่าคนเหล่านั้น อาจจะรู้จักกับคนที่เราอยากจะรู้จักก็เป็นไปได้

บทที่ 6 กล่าวถึงเทคนิคสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะหากเรายังทำตัวเหมือน ๆ กันกับคนอื่น เราก็จะไม่โดดเด่น โอกาสที่เราจะได้รับโอกาสดี ๆ ก็อาจจะน้อยกว่าคนที่ทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น บทถัดมาคือบทที่ 7 กล่าวถึง เทคนิคการสร้างความมุมานะและความลุ่มหลงในสิ่งที่ทำ เนื่องจากการที่เราต้องการที่จะมีโชคนั้น จะทำอะไรเพียงครั้งเดียวแล้วหวังว่าจะสำเร็จคงเป็นไปได้ยาก เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซึ่งหลายคนอาจจะทำไม่ได้เนื่องจากขาดความมุมานะ และ ความลุ่มหลงในสิ่งที่ทำ

บทที่ 8 กล่าวถึงเทคนิคการกระจายความเสี่ยง การทุ่มเททุกอย่างไปที่เดียว แล้วหวังว่าสิ่งนั้นจะสำเร็จอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก เราควรจะมีแผนสำรองไว้ด้วย ในหนังสือได้ยกตัวอย่างการลงทุนใน Startup ซึ่งปกติแล้วอัตราความล้มเหลวจะสูงมาก หากเราเลือกลงทุนไปที่ใดที่หนึ่งที่เดียว โอกาสความสำเร็จจะต่ำ นักลงทุนใน Startup ที่ประสบความสำเร็จ จึงกระจายการลงทุนในหลาย ๆ บริษัทที่เขาคิดว่ามีศักยภาพ และในที่สุดหนึ่งในนั้นอาจจะประสบความสำเร็จมาก ๆ และถึงแม้ว่าบริษัทที่เหลืออาจจะล้มละลายไปหมด เขาก็ยังประสบความสำเร็จอยู่ดี และคนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าเขาเป็นคนโชคดี

บทที่ 9 เป็นการบอกถึงเทคนิคที่บอกว่าความสำเร็จนั้น มันไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดียว แต่มันเกิดจากความพยายามอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น ในหนังสือได้ยกตัวอย่างของการค้นพบยาปฏิชีวนะของ Alexander Fleming ซึ่งตามเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่ได้ทราบมันเกิดจากเหตุบังเอิญที่เขาลืมทิ้งจานทดลองไว้แล้วมีราขึ้น เขาจึงเห็นว่าราสามารถกำจัดแบคทีเรียได้ แต่ที่จริงแล้ว เหตุการณ์เพียงแค่นั้นมันยังไม่เกิดยาปฏิชีวนะขึ้นได้ทันที ทีมวิจัยของ Alexander Fleming ยังต้องมีความพร้อมและมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถสร้างยาปฏิชีวนะขึ้นมาได้

ในส่วนที่ 3 ของหนังสือเป็นการอธิบายเกี่ยวกับเรื่องโชคในเรื่องต่าง ๆ เช่น โชคในการหางาน (บทที่ 10) โชคในความรัก (บทที่ 11) และการสร้างโชคให้กับเด็ก ๆ (บทที่ 12) ส่วนที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องอีกด้านหนึ่งของโชค ได้แก่ การเปลี่ยนโชคร้ายให้กลายเป็นโชคดี (บทที่ 13) เรื่องเกี่ยวกับโชคและการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง (บทที่ 14) และเรื่องเกี่ยวกับโชคและมหันตภัยต่าง ๆ ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและเรื่องอื่น ๆ (บทที่ 15) ในส่วนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ จะเป็นเรื่องภาพรวมของทั้งหมด ประกอบด้วย 2 บท ได้แก่บทที่ 16 ซึ่งกล่าวถึง เส้นทางก็การนำเราไปสู่โชคดี และบทสุดท้ายคือเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับโชค โดยเราต้องเชื่อว่าเราสามารถสร้างโชคดีให้เกิดขึ้นกับเราได้

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขียนเรื่องโชคไว้ได้อย่างครบถ้วน และมีตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน ถึงแม้หนังสือเล่มนี้อาจจะไม่ได้เป็นหนังสือที่เน้นในเชิงบริหารธุรกิจมากนัก แต่ต้องยอมรับว่า “โชค” นั้นเป็นตัวแปรสำคัญในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งรวมถึงในเรื่องธุรกิจด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แต่งขึ้นด้วยความเห็นของผู้แต่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการทำงานวิจัยและอ้างอิงงานวิจัยต่าง ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนังสือที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนต่าง ๆ ตลอดจนบุคคลทั่วไป ที่แต่ละวันจะต้องพบเจอกับ “โชค” ต่าง ๆ ซึ่งหากได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทัศนคติที่เกี่ยวกับโชคของเขาอาจจะเปลี่ยนไป และอาจจะช่วยทำให้เขามีโอกาส “โชคดี” ได้ในที่สุด

บรรณานุกรม

Kaplan, J. and Marsh, B. (2018) How luck happens: Using the science of luck to transform work, love, and life, New York: Penguin Random House.

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

Talk Like TED

ทักษะที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับ ผู้บริหาร พนักงาน หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการ คือ “การพูด” เนื่องจากทุกคนไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไรก็ตาม ต้องรู้จักการสื่อสารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง เช่น นักขาย ก็จำเป็นต้องพูดเพื่อโน้มน้าวใจให้ลูกค้ารู้สึกสนใจในสินค้าของบริการที่ตนเองต้องการจะขาย CEO ก็ต้องพูดเพิ่มโน้มน้ามใจให้พนักงานทุกคนปฏิบัติงานไปในทิศทางที่องค์กรต้องการ หรือผู้ประกอบการเอง ก็ต้องพูดเพื่อที่จะทำให้นักลงทุนยอมนำเงินมาร่วมลงทุนในบริษัทของตน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการพูดนั้น ถึงแม้ว่าจะดูเผิน ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ เพราะเราก็พูดกันมาตั้งแต่เกิด และทุกวันเราก็ยังคงพูดกันตลอดเวลา แต่การพูด “ที่ดี” นั้น แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ ทักษะอันนี้ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างชำนาญ จึงจะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล

ดังนั้นเราจึงได้เห็นคอร์สเรียนสอนการพูดเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงหนังสือที่สอนเกี่ยวกับการพูดจำนวนไม่น้อย และนอกจากนี้ก็ยังมีเวที “การพูด” ที่เกิดขึ้นมากมาย โดยเวทีเหล่านี้ จะนำเอานักพูดระดับโลก หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่าง ๆ มาเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง และเวทีการพูดเวทีหนึ่งที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกคือเวทีที่เรียกว่า TED Talk โดย TED นั้น ย่อมาจากคำว่า Technology Entertainment และ Design ซึ่งเหมือนกับเป็น Theme หลักของการพูดของเวทีนี้นั่นเอง

TED conference เกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้วคือตั้งแต่ปี 1984 จนมาถึงปัจจุบัน TED Talk กลายเป็นเวทีการพูดระดับโลก มีผู้ชม ผู้ฟังจำนวนมากที่ได้เข้าร่วมฟังทั้งในรูปแบบของการพูดสดในแต่ละสถานที่ทั่วโลก รวมถึงการฟังผ่านสื่อออนไลน์หลากหลายช่องทาง

การที่เราจะสามารถฝึกทักษะการพูดของเราให้ดีขึ้นได้นั้น นอกจากการเข้าคอร์สเรียนฝึกฝนแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการได้เห็นตัวอย่างการพูดของนักพูดระดับโลก เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ในการพูดของเราเอง แต่อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้ว่าเราจะพยายามฟังหรือดูการพูดของนักพูดระดับโลกเหล่านั้น บางครั้ง เราก็ไม่สามารถ “ถอดรหัส” ออกมาได้ว่า เขามีเทคนิคอะไรที่ทำให้เขาพูดได้จับใจคนฟัง หรือดึงดูดความสนใจคนฟังได้ในระดับนี้

นี่คือที่มาของหนังสือที่ชื่อว่า Talk Like TED ที่แต่งขึ้นโดย Carmine Gallo ซึ่งเป็นนักเขียนระดับ Best Seller และเป็นผู้ที่ศึกษาความสำเร็จของนักพูดระดับโลกมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก่อนที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาได้เคยเขียนหนังสือที่ขายดีที่ชื่อ The Presentation Secrets of Steve Jobs ซึ่งเป็นหนังสือที่ “ถอดรหัส” ความสำเร็จของการนำเสนอของ Steve Jobs ที่ว่ากันว่า สามารถดึงดูดความสนใจกับผู้คนจำนวนมาก และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบริษัท Apple มาจนถึงปัจจุบัน

หนังสือ Talk Like TED นั้น มีความหนาทั้งหมด 288 หน้า ประกอบด้วย 9 บท โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของการพูด ซึ่งในส่วนนี้จะประกอบด้วย 3 บท ได้แก่ บทที่ 1 ซึ่งจะกล่าวถึงการ “ปลดปล่อย” พลังภายในของผู้พูดออกมา โดยบทนี้จะชี้ให้เห็นว่า หากเราได้พูดในสิ่งที่เราเชื่ออย่างแรงกล้านั้น การพูดนั้นจะมีพลังเป็นอย่างยิ่ง และพลังเหล่านี้แหละที่จะดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้อย่างมหาศาล ต่อมาในบทที่ 2 จะกล่าวถึงการพูดแบบ “เล่าเรื่อง” มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบฟังเรื่องเล่า มากกว่าจะฟังเพียงแค่เนื้อหาอย่างเดียว ดังนั้นผู้พูดจำเป็นที่จะต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี และในบทที่ 3 ในส่วนนี้คือเรื่องของการพูดที่ทำให้เหมือนกับเราสนทนากับเพื่อน ซึ่งมันจะมีความเป็นธรรมชาติ และเพิ่มความน่าฟังให้เกิดขึ้น

ส่วนที่ 2 ของหนังสือเล่มนี้ จะเน้นในเรื่องของ “ความใหม่” ในการพูด ซึ่งจะประกอบด้วย 3 บทได้แก่ บทที่ 4 คือวิธีการพูดที่สอดแทรกสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์กับผู้ฟัง ผู้พูดควรจะต้องศึกษาหรือรวบรวมเอาสิ่งที่คิดว่าผู้ฟังไม่น่าจะเคยได้ยิน และนำมานำเสนอให้กับผู้ฟัง แค่นี้ ก็จะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้อย่างมหาศาล ต่อมาในบทที่ 5 ก็มีการนำเสนอว่าการพูดนั้น ควรจะมีบางช่วงที่จะทำให้ “ผู้ฟังอ้าปากค้าง” ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ผู้พูดได้นำเอาสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ หรือจะเป็นการแสดงรูปภาพหรือวีดีโอประกอบการพูด ที่ทำให้ผู้ฟังฟังแล้วตกตะลึง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทรงพลังมากในการดึงดูดความสนใจ สำหรับบทสุดท้ายในส่วนที่ 2 นี้คือบทที่ 6 ซึ่งแนะนำการพูดที่สร้างอารมณ์ขัน เนื่องจากผู้ฟังส่วนใหญ่แล้ว อาจจะไม่อยากที่จะฟังสิ่งที่เป็นวิชาการหรือเนื้อหาสาระหนักจนเกินไป ดังนั้นการพูดที่มีการสอดแทรกอารมณ์ขันลงไป ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มความน่าสนใจของการพูดนั้นได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับส่วนสุดท้าย คือส่วนที่ 3 จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เทคนิคการทำให้ผู้ฟังสามารถจดจำสิ่งที่ผู้พูดได้พูดได้ โดยบทแรกในส่วนนี้คือบทที่ 7 จะกล่าวถึง “เวลาที่ใช้ในการพูด” ซึ่งสำหรับ TED Talk นั้น ได้มีการกำหนดเวลาไว้ชัดเจน คือ 18 นาที ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ได้แนะนำว่า ผู้พูดควรจะพูดให้อยู่ในเวลาดังกล่าว เพราะการพูดที่นานจนเกินไป จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และในที่สุดผู้ฟังก็จะไม่สามารถจดจำสิ่งที่ผู้พูดได้นำเสนอไปได้ บทต่อมาบทที่ 8 ก็จะเป็นเนื้อหาที่แนะนำว่า ผู้พูดควรจะสร้างภาพให้เกิดขึ้นในหัวข้อผู้ฟัง หากอยากให้ผู้ฟังสามารถจดจำสิ่งที่ผู้พูดได้นำเสนอได้ โดยอาจจะใช้สื่อต่าง ๆ ประกอบ และบทสุดท้ายของส่วนนี้คือบทที่ 9 ก็ได้แนะนำว่า ผู้พูดควรจะพูดในสิ่งที่ตนเองรู้ และไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นเหมือนคนอื่น ถ้าเราพูดในสิ่งที่เป็นตัวเรา การพูดนั้นก็จะประสบความสำเร็จในที่สุด

จะเห็นได้ว่าหนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมเอาเทคนิคการพูดที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง โดยผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากการสังเกตและการฟังนักพูดระดับโลกในเวที TED Talk จำนวนมากและได้ทำการย่อยและสรุปออกมาเป็นเทคนิค 9 ประการ ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น จุดเด่นอีกประการของหนังสือเล่มนี้คือผู้เขียนได้ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างนั้นก็มาจาก TED Talk ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ชม VDO clip จำนวนหลายล้านคนทั่วโลก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความน่าสนใจของการพูดดังกล่าว

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการพูด ไม่ว่าจะนักพูด ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ ตลอดจนทุก ๆ คนที่เห็นความสำคัญของการพูด เพราะการพูดที่ดีนั้น จะมีส่วนช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างที่เราอาจจะคิดไม่ถึงก็เป็นได้

บรรณานุกรม
Gallo, C. (2014) Talk Like TED: The 9 Public Speaking Secrets of the World’s Top Minds, New York: St. Martin’s Press.

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

Investing Psychology: The Effect of Behavioral Finance on Investment Choice and Bias

ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่สนใจในการลงทุนในตลาดหลักทรํพย์ ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากว่า อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากจนแพ้เงินเฟ้อ ประกอบกับการมีกระแสที่ต้องการการทำงานที่เป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำ หลายคนจึงมีความคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นอาจจะเป็นคำตอบในชีวิตที่ดีได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดขาขึ้นนั้น เราจะเห็นคนจำนวนไม่น้อยที่มีความต้องการอยากจะลาออกมาซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้น เนื่องจากมองดูว่าการทำกำไรในตลาดหุ้นเป็นไปได้ง่าย แค่ซื้อและทิ้งไว้ ไม่กี่วัน หรือ ไม่กี่ชั่วโมง แล้วก็ขาย แค่นี้ก็ทำกำไรได้แล้ว บางคนคิดฝันถึงขนาดที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ในช่วงเวลาข้ามคืน

จึงไม่แปลก ที่เวลาตลาดขาขึ้นนั้น เราจะเห็นหนังสือที่เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นเต็มไปหมด โดยเฉพาะหนังสือที่เน้นการรวยเร็วข้ามวันด้วยการซื้อขายหุ้น หรืออะไรทำนองนี้ ยิ่งเป็นการจุดกระแสให้คนสนใจในตลาดหุ้นมากขึ้น และพร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่ตลาดโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อน

แต่ตลาดหุ้นไม่ดีมีแต่ขาขึ้นเสมอไป ยามที่ตลาดปรับตัวลดลง บุคคลเหล่านี้ก็มักจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่ขาดทุน นอกจากกำไรที่ได้ในช่วงต้นนั้นจะหายไปแล้ว ยังประสบกับการขาดทุนอย่างมหาศาล จนกระทั่งหลายคนต้องออกจากตลาดไปในที่สุด พร้อมกับความรู้สึกเสียใจหรือเจ็บใจ บางท่านอาจจะถึงขนาดเข็ดหลาบกับการลงทุนเลยด้วยซ้ำไป

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนหลายท่าน ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษามาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนที่เน้นการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท หรือที่เรียกกันว่านักลงทุนที่เน้นคุณค่า (Value Investor หรือเรียกสั้น ๆ ว่า VI) หรือนักลงทุนที่เน้นทางด้านเทคนิค อ่านกราฟ ดู Indicator ก่อนตัดสินใจลงทุน หลาย ๆ ท่านก็ประสบกับการขาดทุนไม่น้อยเหมือนกับคนที่ไม่ได้ศึกษามาเช่นกัน

คำถามคือทำไมนักลงทุนเหล่านี้ ซึ่งมีความรู้ในการลงทุนมากทีเดียวกลับต้องมาขาดทุนหรือล้มเหลว เช่นเดียวกับนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ ซึ่งยังไม่ได้ศึกษาการลงทุนมาดีพอ หรือยังไม่มีประสบการณ์ คำตอบง่าย ๆ สำหรับคำถามนี้คือความสำเร็จในการลงทุนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการได้แก่ 1) ความรู้ 2) โอกาส และ 3) ทัศนคติของนักลงทุน

สำหรับข้อแรกนั้น เราจะพบว่ามีหนังสือจำนวนมากที่พยายามจะให้ความรู้ในการลงทุนกับเรา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เน้นการวิเคราะห์ทางด้านพื้นฐาน หรือ ทางด้านเทคนิคของหุ้น เมื่อเราศึกษามาก ความรู้เราก็จะมากตาม ส่วนข้อที่ 2 นั้น มันเกิดขึ้นจากตลาดหุ้นเอง เช่น หุ้นขาขึ้น ถึงไม่มีความรู้อะไร ซื้อแบบสุ่มเอาก็อาจจะได้กำไรอยู่ดี แต่สำหรับข้อที่ 3 นั้น ต้องบอกว่ามีหนังสือจำนวนน้อยมากที่จะกล่าวถึง ความคิดที่ถูกต้องในการลงทุน

หนังสือเล่มหนึ่ง ที่อธิบายปรากฏการณ์ด้านจิตวิทยาในการลงทุนได้ดีมากคือหนังสือที่มีชื่อว่า Investing Psychology: The Effects of Behavioral Finance on Investment Choice and Bias เขียนโดย Tim Richards ซึ่งเป็นเจ้าของ Website ที่ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของนักลงทุน หนังสือเล่มนี้มีความหนาทั้งสิ้น 240 หน้า แบ่งออกเป็น 9 บท เริ่มบทแรกจะกล่าวถึงความลำเอียงที่เกี่ยวกับความรู้สึกของเรา เช่นความลำเอียงที่เราคิดว่าตัวเราไม่ลำเอียง การมองเห็น Pattern ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันไม่มี ความรู้สึกว่าเราควบคุมตลาดได้ ทั้ง ๆ ที่ในความจริงเราไม่สามารถทำได้

สำหรับบทที่ 2 จะกล่าวถึงความลำเอียงที่เกี่ยวกับคุณค่าของตัวเราเอง เช่นความกลัวในการสูญเสีย การยึดติดกับสิ่งที่เรายังจำได้ เป็นต้น ส่วนบทที่ 3 จะเป็นความลำเอียงที่เกี่ยวกับสถานการณ์ เช่นความเชื่อในเรื่องราวต่าง ๆ หรือความพยายามในการจับจังหวะของตลาด บทที่ 4 จะเน้นเรื่องเกี่ยวกับความลำเอียงทางสังคม เช่น การที่เราตามความคิดของกลุ่ม หรือการตกหลุมพรางในกรอบความคิด

บทที่ 5 จะกล่าวถึงความลำเอียงที่เกิดขึ้นกับมืออาชีพ เช่นความลำเอียงที่เกี่ยวกับการทำนายตลาด หรือเกี่ยวกับหุ้นที่ออกใหม่ (IPO) ส่วนบทที่ 6 จะเป็นการแนะนำวิธีในการลดความลำเอียงลงด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามมาด้วยบทที่ 7 ที่กล่าวถึงข้อแนะนำ 7 ประการในการลงทุนที่ถูกต้อง สำหรับบทที่ 8 ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเชื่อ
ผิด ๆ หลายประการที่ยังคงอยู่ในการลงทุน ส่วนบทสุดท้าย ก็เป็นบทสรุปของหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีไม่มากนักในตลาดที่ได้กล่าวถึงความลำเอียงในการตัดสินใจลงทุนในหลาย ๆ ประเภท และเป็นหนังสือที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว เนื่องจากความลำเอียงในการตัดสินใจเหล่านี้เองที่ทำให้นักลงทุนหลายคนประสบความล้มเหลว ถึงแม้นักลงทุนหลายท่านก็มีทั้งความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน แต่ก็ยังมีความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความลำเอียงนี้เอง

จุดเด่นที่สุดของหนังสือเล่มนี้ อยู่ตรงที่ผู้เขียนได้รวบรวมเอาบทวิจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนและนำเสนอในภาษาที่ง่ายในการทำความเข้าใจ และในตอนท้ายของทุกบทยังได้มีการสรุปประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน 7 ประการซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถทราบถึงจุดเน้นของแต่ละบทและนำไปใช้ตัดสินใจในการลงทุนได้ต่อไป

สิ่งเดียวที่อาจจะทำให้เกิดความยากลำบากในการอ่านคือหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาค่อนข้างมาก และอาจจะต้องใช้เวลาอ่านพอสมควร อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบการอ่านที่สามารถจบได้อย่างรวดเร็ว แต่ในอีกทางหนึ่งเนื้อหาที่มากนี้ก็เต็มไปด้วยงานวิจัยต่าง ๆ รวมทั้งความคิดเห็นของผู้เขียนที่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้วหนังสือเล่มนี้ จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนทุกท่านที่ต้องการความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น

บรรณานุกรม

Richards, T. (2014) Investing Psychology: The Effect of Behavioral Finance on Investment Choice and Bias, John Wiley & Sons, New Jersey.

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

Contagious: Why Things Catch On

เป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันว่า Social Media เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เราใช้เวลาไม่น้อยไปกับการใช้ Social Media ต่าง ๆ เช่น Facebook Instagram Twitter จากการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวตาม การโฆษณาในรูปแบบดั้งเดิม เช่น ผ่านนิตยสาร ทีวี วิทยุ เริ่มที่จะเปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันสื่อเหล่านั้นในบางกรณีอาจจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นบริษัทต่าง ๆ จึงได้เริ่มให้ความสนใจต่อการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ หรือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Viral Marketing ที่อาศัยการบอกต่อกัน ซึ่งบางครั้งนอกจากจะใช้ต้นทุนที่ต่ำมากแล้ว ยังได้ผลที่น่าประทับใจอย่างมาก

การสร้างสิ่งที่ทำให้เกิดการบอกต่อนั้น หลายคนอาจจะคิดว่าเกิดจากความบังเอิญ แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เกิดการแพร่กระจายนั้น มันมี Pattern ที่ชัดเจน มีหนังสือหลายเล่มที่พยายามจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หนังสือเล่มหนึ่งที่ได้รับการยอมรับกันในวงกว้างในเรื่องนี้ได้แก่หนังสือที่ชื่อว่า Contagious: Why Things Catch On

หนังสือเล่มนี้ถูกแต่งขึ้นโดย Jonah Berger ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนและวิจัยทางด้านการตลาดจาก Wharton Business School แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็น Business School ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก และหนังสือเล่มนี้ยังติดอันดับ New York Times Best Seller อีกด้วย เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญ 6 ประการในการสร้างข้อมูลที่จะได้รับการส่งต่อ โดยหนังสือซึ่งมีความหนากว่า 200 หน้า ก็ได้แบ่งเป็น 6 บท ตามปัจจัยเหล่านี้

ปัจจัย 6 ประการนี้ มีตัวย่อเพื่อให้จำได้ง่าย ๆ คือ STEPPS ซึ่งแต่ละอันหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. S = Social Currency

ในบทแรกในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปัจจัยแรกที่เรียกว่า Social Currency ซึ่งหมายถึงมูลค่าทางสังคมที่ผู้ส่งต่อข้อความจะได้รับ โดยคนเราจะส่งต่อข้อความก็ต่อเมื่อ การส่งต่อนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญ บางทีข้อความที่ดูเหมือนเป็นความลับหรือเป็น Trick ต่าง ๆ ก็ยิ่งทำให้คนส่งต่อมากขึ้น เพราะการส่งต่อนั้นจะทำให้ผู้ส่งต่อดูเหมือนเป็น “Insider”

  1. T = Triggers

ปัจจัยถัดมา ซึ่งนำเสนอในบทที่ 2 ของหนังสือเล่มนี้คือ Triggers ซึ่งหมายถึงสิ่งกระตุ้น คนเราส่งต่อข้อความ เพราะมีบางอย่างกระตุ้นให้เรานึกถึง ดังนั้นในทางการตลาด เขาจึงพยายาม Link สิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เข้ากับ Brand ของตัวเอง เช่น Beer Budweiser พยายามทำ Campaign ที่มีคำว่า “What’s up” เพราะพอคนทักทายกันด้วยคำนี้ เขาก็จะนึกถึง Budweiser ทันที

  1. E = Emotional

ในบทที่ 3 นี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงการสร้างอารมณ์ให้เกิดการส่งต่อข้อมูล ดังคำกล่าวที่ว่า “When we care, we share” ข้อความที่เราต้องการให้เกิดการส่งต่อต้องเป็นข้อความที่กระตุ้นทำให้เกิดอารมณ์ จะเป็นอารมณ์ทางบวกหรือลบก็ได้ แต่ต้องเป็นอารมณ์ที่ทำให้คนอ่านเกิดแรงกระตุ้น เช่น ตื่นเต้น ดีใจ หรือโกรธ

  1. P = Public

บทที่ 4 นี้เป็นบทที่กล่าวถึงการสร้างให้สิ่งที่เราต้องการให้เกิดการบอกต่อสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากคนเราชอบการเลียนแบบ แต่เขาจะเลียนแบบไม่ได้ถ้าเขาไม่เห็น ดังนั้น ถ้าต้องการให้เกิดการบอกต่อ เราจะต้องทำให้คนอื่นสังเกตเห็นสิ่งที่เราต้องการแบ่งปันให้ได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านอาหารหลายร้านจึงทำผนังให้เป็นกระจก เพื่อให้คนเดินผ่านไปมาเห็นว่ามีคนมากินอาหารที่ร้านมากขนาดไหน และเกิดการบอกต่อ

  1. P = Practical Value

บทที่ 5 ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงปัจจัยในเรื่องการทำให้ข้อมูลที่เราส่งต่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เรา share ข้อความต่าง ๆ เพราะว่ามันจะมีประโยชน์กับผู้อื่น ยิ่งมีประโยชน์มาก ก็ยิ่งทำให้เกิดการส่งต่อข้อมูลมาก จะสังเกตเห็นว่า VDO Youtube ที่มียอด View หลายล้าน View หลาย VDO เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคในการทำอะไรต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้นหรือรวดเร็วขึ้น

  1. S = Story

ในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงปัจจัยสุดท้ายได้แก่การสร้างเรื่องราว คนส่วนใหญ่ชอบการเล่าเรื่องราว และชอบแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ เช่น นิทานอีสป ที่อยู่มาหลายร้อยปี เพราะมันเป็นเรื่องราว ถ้าอีสป เขียนหนังสือออกมาเป็นกฎ 100 ข้อในการดำเนินชีวิต ก็คงไม่ค่อยมีคนสนใจสักเท่าไร และคงไม่ได้รับการบอกต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการสร้างเรื่องราวจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้เกิดการบอกต่อได้ง่ายขึ้น

โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านง่าย จุดเด่นที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ที่ทำวิจัยและสอนเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นตัวอย่างที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ จึงมาจากผลงานวิจัยของผู้เขียนเอง จุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือผู้เขียนได้แยกปัจจัยออกมาในแต่ละด้านได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย และทุกปัจจัยมีตัวอย่างประกอบที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้เป็นอย่างดี

หนังสือเล่มนี้จึงน่าจะเหมาะกับผู้บริหารที่ทำงานทางด้านการตลาด โดยเฉพาะการตลาดทางด้าน Social Media รวมถึงผู้ประกอบการที่พยายามจะสร้างเนื้อหาที่ต้องการแพร่กระจายไปสู่ตลาดในวงกว้าง โดยใช้งบประมาณที่จำกัด นอกจากนี้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่มีหน้าที่โดยตรงในการสื่อสารข้อความต่าง ๆ เช่นหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการสร้างการรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เป็นต้น

บรรณานุกรม

Berger, J. (2013), Contagious: Why Things Catch On, Simon & Schuster, New York.

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho