หนังสือ 11 เล่มที่ผมชอบในปี 2018

คงเป็นตามธรรมเนียมมั้งครับ ที่เวลาใกล้ ๆ สิ้นปี เราก็มักจะมีการมา Review จัดอันดับเรื่องต่าง ๆ

ในส่วนตัว ผมชอบอ่านหนังสือมาก ๆ และได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ปีหนึ่งจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้ 52 เล่ม ซึ่งก็ทำสำเร็จมา 5 ปีแล้ว (เริ่มตั้งเป้าแบบนี้มา 5 ปีที่ผ่านมาน่ะครับ) ในส่วนหนังสือภาษาไทย ไม่ได้ตั้งไว้ แต่โดยเฉลี่ยก็อ่านสัปดาห์ละประมาณ 3-4 เล่มได้

ก็เลยขอมา Review หนังสือที่ชอบ หลาย ๆ เล่มเคย Review แบบละเอียดไปแล้ว จึงขอเล่าให้ฟังแบบย่อ ๆ แล้วกันนะครับ อ้อ บอกก่อนครับว่า หนังสือเหล่านี้ ไม่ได้ออกมาในปีนี้ทั้งหมดนะครับ แต่เป็นหนังสือที่ผมได้อ่านในปีนี้ครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. Brief Answers to the Big Questions

ผู้แต่ง Stephen Hawking
จำนวนหน้า 256 หน้า

ที่มาของหนังสือ ได้จากการฟัง Podcast Mission to the Moon เรื่องหนังสือเล่มสุดท้ายของ Stephen Hawking

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มสุดท้ายที่ Stephen Hawking เขียน ต้องบอกว่า เขียนได้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับหลุมดำ Big Bang กำเนิดจักรวาล การย้อนเวลา รวมถึงเรื่องที่ Sensitive อย่างคำถามที่ว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่

 

 

 

2. Man’s Search for Meaning

ผู้แต่ง Viktor E. Frankl
จำนวนหน้า 188 หน้า

ที่มาของหนังสือ ได้ยินหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว แต่ตัดสินใจซื้อจาก Post ของคุณบอย วิสูตร ว่าหนังสือเล่มนี้ ถ้าไม่ได้อ่านจะน่าเสียดายเป็นอย่างมาก

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่ผู้เขียนถูกจับเข้าไปในค่ายกักกันของนาซี และบอกว่าการมีชีวิตอยู่รอดได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหา “ความหมายของชีวิต” เป็นเรื่องเล่าที่ทั้งสะเทือนใจ และได้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตอย่างมาก

 

 

 

3. The 10% Entrepreneur: Live Your Startup Dream Without Quitting Your Day Job

ผู้แต่ง Patrick J. McGinnis
จำนวนหน้า 240 หน้า

ที่มาของหนังสือ เคยเจอใน Asia Book สนใจมานานแล้วเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจแบบไม่ต้องลาออก แต่ตัดสินใจซื้อ ตอนไปที่งาน Big Bad Wolves ซึ่งเป็นงานที่ขายหนังสือภาษาอังกฤษราคาถูกมาก ๆ จึงไม่ลังเลที่จะซื้อมา

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาทำธุรกิจเอง แต่ก็ไม่อยากลาออกจากงานประจำ หนังสือเขียนให้เห็นว่า จริง ๆ แล้ว เราไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถจะทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันได้ ถึงได้ตั้งชื่อหนังสือเป็นผู้ประกอบการ 10% ไงครับ

 

 

4. Platform Revolution

ผู้แต่ง Geoffrey G. Parker, Marshall W. Van Alstyne, Sangeet Paul Choudary
จำนวนหน้า 352 หน้า

ที่มาของหนังสือ มีเพื่อนอาจารย์ที่ไปเรียน Online Course เคยเล่าให้ฟัง และต่อมาก็ได้มีโอกาสทำงานวิจัยเกี่ยวกับ Platform Business เลยไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้มา และได้ใช้ประกอบการเรียน Online Course เรื่องนี้ สอนโดยคนแต่ง ที่จัดโดย MIT และ Emeritus

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนที่ทำธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะทำ Startup เกี่ยวกับ Platform หรือแม้กระทั่งคนที่ทำงานในธุรกิจในรูปแบบเดิม ๆ อยู่ ในหนังสือเล่าให้ฟังว่า ธุรกิจแบบ Platform นั้นจะเข้ามา Disrupt ธุรกิจแบบดั้งเดิมอย่างไรบ้าง และจะทำให้ธุรกิจแบบ Platform ประสบความสำเร็จ ต้องทำอะไรบ้าง

 

5. When: The Scientific Secrets of Perfect Timing

ผู้แต่ง Daniel H. Pink
จำนวนหน้า 272 หน้า

ที่มาของหนังสือ มี Fanpage ท่านหนึ่งส่งหนังสือมาให้ เพื่อร่วมการทำโครงการหนังสือเพื่อการทำบุญ ที่ผมทำเป็นประจำในทุกสัปดาห์ แต่เล่มนี้ ผมยังไม่เคยอ่าน ก็เลยเปิดอ่านก่อน ปรากฏว่าชอบมาก ๆ (แต่ตอนนี้ก็นำไปร่วมโครงการหนังสือเพื่อการทำบุญเรียบร้อยครับ)

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ ปกติเรามีแต่หนังสือประเภท How-to แต่ไม่ค่อยมี When-to หนังสือเล่มนี้ จะว่าไปก็คล้าย ๆ จะแนะนำเรื่องการจัดการเวลา แต่มันมีข้อคิดหลาย ๆ อย่าง เช่น เราต้องรู้ก่อนว่า เราเป็นคนประเภทไหน พอเรารู้จักตัวเราแล้ว เราจะได้รู้ว่า เวลาไหน เป็นเวลาที่เราควรทำงานอย่างไหน บางทีแค่สลับเวลาในการทำงาน มันจะทำให้งานที่เราทำประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากครับ

 

 

6. TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking

ผู้แต่ง Chris J. Anderson
จำนวนหน้า 288 หน้า

ที่มาของหนังสือ เมื่อประมาณกลาง ๆ ปี ผมได้รับการติดต่อให้ไปพูด TEDx ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เลยไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับการพูดมา เคยได้ยินหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว ก็เลยไปหาซื้อมา และต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการพูด โดยส่วนตัวชอบฟัง TED Talk อยู่แล้ว และหนังสือเล่มนี้ก็เขียนโดย Head of TED เขาบอกเทคนิคการพูดต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วน และมีตัวอย่างประกอบอย่างชัดเจนอีกต่างหาก จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่จะพูด TED talk เท่านั้น ผมว่า มันใช้ได้กับการพูดในที่สาธารณะในเกือบทุกสถานการณ์เลยครับ

 

 

7. Measure What Matters

ผู้แต่ง John Doerr
จำนวนหน้า 320 หน้า

ที่มาของหนังสือ หนังสือเล่มนี้ ติดตามมาตั้งนานแล้ว ผมสั่ง Preorder ไปใน Amazon ตั้งแต่ทราบว่า John Doerr จะเขียนเรื่องนี้ ตามกำหนดจริง ๆ คือปลายปี 2017 แต่ก็เลื่อนมา ออกต้นปี 2018 นี้ ออกมาจึงไม่ลังเลเลยที่จะซื้อมา

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ ถ้าใครสนใจเรื่อง OKRs ซึ่งเป็น Framework ที่ Google เอาไปใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ไม่ควรพลาดเล่มนี้อย่างยิ่ง เพราะนอกจากคนเขียนคือคนที่เอา OKRs ที่เคยถูกใช้ที่ Intel ไปใช้ที่ Google แล้ว ยังมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจจำนวนมากในการนำเอา OKRs ไปใช้ ส่วนตัวชอบเล่มนี้มากที่สุด เพราะผมสอนและทำวิจัยเรื่องนี้อยู่ด้วย เลยตอบโจทย์จริง ๆ ครับ

 

 

8. Invisible Influence: The Hidden Forces that Shape Behavior

ผู้แต่ง Jonah Berger
จำนวนหน้า 272 หน้า

ที่มาของหนังสือ ผมติดตามผลงานของ Professor Jonah Berger มาตั้งแต่หนังสือเล่มแรกของอาจารย์ที่ชื่อ Contagious แล้ว เล่มนี้จำไม่ได้ว่าซื้อ Online หรือจากร้าน Asia Book แต่เรียกว่าพอเห็นชื่อคนแต่งก็ซื้อเลย

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เล่าให้ฟังถึงอิทธิพลที่มันส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเรา โดยส่วนใหญ่เราจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ อ่านแล้ว สำหรับคนที่เป็นนักการตลาด อาจจะเอาไปใช้วางกลยุทธ์การตลาดได้เลย หรือหากเป็นภาครัฐ อาจจะเอาไปใช้ทำให้นโยบายบางอย่างประสบความสำเร็จ (ในหนังสือมีตัวอย่างเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานด้วย) หรือถ้าเป็นคนทั่วไป อ่านแล้ว ก็ต้องคอยเตือนตัวเอง หากเจอเทคนิคทางการตลาดเหล่านี้

 

9. Side Hustle: From Idea to Income in 27 Days

 

ผู้แต่ง Chris Guillebeau
จำนวนหน้า 272 หน้า

ที่มาของหนังสือ ปกติก็ติดตามผลงานของคนเขียนคือ Chris Guillebeau มานานแล้ว ตั้งแต่เล่ม $100 Startup เห็นเล่มนี้ขายอยู่ก็เลยซื้อมา ถ้าไม่ใช่ที่ Asia Book ก็ Kinokuniya

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออีกเล่มที่เขียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการทำงานประจำ แต่เล่มนี้มีขั้นตอนชัดเจนมาก ๆ โดยเล่าให้ฟังเลยว่า เราจะเริ่มต้นจากไม่ได้มีอะไรเลย จนกระทั่งมีธุรกิจควบคู่ไปกับงานประจำได้อย่างไร ภายใน 27 วัน หนังสือบอกว่า วันที่ 1 ทำอะไร วันที่ 2 ทำอะไร แบบนี้เลย ใครอยากมีธุรกิจที่ไม่ต้องลาออก แนะนำให้อ่านเล่มนี้ครับ อ้อ อ่านแล้วทำตามด้วยนะครับ

 

 

10. How Luck Happens: Using the Science of Luck to Transform Work, Love, and Life

ผู้แต่ง Janice Kaplan Barnaby Marsh
จำนวนหน้า 352 หน้า

ที่มาของหนังสือ เล่มนี้จำได้ว่าไปเดินในร้าน Kinokuniya ไม่ได้มีแผนจะซื้อมาตั้งแต่ต้น แต่สะดุดชื่อ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่า “โชค” คือ “ความบังเอิญ” แต่จริง ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจริง ๆ แล้ว เราสามารถสร้างโชคได้เช่นกัน เลยซื้อมาโดยไม่ลังเล และได้ติดไปอ่านตอนบินไปญี่ปุ่นด้วย เรียกว่า Flight ประมาณ 6 ชั่วโมง อ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย แต่ก็ไปจบที่ญี่ปุ่น ชอบมาก ๆ ครับ

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ทำให้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง “โชค” ของผมเปลี่ยนไป จากที่เคยคิดว่า โชค มันควบคุมไม่ได้ เรามักจะเจอคำว่า คนนี้โชคดีนะ แต่จริง ๆ แล้ว ก่อนที่เราจะเห็นว่าเขา “โชคดี” เขาอาจจะทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เกิดโชคดีได้ หนังสือนอกจากมีข้อแนะนำแล้ว ยังมีงานวิจัยประกอบจำนวนมาก ทั้งที่ทำเอง และ อ้างอิงจากงานวิจัยอื่น ๆ ด้วยครับ

 

11. Born for This: How to Find the Work You Were Meant to Do

ผู้แต่ง Chris Guillebeau
จำนวนหน้า 320 หน้า

ที่มาของหนังสือ เป็นหนังสืออีกเล่มที่ชอบ เนื่องจากติดตามผลงานของ Chris Guillebeau มาทุกเล่มเลย จำได้ว่าซื้อจากร้านหนังสือร้านใดร้านหนึ่งระหว่าง Asia Book กับ Kinokuniya และอ่านจบอย่างรวดเร็ว

ความรู้สึกที่มีกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ เล่าให้ฟังถึงการตั้งเป้าหมายชีวิต ที่เรียกว่า Quest คือเป็นเป้าหมายระยะยาวที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ คนแต่งมี Quest คือการเดินทางไปทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเขาก็ได้ทำจนสำเร็จ อ่านจบแล้ว เลยตั้ง Quest ของตัวเองบ้างว่าจะ เขียนหนังสือให้ได้ 100 เล่ม และวิ่งได้ระยะทางรอบโลก (คือไม่ได้วิ่งรอบโลกจริง ๆ นะครับ แต่เอาระยะทางวิ่งมารวมกันแล้ว ครบระยะทางรอบโลก) ลองอ่านกันดูครับ

 

นั่นคือ หนังสือในดวงใจของผม 11 เล่มที่ได้มีโอกาสอ่านในปีนี้ หลายเล่มพิมพ์มาก่อนหน้านั้นแล้ว หลายเล่มเพิ่งพิมพ์ อยากกระตุ้นให้ทุกคนที่อ่าน Blog นี้ ลอง list หนังสือในดวงใจกันดูบ้าง หรือ ถ้ายังไม่ได้อ่าน ลองเริ่มอ่านกันได้เลยนะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/