ทุกอย่างเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ก้าวแรก

ไม่ว่าจะเป็นงานยาก งานง่ายแค่ไหน เราจะต้องเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอ คิดให้ดี แล้วกล้าที่จะเริ่ม จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่เราต้องผ่านไปให้ได้ ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จครับ

Continue reading

สถานการณ์ที่เรา (ไม่) ควรเริ่มเป็นคนแรก

ผมอ่านหนังสือเรื่อง When ที่แต่งขึ้นโดย Daniel Pink มันมีประเด็นที่น่าสนใจคือ เวลาที่เราเริ่มต้น มันมีผลอย่างยิ่งกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เข้าทำนองที่ว่า เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง อะไรทำนองนั้น หนังสือเล่มนี้จึงแนะนำว่า เราควร หรือ ไม่ควร เริ่มต้นทำอะไรเป็นคนแรก เอาเป็นว่า ลองไปดูกันเลยดีกว่าครับ

สถานการณ์ที่เราควรเริ่มต้นเป็นคนแรก

1. ถ้าเราสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอะไรก็ตามที่มีเบอร์ให้ Vote งานวิจัยพบว่าคนที่ได้เบอร์ 1 จะได้เปรียบเบอร์อื่น ๆ เสมอ น่าแปลกใจ แต่งานวิจัยยืนยันแบบนั้นจริง ๆ ครับ อาจจะเป็นเพราะเบอร์ที่ 1 เป็นเบอร์ที่จำง่าย และสำหรับคนที่ไม่รู้จะเลือกใคร เขาอาจจะเลือกเอาที่จำง่าย ๆ ก็เป็นไปได้ก็ได้ครับ

2. เมื่อเราไม่ได้เป็นทางเลือกที่จะถูกเลือกอยู่แล้ว เช่น เราต้องนำเสนองานแข่งกับบริษัทที่เคยได้งานแบบนี้มาก่อนแล้ว ถ้าเราได้เริ่มนำเสนอก่อน จะทำให้คนตัดสินใจเขาได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากเรา ซึ่งอาจจะทำให้เราได้เปรียบ

3. ถ้าเรามีคู่แข่งจำนวนไม่มากนัก (คือไม่เกิน 5 ราย) การได้นำเสนอก่อนจะมีโอกาสทำให้คนจำเราได้ง่ายกว่า รายอื่น ๆ

4. ถ้าเราต้องสัมภาษณ์งานแข่งกับคนอื่น ๆ ที่เก่งกว่า มีงานวิจัยที่ศึกษาการรับนักศึกษา MBA ใน 9,000 คนพบว่ากรรมการมักจะคิดว่ากลุ่มผู้เข้าสัมภาษณ์กลุ่มเล็ก ๆ จะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรทั้งหมด ดังนั้น ถ้าเขาเริ่มเห็นว่านักศึกษากลุ่มที่เขาสัมภาษณ์แรก ๆ เป็นคนเก่ง เขาจะเริ่มที่จะเข้มขึ้นในการสัมภาษณ์คนหลัง ๆ คือพยายามหาจุดอ่อนให้ได้ ดังนั้นคนแรก ๆ จึงได้เปรียบ เพราะปกติกรรมการเขาให้คะแนนไปแล้ว เขามักจะไม่กลับไปแก้ หรือเผลอ ๆ อาจจะตัดสินใจรับไปแล้วด้วยซ้ำ เขาจะมาเข้มตอนหลัง ๆ แทน ยิ่งพื้นที่รับมันจำกัด คนหลัง ๆ จึงเสียเปรียบมาก

แต่มันไม่ใช่ทุกสถานการณ์นะครับที่เราควรเริ่มเป็นคนแรก ยังมีสถานการณ์ที่เราไม่ควรเริ่มเป็นคนแรกเช่นกัน ลองมาดูกันทีละข้อเลยครับ

1. ถ้าเราเป็นคนที่เขามักจะเลือกอยู่แล้ว เช่น เราเป็นบริษัทที่เคยรับงานอยู่เป็นประจำ เหตุผลคือ พอตอนหลัง ๆ กรรมการมักจะล้า แล้วเมื่อเขาล้า เขามักจะตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว เราจึงมีโอกาสมากกว่า เวลาเราอยู่หลัง ๆ

2. เมื่อมีผู้เข้าแข่งขันเป็นจำนวนมาก ๆ (แต่อาจจะไม่ได้มีความสามารถแตกต่างกันมากนัก) โดยเฉพาะการอยู่อันดับสุดท้าย มีงานวิจัยที่เก็บการแข่งขันกว่า 1,500 กรณีพบว่า 90% ของคนที่แสดงหลังสุดจะได้เข้ารอบ เพราะช่วงแรก ๆ กรรมการจะตั้ง Standard ไว้สูง แต่ต่อมาเขามักจะลด Standard ลง นอกจากนี้คนที่แสดงทีหลังมักจะสามารถปรับการนำเสนอของตัวเองได้ เพราะเขาเห็นว่า กรรมการชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

3. เมื่อเราต้องเข้าแข่งขันในกรณีที่เราไม่มีข้อมูลมากนัก เช่น เราไม่รู้ว่ากรรมการชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร แบบนี้ เราไม่ควรเริ่มเป็นคนแรกอย่างยิ่ง เริ่มหลัง ๆ จะได้เรียนรู้ได้

4. เมื่อเราแข่งขันกับคนที่ไม่เก่งมากนัก การที่ได้แสดงคนสุดท้าย จะทำให้เราสามารถนำเสนอให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

น่าจะพอได้ประโยชน์นะครับ ลองนำไปใช้กันดูครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/