อ่านหนังสืออย่างไรให้จำได้

ระยะหลังได้รับคำถามทำนองนี้มาบ่อย เลยขอนำมาเล่าให้ฟังด้วยเลยละกันครับ
.
ก่อนอื่น เมื่อได้รับคำถามนี้มา ผมมักจะบอกว่า ไม่ต้องจำได้ก็ได้นะครับ เอาส่วนตัว ผมก็ไม่ได้พยายามที่จะจำหนังสือเลย คือหลาย ๆ เล่ม ผมแค่อยากอ่าน อ่านแล้วมีความสุข แค่นั้นพอเลยครับ
.
ถามว่าอ้าว แล้วอ่านแล้วลืมไหม ก็ลืมเหมือนคนอื่นนี่แหละครับ แต่ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร
.
ผมว่าบางทีเราติดตอนที่เราเรียน และต้องท่องหนังสือไปสอบ มันเลยกลายเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัวว่า อ่านแล้วต้องจำได้
.
แต่เอาล่ะ สมมุติว่า เราอยากจำได้ ทำอย่างไร
.
ผมแนะนำว่าถ้าเราอยากจำได้ เราต้องสร้าง Output จากการอ่านนั้นออกมาให้ได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
.
ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้ทำ Podcast ทุกวัน การที่ได้อ่านแล้ว นำมาเขียน แล้วนำมาพูด มันทำให้ผมจำหนังสือนั้นได้มากขึ้น
.
แล้วถ้าเราไม่ได้ทำ Podcast ล่ะ
.
ผมแนะนำว่า Output อะไรก็ได้ครับ เช่น อ่านแล้ว ลองทำตามที่หนังสือบอก หรือเอามาเขียนใน Facebook ก็ยังดี อะไรทำนองนี้ ช่วยได้หมดครับ
.
คำถามถัดไปคือ ผมบันทึกสิ่งที่เขียนไว้อย่างไร
.
ผมมี 2 รูปแบบหลัก ๆ ครับ แบบแรก สำหรับบางเล่มที่อ่านยาก เล่มหนา หรือมีเรื่องที่น่าสนใจตลอดเล่ม ผมใช้วิธีอ่านไป จดไป ไม่งั้นจะลืม โดยจดผ่านสมุดโน้ต (แบบที่เห็นในรูปนี่แหละครับ) อย่างหนังสือที่กำลังอ่านอยู่นี้ ชื่อ The Passion Economy อันนี้เข้าข่าย น่าสนใจตลอดเล่ม ผมก็อ่านไป จดไปแบบนี้แหละครับ (ตอนที่เขียนนี่ก็ยังอ่านไม่จบครับ)
.
จดใส่หนังสือได้ไหม
.
ได้สิครับ หลายคนชอบทำด้วย เพียงแต่ผมไม่ชอบทำให้หนังสือเปื้อนเท่านั้นเอง ปกติอ่านหนังสือแล้ว จะเอาหนังสือไปประมูล เอาเงินไปทำบุญหมด ก็เลยไม่ได้จดอะไรในหนังสือ แต่ใครอยากเก็บหนังสือไว้เอง อยากจดในหนังสือก็จดได้ ผมว่าไม่ต่างกัน จริง ๆ ง่ายกว่ามีสมุดโน้ตด้วย เพราะไม่ต้องพกสมุดโน้ตไปด้วยเวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ (สำหรับผม หนังสือประเภทนี้ ผมจะอ่านที่บ้าน เพราะมันจดได้สะดวกกว่าพกไปอ่านที่อื่น ๆ ครับ)
.
แบบที่ 2 หนังสือเล่มที่อ่านง่าย ไม่หนา แบบอ่านรวดเดียวจบได้ไม่ยาก อันนี้ ผมอ่านรวดเดียวเลยครับ เสร็จแล้วค่อยมาจดสรุปทีเดียว ถ้าลืมก็พลิกไปดู ไม่ยากอะไร เพราะมันอ่านแป๊บเดียวอยู่แล้ว
.
ส่วนวิธีการจดก็เหมือนแบบแรกแหละครับ คือมีสมุดโน้ต
.
สำหรับผมมีเพิ่มเติมคือผมอ่านหนังสือพร้อมกันหลายเล่ม ดังนั้นผมจะมีสมุดโน้ตแบบนี้ 4-5 เล่มเหมือนกันครับ แยกจดกันเล่มละเล่ม แต่พอจบเล่มหนึ่ง ก็เอาสมุดเล่มนั้น จดเล่มอื่นต่อไป
.
จดแล้ว ทำอะไรต่อ สำหรับผม ผมก็เอามาทำ Book Review ใน Nopadol’s Story Podcast นี่แหละครับ หรือมีเวลามากกว่านั้นก็เอามาเขียนใน Blog
.
มีไหมที่อ่านไปแล้ว ไม่ได้จด
.
มีสิครับ บางทีอ่านแล้วรู้สึกว่า เอ คนฟัง Podcast อาจจะไม่สนใจ หรือ อ่านเพื่อความเพลิดเพลินจริง ๆ เช่นพวกนิยาย (ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้อ่านหรอกครับ) หรือเรื่องสั้น แบบนี้ไม่เคยจดครับ อ่านเพื่อความสุขล้วน ๆ
.
เลยขอนำเทคนิคสั้น ๆ มาฝากนะครับ เผื่อเป็นประโยชน์ หรือแลกเปลี่ยนเทคนิคกันได้ครับ
.
ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

10 วิธีหาเวลาอ่านหนังสือ

ขอมาคุยเรื่องการอ่านหนังสือนะครับ ระยะหลังได้รับคำถามว่าทำไมผมถึงได้อ่านหนังสือได้เยอะจัง

ต้องขอออกตัวก่อนนะครับ จริง ๆ หากเทียบโดยเฉลี่ยอาจจะเยอะนะครับ
คือถ้าหนังสือไทย แบบ pocket book น่าจะประมาณสัปดาห์ละ 2-3 เล่ม
ถ้าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ประมาณสัปดาห์ละเล่ม แต่ถ้าเทียบกับนักอ่านหนังสือตัวจริง
เขาอ่านได้เยอะกว่าผมมากมายครับ

ผมว่าผมเน้นการซื้อหนังสือซะมากกว่า 5555

แต่เอาเป็นว่ามา share เทคนิคต่าง ๆ แล้วกันนะครับ ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน

ผมมีเทคนิคที่บางอันอาจจะเหมือน บางอันอาจจะต่างจากท่านอื่น ๆ แต่ผมใช้แล้ว work มา share ครับ

1. ต้องอ่านในสิ่งที่ชอบและสนใจ

ผมว่าข้อนี้สำคัญมากครับ อ่านสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่มีทางอ่านได้เยอะ และอ่านได้เร็วครับ อ่านสิ่งที่เราชอบ บางทีอ่านรวดเดียว 2 ชั่วโมงจบเลยครับ หาอ่านสิ่งที่ชอบครับ อะไรก็ได้ ดีหมดแหละครับ

2. ต้องหาเวลาที่สงบในการอ่าน

ผมจะมี lot เวลาการอ่านหนังสืออยู่ 2 lot เวลา ใน 1 วันครับ คือก่อนเข้านอน ตอนลูก ๆ ทำการบ้านกันเสร็จแล้ว และกำลังดูการ์ตูนหรือเล่นกันอยู่ เป็นช่วงที่เขาไม่ได้ต้องการเรามากนัก ช่วงนี้ สงบเงียบครับ แล้วอ่านก่อนนอน มีหลายท่านบอกว่า มีประโยชน์มากครับ (ทั้ง ๆ ที่เราหลับ จิตใต้สำนักก็รับข้อมูลไปใช้เป็นประโยชน์อะไรประมาณนี้)

กับอีก Lot เวลาหนึ่งคือช่วงเช้ามืดครับ (ผมตื่นประมาณตีห้าทุกเช้า) ช่วงนี้ เงียบมาก และสำหรับผมเหมาะมากในการอ่านหนังสือ อ่านแล้วได้ Idea ใหม่ ๆ ก่อนเริ่มวันใหม่ สดชื่นพอ ๆ กับการออกกำลังกายตอนเช้าเลยครับ

3. มีหนังสือเตรียมไว้ทุกที่ ที่เราอยู่

ในห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ในรถ ผมจะมีหนังสืออย่างน้อย 1 เล่มเสมอ ยิ่งเวลาที่เราต้องไปรออะไร เช่น รอรับลูกกลับจากโรงเรียน การอ่านหนังสือจะทำให้เวลารอนั้นเป็นไปได้อย่างเพลิดเพลินมาก อ่านได้ไม่กี่หน้า เดี๋ยวก็หมดเล่ม เชื่อผม แต่ก็ต้องเป็นหนังสือที่เราชอบนะครับ

4. อ่านหนังสือหลาย ๆ เล่มพร้อม ๆ กัน

อันนี้อาจจะไม่ได้เหมือนกับคนอื่น ๆ นะครับ ผมชอบอ่านหลาย ๆ เล่มพร้อม ๆ กัน เพราะบางที อ่านเรื่องเดียวติด ๆ กัน
มันก็มีเบื่อบ้าง ผมก็จะเปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่น มันก็กลับสนุกขึ้นมา แต่ถ้าชอบเล่มไหนมาก ผมก็อ่านเล่มนั้นรวดจนจบก็มี
อันนี้สำหรับคนเบื่อง่ายครับ อ่านหลายเล่ม คนละแนวกัน ช่วยได้เยอะครับ

5. อ่าน E-Book ในมือถือหรือ Tablet

อันนี้เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่จะทำให้เราอ่านหนังสือได้เยอะ ในมือถือและ Tablet ผมมีหนังสือซื้อจาก Amazon มาหลายเล่ม แทนที่จะอ่านข้อความใน Facebook เล่น Line ผมอ่าน Kindle ในมือถือ เพลินดีครับ แล้วกลับมาอ่านใหม่ง่ายอีกต่างหาก เพราะมันเปิดหน้าล่าสุดที่เราอ่านเลย

6. ฟัง Audio book ในรถ

อันนี้เหมาะมากกับสภาพจราจรในกรุงเทพครับ ลองคิดดูนะครับว่าวัน ๆ หนึ่งเราอยู่ในรถกี่ชั่วโมง หนังสือบางเล่มใช้เวลาฟังไม่กี่ชั่วโมงก็จบเล่มแล้วครับ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ Audio book ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ใครที่คล่องภาษาก็ง่ายหน่อย แต่มองอีกมุม ถ้าไม่คล่อง ผมว่า ก็เป็นการฝึก Listening ไปในตัวเลยนะครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีเป็นภาษาไทยเยอะขึ้นแล้วนะครับ ลองหาอ่าน เอ้ย ฟังกันดูได้ครับ

7. คบเพื่อน ๆ ที่อ่านหนังสือเยอะ

อันนี้เป็นแรงบันดาลใจครับ ผมมีกลุ่มที่เป็นนักเขียน นักคิด และลูกศิษย์หลายคนที่เขาอ่านหนังสือกันเป็นล่ำเป็นสัน
ชอบพูด ชอบคุยกันเรื่องหนังสือตลอด หนังสือหลายเล่มที่ซื้อมาอ่าน ก็เพราะได้เข้าไปคุยเรื่องหนังสือนี่แหละครับ

8. อ่านแล้วคิดว่าใช้ประโยชน์กับชีวิตเราได้อย่างไร

อันนี้ก็ทำให้เราอยากอ่านหนังสือครับ มันเหมือนกับว่าเราได้รู้อะไรบางอย่างที่จะทำให้เราดีขึ้น ลองพยายามคิดว่าสิ่งที่เราอ่านจะมีประโยชน์กับเราอย่างไร แล้วมันจะทำให้การอ่านของเราสนุกขึ้นเยอะครับ

9. ยิ่งงานยุ่ง ยิ่งต้องอ่าน

อันนี้ดูขัดกับความเป็นจริงนะครับ เพราะผมว่าคนส่วนใหญ่จะยุ่งมากจนไม่มีเวลาอ่าน เพราะเรามองการอ่านเป็นงานอดิเรกที่มาอันดับท้าย ๆ เสมอ และอะไรที่อยู่ท้าย ๆ มักจะเป็นอะไรที่ไม่ได้ทำ แต่เราไม่เคยยุ่งจนไม่ได้กินข้าวติดกัน 3 วันใช่ไหมครับ เพราะเราเชื่อว่า ไม่กินข้าว เราแย่แน่ แต่เราไม่คิดว่า การไม่อ่านหนังสือจะทำให้เราแย่อย่างไร

อยากแชร์เรื่องนี้ครับ แต่ก่อนผมก็คิดว่างานเยอะมาก ทั้งสอน ทั้งวิจัย ยังทำแทบไม่ทัน จะเอาเวลาที่ไหนมาอ่าน
แต่พอปรับความคิด และ set เวลาอ่านหนังสือ เหมือน set เวลากินข้าว งานไม่เสร็จยังไง ก็ต้องอ่านตามเวลาที่กำหนด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือหนังสือก็ได้อ่าน งานก็เสร็จและที่น่าประหลาดใจคืองานเสร็จมากขึ้น เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ผมไม่ได้อ่านอีกครับ

ทำไม เป็นเช่นนั้นครับ เพราะหนังสือหลายเล่มมีประโยชน์มาก ทำให้เราจัดลำดับการทำงานได้ดีขึ้น เอาแค่ Eat That Frog ของ Bryan Tracy เล่มเดียว ที่พูดถึงเทคนิคการจัดการเวลา ผมก็ว่าคุ้มแล้วครับ

10. เลือกหนังสืออ่าน

เรามีเวลาจำกัดครับ เราอ่านหนังสือไม่ได้หมดทุกเล่มหรอกครับ เลือกอ่านที่เราชอบ เราสนใจ และมีประโยชน์
อะไรที่ไม่ใช่ อย่าเสียเวลาไปอ่านเลยครับ เราจะได้มีเวลาอ่านเยอะครับ

คงมีประมาณนี้ครับ ขอบคุณครับที่เสียเวลาอ่านหนังสือ มาอ่านเรื่องนี้ ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์จะ share ให้ท่านอื่น ๆ ด้วย ก็ยินดีนะครับ ขอให้อ่านหนังสือกันให้สนุกนะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho