10 เทคนิคการเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

ก่อนอื่นเลยครับ ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเลี้ยงเด็ก ไม่ได้เป็นหมอเด็ก หรือนักจิตวิทยาเด็กแต่อย่างใด ไม่ใช่แม้กระทั่งครูสอนเด็กด้วยครับ แต่บทความนี้เกิดขึ้นจากการที่ผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับแนวการเลี้ยงเด็กมามากพอสมควร และได้นำไปทดลองใช้จริงแล้วมัน work ก็เลยขอมารวบรวม เขียนเป็นบทความเผื่อนำมาเผยแพร่กับท่านอื่น ๆ ด้วยครับ

เอาเป็นว่า เริ่มเลยแล้วกันครับว่า 10 เทคนิคที่ว่านี้คืออะไร

1. เวลาจะคุยกับลูกอย่าใช้อารมณ์เป็นหลัก

ผมต้องเริ่มต้นด้วยข้อนี้ก่อน เพราะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ มักจะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะตอนลูกเราเล็ก ๆ คือเราจะเหนื่อยมาก ประมาณว่า งานประจำก็ต้องทำ กลับมาก็ต้องเลี้ยงลูก โดยเฉพาะลูกเล็ก ๆ บางทีกลางคืนเขาตื่น เราก็ไม่ได้นอน พอเช้าเราก็ต้องออกไปทำงาน

ผมยังจำสภาพนี้ได้ดีครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราคือ เมื่อเราเหนื่อยมาก ๆ เข้าบางที เราจะมีโอกาสอารมณ์เสียได้ง่าย

และนี่แหละครับ ที่จะทำให้เรา “หลุด” ได้ง่ายมาก ๆ บางทีลูกอาจจะทำอะไร เล็ก ๆ น้อย ๆ เราจะโมโหซะใหญ่โต ต้องบอกแบบนี้นะครับ ว่า เด็ก ๆ เขาจำนะครับ ว่าเราเป็นอย่างไร เราชอบใช้อารมณ์แบบนี้ไหม และลูก ๆ ก็จะทำเหมือนกับที่เราทำนี่แหละครับ

ไม่ใช่แค่เด็กเล็ก ๆ นะครับ เด็กโตก็เหมือนกัน และยิ่งวัยรุ่นยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าใช้อารมณ์นำ บางทีพาลทะเลาะกันใหญ่โต กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ

แล้วจะทำให้อย่างไร เอาง่าย ๆ คือ เมื่อไร ที่เรารู้สึกว่าโกรธ พยายามอย่างเพิ่งเข้าไปพูด ออกไปห่าง ๆ เลย ไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือ อะไรก็ได้ เอาไว้อารมณ์โกรธมันลดลง ค่อย ๆ กลับเข้ามาพูดกัน แบบนี้น่าจะดีกว่าครับ

2. ฟังให้เยอะ ไม่ต้องสอนทันที

บางทีความเป็นพ่อแม่ มันมักจะอดไม่ได้ครับ ที่เวลาลูกพูดอะไร เราจะสอน “สวน”กลับไปทันที เช่น

“พ่อ วันนี้ โรงเรียนแย่มาก ๆ เลย”

“ไม่นะลูก ลูกรู้แค่ไหมว่า ลูกโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้มา เข้าเรียนในโรงเรียนนี้ … ” และก็พูดต่ออีกสัก 5 นาที

แบบนี้ เราจะไม่ได้ฟังสิ่งที่ลูกต้องการจะพูดเลย

ไม่ใช่ว่าไม่ให้สอนนะครับ แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเขาพูดให้จบก่อน และจริง ๆ บางที เขาแค่อยากจะระบายความในใจบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้อยากฟังเราพูดสักหน่อย ถ้าเขาอยากได้คำแนะนำ เขาก็ถามเองแหละว่า ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะทำอย่างไร แบบนี้เราก็ให้ความคิดเห็นได้

หรือถ้าเราเห็นว่ามีบางอย่าง เราควรจะสอนเขา ก็ฟังเขาให้จบก่อน แล้วบอกเขา โดยขึ้นต้นว่า “พ่อหรือแม่รู้ว่า ลูกรู้สึก … พ่อหรือแม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็นพ่อหรือแม่ พ่อหรือแม่จะ…” อะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าครับ

3. ลดการซื้อของ ให้เพิ่มการซื้อ (หรืออาจจะไม่ต้องซื้อ) ประสบการณ์ให้ลูกดีกว่า

เคยสังเกตกันไหมครับว่าของเล่นที่เราซื้อให้ลูก ส่วนใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน มันมักจะอยู่ในกล่อง หรือ ไปอยู่ไหนแล้วไม่รู้

ใช่ครับ ของเล่นทำให้ลูกดีใจ แต่บอกได้เลยครับว่า มันส่งผลไม่นานหรอกครับ

สิ่งที่จะส่งผลมากกว่า คือประสบการณ์ครับ และหลาย ๆ ครั้งประสบการณ์ อาจจะไม่ต้องใช้เงินซื้อด้วยซ้ำไป

ประสบการณ์เช่นการพาลูก ๆ ไปเที่ยว เอาแบบที่มันฟรี หรืออยู่แถว ๆ บ้านก็ได้ หรือใครมีกำลังมากหน่อยก็ไปต่างจังหวัดซึ่งก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย หรือใครมีกำลังมากกว่านั้นก็ไปต่างประเทศก็ได้

ประสบการณ์แบบนี้แหละครับที่มันส่งผลระยะยาว บางคนอาจจะนึกว่า มันจับต้องไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ม้นจะอยู่ในใจลูกเราครับ ลองถามว่า เขายังจำ Trip ที่ประทับใจได้ไหม ผมเชื่อว่าหลายคนตอบได้ แต่ถามว่า ของเล่นอันนั้นไปไหนแล้ว บางที ลืมแม้กระทั่งว่า พ่อหรือแม่หมายถึงของเล่นอะไร

ที่เขาบอกกันว่า เงินสามารถซื้อความสุขได้ แล้วบางคนไม่เชื่อนั้น จริง ๆ มันมีส่วนถูกนะครับ คือเงินซื้อความสุขได้จริง แต่ให้เราเอาเงินซื้อประสบการณ์ ดีกว่าเอาเงินซื้อของครับ

4. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก

ผมว่าอันนี้ตรงไปตรงมา เราอยากให้ลูกทำอะไร เราต้องทำอย่างนั้นก่อน เช่น อยากให้ลูกรักการอ่านหนังสือ แต่พ่อแม่ไม่อ่านเลย อย่างนี้มันก็ยาก

หรือถ้าไม่อยากให้ลูกทำอะไร พ่อแม่ก็อย่าทำครับ เราไม่อยากให้ลูกสูบบุหรี่แต่ทั้งพ่อและแม่ สูบกันหนักทั้งคู่ อย่างนี้มันก็ยากที่จะห้ามอีกเช่นกัน เพราะเขาต้องคิดอยู่ในใจอยู่แล้วว่า ถ้าไม่ให้เขาทำ แล้วทำไม พ่อแม่ถึงยังทำล่ะ

ประเภทที่ว่า “ลูกจงทำตามที่พ่อแม่สอน แต่อย่าทำตามที่พ่อแม่ทำ” แบบนี้ ไม่ได้ผลหรอกครับ

5. คำว่ารัก สะกดว่า “เ-ว-ล-า”

เราบอกว่า เรารักลูก แต่สำหรับลูก เขาไม่ได้ฟังเฉย ๆ นะครับ เขาดูพฤติกรรมเราด้วย ถ้าเรารัก แต่วัน ๆ เราทำแต่งาน ไม่เคยมาเจอเขาเลย เขาต้องคิดแน่ ๆ ว่า เอ รักยังไง ทำไม ไม่มีเวลาให้เขา

ผมเข้าใจครับว่า ภารกิจแต่ละท่านไม่เหมือนกัน ความจำเป็นของแต่ละท่านก็มีมากมาย แค่อยากจะบอกว่า พยายามหาเวลาให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้นะครับ ให้เวลากับลูก เวลามันผ่านแล้วผ่านเลยนะครับ ถ้าโตแล้ว ลูก ๆ แยกย้ายกันไปมีครอบครัวหมดแล้ว ตอนนั้นจะมานั่งเสียดาย ก็คงย้อนเวลาไปไม่ได้

สำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องอยู่ห่างลูก เช่น ต้องไปทำงานต่างจังหวัด หรือ แม้กระทั่งต่างประเทศ เราก็ยังโชคดีอย่างที่เทคโนโลยีปัจจุบัน มันทำให้เราได้พูดคุย หรือแม้กระทั่งเห็นหน้าเห็นตากันไม่ยาก เอาเป็นว่าพยายามให้มากที่สุดก็แล้วกันนะครับ

6. เปิดโอกาสให้ลูกทำในสิ่งที่ตัวเองรักให้มากที่สุด

พ่อแม่หลาย ๆ คน มีแนวโน้มที่จะเอา “ฝัน” ของเรา ไปใส่ให้ลูก โดยไม่รู้ตัวครับ

จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ เพราะส่วนใหญ่ เราก็ฝันในสิ่งที่ดี ๆ ทั้งนั้น เช่น เราอาจจะอยากเรียนมหาวิทยาลัย Top Ten ของโลก แต่เราเข้าไม่ได้ เราก็เลยไปกดดันพยายามให้ลูกเราเข้าไปเรียนให้ได้ เพราะเราก็ต้องคิดว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ดีกับลูกแน่ ๆ (ไม่งั้น มันคงไม่เป็นความฝันของเราจริงไหมครับ)

แต่อย่าลืมความจริงอย่างหนึ่งครับ คือ ลูก กับ เรา คือคนละคนกัน สิ่งที่เราฝัน กับ สิ่งที่ลูกฝัน จึงอาจจะต่างกันได้

ถ้าเราไปยัดเยียดความฝันเรา ให้กับลูก และสร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้น ลูกเขารักเราครับ เขาก็จะพยายามให้เรามีความสุข และบางที มันลงเอยโดยการที่เขาต้องสละฝันของเขา เพื่อทำให้ฝันของเราเป็นจริง

แบบนั้น เราจะมีความสุขจริงเหรอครับ

7. อย่าคิดว่าลูกไม่รู้เรื่อง หรือ คิดว่าเขาผิดเสมอ

คำพูดอันหนึ่งที่เรามักจะได้ยินบ่อย ๆ คือ “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” แปลว่า ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่า ดังนั้นเราต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่นะ

จริง ๆ มันก็ไม่ผิดหรอกครับ ในการเชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่ตัวผู้ใหญ่เองอย่าตั้งสมมุติฐานว่าทุกอย่างที่เราคิด หรือเราทำ มันจะถูกไปซะทั้งหมด หรืออะไรที่ลูกคิดหรือทำ ที่ต่างจากที่เราคิดหรือทำ จะผิดไปซะทั้งหมด

เราอยู่คนละ Generation กันเลยนะครับ เพราะฉะนั้นอะไรที่เราเห็นว่า “ผิด” สำหรับคนในรุ่นเขาอาจจะไม่ได้คิดแบบเราก็ได้ พยายามลองมองในมุมของลูก ๆ เราให้มากหน่อยนะครับ

8. ควรมีความสม่ำเสมอในทุก ๆ เรื่อง

เคยเป็นกันไหมครับ บางที เราเห็นลูกเราดูทีวี ไม่ทำการบ้าน แต่เราอารมณ์ดี เราก็ไม่ว่าอะไร เผลอ ๆ ไปแซวอีกว่า ขี้เกียจติดใครเนี่ย แต่วันดีคืนดี เราเหนื่อยจากงาน อารมณ์ไม่ดี มาเห็นลูกดูทีวีไม่ทำการบ้าน คราวนี้มาเต็มครับ จัดเต็ม โมโหใส่ ตวาด สารพัด บอกว่า ใช้ไม่ได้ แย่มาก

เด็ก ๆ ก็งงสิครับ วันก่อนทำแบบเดียวกันนี้เป๊ะเลย พ่อแม่ ไม่ว่าอะไรสักคำ แต่วันนี้มาเป็นพายุ

ใช่ครับทุกคนไม่มีใคร Perfect หรอกครับ แต่พยายามลดความไม่สม่ำเสมอนี้ลงให้มากที่สุด อะไรที่เราปล่อยได้ ก็ปล่อยไป อะไรที่เราคิดว่าไม่ควร เราก็ต้องยืนยันว่าไม่ควร ให้เขาเห็นว่า เราสม่ำเสมอในเรื่องนี้นะ (แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้างั้นต้องอาละวาดตลอดนะครับ เราคุยกันดี ๆ ก็ได้ครับ)

9. สร้างวินัยและความรับผิดชอบให้ลูกเรา

ผมว่าทุกคนคงอยากให้ลูกมีวินัยและความรับผิดชอบจริงไหมครับ แต่อย่าไปฝากความหวังให้ว่า โรงเรียนจะสอน จริง ๆ ที่บ้านนี่แหละครับ เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ดีที่สุด

พอลูกโตขึ้นมาระดับหนึ่ง ลองให้เขารับผิดชอบอะไรบางเรื่องที่ไม่ยากมาก เช่น ตื่นมาต้องเก็บที่นอนเอง กินข้าว ต้องไปล้างจานเอง อะไรแบบนี้

หรือเข้านอนหรือตื่นนอนให้เป็นเวลา ของแบบนี้ อาจจะดูเล็กน้อย แต่มีส่วนทำให้เขาเติบโตขึ้นโดยมีวินัยและความรับผิดชอบต่าง ๆ นะครับ

10. กอดและบอกรักลูกทุกวัน

ข้อนี้หลายคนอาจจะคิดว่า เวอร์ไปไหมเนี่ย เอาเป็นว่ามันเป็นสิ่งที่ผมทำแล้วกันครับ ผมกอดลูกผมทุกวัน และก่อนที่จะนอนหลับ ผมจะบอกรักลูกทุกวัน ถามว่าเขินไหม ไม่เลยครับ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันแล้วครับ และลูก ๆ ก็บอกรักผมทุกวันเหมือนกัน

ผมเชื่อว่าการได้บอกรักลูก ทุก ๆ วัน มีส่วนช่วยทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเอง ทำให้เขารักตัวเอง และสิ่งนั้นคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นครับ ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ และไม่กล้าที่จะไปบอกให้ใครทำตามผม และการันตีความสำเร็จ ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนก็อยู่ในสถานการณ์แตกต่างกัน มีความเชื่อในบางเรื่องแตกต่างกัน และผมก็เคารพในความคิดเห็นของทุกท่านนะครับ

เพียงแต่ว่า อยากเอามาเล่าให้ฟังเท่านั้นในมุมมองของผม และทิ้งท้ายไว้ว่า คำว่า “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นคำที่ยิ่งใหญ่มากนะครับ ใครได้มีโอกาสถูกเรียกด้วยคำนี้ ผมถือว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้เลย

ขอให้กำลังใจ คุณพ่อ คุณแม่ ทุกท่านแล้วกันครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูก ๆ ของท่านทุกคนนะครับ 🙂

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้นะครับ

ระยะหลังมานี้ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านพบ ได้ฟัง Podcast รวมถึงเป็นสิ่งที่ผมเคยคิดมาตลอด เลยอยากจะนำมาเขียนอยู่นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสสักที วันนี้เป็นวันหยุดก็เลยขออนุญาตมานำเสนอแนวคิดเรื่องนี้กัน

ชื่อเรื่องคือ “ความสำคัญของเวลา” แต่ข้อเขียนนี้ ไม่ได้จะเขียนเรื่องเทคนิคการจัดการเวลา แต่จะเขียนเรื่องความสำคัญของเวลา ใช่ครับ ทุกคนคงทราบว่าเวลาสำคัญ แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งของเวลา คือเราย้อนกลับไม่ได้

ลองเปรียบเทียบระหว่าง เวลา กับ เงินดูนะครับ ถ้าเป็นเงิน ตอนนี้เรารวย เราก็กลับมาจนได้ หรือเราจน เราก็กลับไปรวยได้ มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เสมอ เงินเป็นสิ่งที่เก็บไว้ได้ แต่เวลาไม่ใช่

เวลา ณ ขณะนี้ มันจะผ่านไปในอีกช่วงเสี้ยววินาทีข้างหน้า เราไม่สามารถเก็บเวลาตอนนี้ ไปใช้ตอนหลังได้ แต่ข้อดีของเวลาคือ เมื่อหมดวัน เราก็จะมีอีก 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นมาเท่า ๆ กัน ไม่เหมือนกับเงิน ที่เราก็ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า หรือปีหน้า จะมีรายได้เข้ามาเท่าไร (คงประมาณการได้ แต่มันก็ไม่มีความแน่นอนเหมือนเวลา)

แล้วประเด็นคืออะไร

คืองี้ครับ ระยะหลัง ๆ ผมไปเจอลูกศิษย์ หรือคนรู้จักหลาย ๆ คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ซึ่ง ในมุมหนึ่งผมก็ชื่นชมความมุมานะของเขานะครับ แต่พอเห็นบาง Status ใน Facebook แล้วมันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น

“ไม่ได้เจอหน้าลูกมา 2 สัปดาห์แล้ว”

“นอนตี 3 ติดกันมา 7 วัน”

ยิ่งอ่านหนังสือบางเล่ม บทความบางบทความ เขาเขียนบอกว่า เขาไม่เชื่อเรื่อง Work Life Balance หรอ มันต้อง Work อย่างเดียว จัดเต็ม แล้ว เดี๋ยววันหน้าสบายเอง หรือแม้กระทั่งคุยกับ Startup บางท่าน ก็บอกว่า ผมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นในโลกนี้ นอกจาก Startup ผมจะต้องสำเร็จให้ได้

เน้นอีกทีครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับความทุ่มเทเลยครับ แต่ที่อยากจะบอกคือ “เวลามันย้อนกลับไม่ได้”

ต้องกลับมาถามว่า จริง ๆ แล้ว ความต้องการในชีวิตเราคืออะไร ถ้าความต้องการสูงสุดในชีวิตคือ เราอยากรวย แล้วหยุดแค่นั้น การทำแบบนี้ ก็อาจจะตอบโจทย์ และอาจจะทำให้ถึงเป้าหมายในเรื่องความรวย ความสำเร็จ ได้เร็ว แต่ลองถามต่อว่า อยากรวยไปทำไม ถ้าใครตอบว่า ก็แค่อยากรวย อันนี้แหละความฝันสูงสุดแล้ว บทความนี้ก็อาจจะไม่มีประโยชน์กับท่าน

แต่ถ้าตอบว่า อ้าว ก็อยากรวย จะได้มีเวลาอยู่กับลูก ๆ อยู่กับครอบครัวมากขึ้น อยากรวย เพื่อที่จะให้พ่อแม่สบาย อันนี้แหละครับ ที่ผมอยากเขียนถึง

เนื่องจากเวลามันย้อนกลับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาที่เราใช้ในการทำงานอย่างหนัก มันก็เท่ากับเวลาที่เราจะให้กับลูก ๆ กับครอบครัวจะหายไป สิ่งที่มันอาจจะน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง คือ เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อที่จะได้มีเงินเยอะ ๆ รวย ๆ แต่เวลาผ่านไป 20 กว่าปี มาถึงตอนนั้น ลูก ๆ เราก็ออกไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว เขาไม่ได้ต้องการเราอีกต่อไปแล้ว

เวลาที่ลูก ๆ ต้องการเรามากที่สุดคือเวลาตอนเขาตัวเล็ก ๆ นี่แหละครับ ผมยังจำตอนลูก ๆ ผมเกิดได้ ตอนนั้น ต้องอุ้มนอนกันทุกคืน (คือไม่อุ้ม ไม่นอน) ผมนี่แหละครับ เป็นคนอุ้มเอง ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเตือนบอก อย่าอุ้มมากเดี๋ยวติดมือ คือเด็กเขาจะติด ถ้าไม่ได้เราอุ้ม เขาจะนอนไม่หลับ แต่ผมไม่เคยเกี่ยงเลยครับ ติดมือก็ดี ผมบอกกับตัวเองและกับคนอื่น ๆ ว่า โอกาสที่จะได้อุ้มลูกแบบนี้มีไม่กี่ปีในชีวิตหรอก

และมันก็จริงครับ ตอนนี้ลูก ๆ ผมโตแล้ว จะอุ้มก็ไม่ไหวแล้ว และเขาก็ไม่ได้อยากให้อุ้มอีกต่อไป แต่ผมไม่มีอะไรต้องเสียดายเลย เพราะตอนนั้นก็ใช้เวลาอย่างเต็มที่แล้ว หรือตอนที่ลูก ๆ ยังนอนในห้องนอนเดียวกันแล้วเขาให้อ่านหนังสือให้ฟัง บางทีก็เหนื่อย แต่ก็อ่านให้เกือบทุกครั้ง เพราะผมรู้ว่า พอโตขึ้นเขาก็จะมีชีวิตส่วนตัวของเขาเอง และคงไม่ได้อยากให้เราอ่านให้ฟังตลอดไป

ผมถึงมักเตือนคนที่ใกล้ชิดจริง ๆ ว่า บางทีการที่เรามุ่งเน้นแต่เรื่องงานจนละเลยเรื่องเหล่านี้ไป เงินที่ได้มามาก ๆ ความสำเร็จที่ได้มา มันก็ไม่สามารถเอามาซื้อเวลาในการได้อุ้มลูก หรือ อ่านหนังสือให้ลูกฟังตอนเด็ก ๆ ได้นะครับ

นี่ยังไม่นับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ ที่นับวันท่านก็มีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ มันจะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราได้เงินมาเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาดูแลท่าน ไม่มีเวลาพูดคุยกับท่านเลย แล้วพบว่า วันที่เรารวย ท่านก็ไม่อยู่ซะแล้ว

หรือแม้กระทั่งสุขภาพของตัวเราเองเช่นกันครับ จะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราพบว่า เรารวยมาก ๆ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เราป่วยมาก ๆ จากการที่เราละเลยเรื่องสุขภาพ เราย้อนเวลากลับไปออกกำลังกาย พักผ่อนให้เหมาะสม หรือรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ได้หรอกนะครับ

เอาเป็นว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมแล้วกันนะครับ ผมเคารพการตัดสินใจของทุกคนครับ เพราะเป้าหมายของแต่ละคนแตกต่างกันไป ข้อจำกัดของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนอาจจะคิดว่า ก็มันไม่มีเงิน จะทำอย่างไร จะมีเวลาให้กับครอบครัวได้อย่างไร ไม่ทำงานก็อดตายกันพอดี อันนั้นก็เข้าใจครับ แต่ก็อยากให้ลองมองหาทางเลือกต่าง ๆ กันดู และหลาย ๆ กรณี มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันเป็นการเลือกของเราเอง

เพียงอยากจะบอกแค่ว่า “เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้” เท่านั้นแหละครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho