เบื่องาน อยากลาออกมาทำธุรกิจ ทำอย่างไร

เวลาผมจัด Nopadol’s Story Podcast ทุกสัปดาห์ เช้าวันอาทิตย์ จะมีตอนตอบคำถาม ต้องยอมรับว่าคำถามหนึ่งที่มักจะมีคนถามมาอยู่เรื่อย ๆ คือ

“เบื่องาน อยากจะลาออกมาทำธุรกิจเอง แต่ก็ไม่มีเงิน ไม่อยากเสี่ยง มีหนี้ มีภาระ จะทำอย่างไรดี”

คำตอบของผมมีหลายข้อดังนี้ครับ

1. เอาให้แน่ใจก่อนว่าที่บอกว่า “เบื่องาน” นั้น เราเบื่ออะไรกันแน่ เราเบื่อตัวงานนั้น หรือ เราเบื่อตัวเจ้านาย หรือเราเบื่ออย่างอื่น

อันนี้สำคัญนะครับ ถ้าสมมุติว่าเราเบื่อตัวงานนั้น ทางแก้มันอาจจะมีมากกว่าการลาออกมาทำธุรกิจเป็นนายตัวเอง เราแค่ย้ายไปทำงานในบทบาทอื่นก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว บางทีอาจจะไม่ต้องลาออกจากที่ทำงานเดิมยังได้เลย เราอาจจะขอเจ้านายไปทำงานในบทบาทใหม่ ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ หรือแม้แต่ว่าถ้าเหตุผลคือเราไม่ชอบเจ้านาย เราก็อาจจะหาทางออกโดยการย้ายงานหรือย้ายแผนกให้เช่นกัน

หรือมีบางครั้งเราเบื่อการทำงานหนัก เลิกดึก ๆ อันนี้ลองคิดใหม่นะครับ เพราะการออกมาเป็นผู้ประกอบการ มันไม่ได้แปลว่าเราจะทำงานเบาลงนะครับ บางคนไปติดภาพ ประมาณว่า ตอนเช้าจิบกาแฟ อ่านหนังสือ อยากทำงานตอนไหนก็ทำ จริง ๆ ชีวิตมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมเห็นผู้ประกอบการหลายคน (และส่วนใหญ่ด้วย) ทำงานหนักมากกว่างานประจำซะอีกครับ

เพราะฉะนั้นตอบคำถามตัวเราให้ดีว่าเราเบื่ออะไร และการออกมาทำธุรกิจเอง ช่วยแก้ปัญหานั้นจริงหรือไม่

2. เริ่มจากธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนให้น้อยที่สุดก่อน

เอาล่ะครับ สมมุติว่าท่านคิดว่ายังไงก็อยากจะออก เพราะถึงย้ายงานมันก็ไม่ตอบโจทย์ชีวิตเราอยู่ดี

โอเคครับ แต่ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถออกมาทำธุรกิจเองได้เลย ก็เพราะ มันต้องใช้เงินเยอะ แถมบางท่านยังมีหนี้ต้องผ่อน หรือมีภาระทางการเงินเยอะแยะ

ส่วนตัวผมแนะนำแบบนี้ครับ คือเลือกทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่มันไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ เลือกทำธุรกิจที่ใช้ความรู้เป็นพื้นฐานก่อน ที่แนะนำเช่นนี้เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจใด เราต้องมีความรู้ก่อน ถ้าไม่มีความรู้ ยังไงโอกาสสำเร็จก็ยาก แต่ไหน ๆ ต้องมีความรู้แล้ว เปลี่ยนความรู้เป็นธุรกิจจะทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยกว่า

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะซื้อคอนโดมาปล่อยให้เช่า อยากจะสร้าง Passive Income คือไม่ต้องเอาแรงไปแลก นั่งเฉย ๆ ก็ได้เงินค่าเช่ามา

แต่ถามว่า จะได้คอนโดสักห้อง มันไม่ใช่ถูก ๆ ตรงนี้แหละที่คนหลายคนจะหยุด แล้วบอกว่า งั้นก็ทำงานประจำต่อไป แล้วก็วนเวียนกับคำบ่นว่าอยากออกจากงานอยู่เรื่อย ๆ เป็นวัฏจักร

แต่ก็มีบางคน ก็ลงทุนไปกู้หนี้ยืมสินมาเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อเอามาซื้อคอนโดสักห้อง และหวังอนาคตไว้อย่างสวยหรู เพียงแต่… ไปพบความจริงว่า ห้องที่ซื้อนั้น ไม่มีคนมาเช่าสักที หนักกว่านั้น บางคนถึงกับลาออกมา เพื่อไล่ล่าความฝันนี้ จนกระทั่ง สุดท้ายหนี้ท่วมตัว คอนโดโดนยึด หรือเลวร้ายกว่านั้นคือ แม้กระทั่งบ้าน รถ ที่ติดหนี้อยู่เหมือนกันก็โดนยึดไปด้วย เรียกว่าล้มเป็นโดมิโน่กันเลยทีเดียว

อ้าว แล้วจะให้ทำอย่างไร ก็ไม่มีเงิน ถ้าไม่กู้ ก็ต้องทนทำงานประจำที่แสนจะเกลียดไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ

ผมขอเสนอแนวทางอย่างนี้ครับ คือ อย่าเพิ่งลาออก อย่าเพิ่งกู้หนี้ยืมสิน แต่ให้เริ่มศึกษาก่อน ไม่ได้ให้ศึกษาอย่างเดียว ให้ลองทำด้วยครับ แต่ไม่ต้องไปใช้เงินลงทุนเยอะ ๆ เช่นอย่างตัวอย่างของการซื้อคอนโด ผมแนะนำว่า เราลองหาความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดก่อนครับ เสร็จแล้ว เราลองเป็นนายหน้าขายคอนโดดูก่อน จะได้รู้ว่า คนชอบคอนโดแบบไหนอย่างไร คอนโดไหนราคาสูง อันไหนราคาต่ำ แถมเราก็ยังได้รายได้เป็นค่านายหน้าด้วย

เอาไว้เรามีความเชี่ยวชาญ รู้จักคน รู้จักคอนโดดีพอ อยากจะลาออก มาเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เต็มตัวก็ค่อยว่ากัน

อันนี้ได้หมายความว่ามีแต่เรื่องคอนโดนะครับ ผมว่าทุกเรื่อง ต้องการความรู้ทั้งสิ้น และเราก็สามารถเริ่มต้นจากการหาความรู้ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ได้ทั้งสิ้นเช่นกันครับ

3. เริ่มทำจากเวลาว่างก่อน อย่าเพิ่งลาออกมาทำ

อันนี้ก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ครับ ผมเข้าใจครับว่า หลายคนเบื่องานประจำมาก ๆๆๆๆ แต่ใจเย็น ๆ ครับ เพราะข้อดีของงานประจำคือ ยังไงเราก็มีรายได้เข้ามาทุกเดือน

ยิ่งเป็นคนที่ติดหนี้ มีภาระ ยิ่งแล้วใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ติดหล่มอยู่อย่างนั้น อย่างตัวอย่างก่อนหน้านี้ เราอาจใช้เวลาเสาร์หรืออาทิตย์ มาศึกษาเกี่ยวกับตลาดคอนโด หรือใช้เวลาลองทำเป็นนายหน้าซื้อขายคอนโดช่วงวันหยุดดู แทนที่จะอยู่บ้านหรือออกไปเที่ยวเฉย ๆ

การทำแบบนี้นอกจากจะเป็นการเริ่มสร้างรายได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือเราจะได้รู้จริง ๆ ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเราชอบนั้น เราชอบจริงไหม และมีโอกาสที่จะกลายเป็นอาชีพหลักของเราได้หรือไม่

สรุปว่าก่อนจะลาออกมาตามหาฝัน ถามตัวเองว่า เราเบื่ออะไรกันแน่ และถ้าจะเริ่มให้เริ่มจากธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยหรือใช้น้อย ๆ และอย่าเพิ่งลาออกให้ลองมาทำดูก่อน ถ้าทำได้แบบนี้ ผมเชื่อว่า ในอนาคตการได้ทำงานในฝันจะไม่ยากเกินเอื้อมอีกต่อไปครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

สัญญาณ 5 ประการที่บอกว่าเราควรลาออกจากงานแล้ว

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเอ เราควรลาออกจากงานไหม แล้วควรจะลาออกเมื่อไร

ผมเลยเอาเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือชื่อว่า When ที่แต่งขึ้นโดย Daniel Pink มาเล่าให้ฟังครับ เขาบอกว่า ให้ลองพิจารณาจาก 4 คำถามนี้ว่า เราควรจะลาออกแล้วหรือยัง

1. ถามตัวเองให้ได้ว่า เรายังอยากทำงานนี้อยู่ไหม ในวันครบรอบวันเริ่มงานในปีหน้า

คือมีงานวิจัยพบว่า คนส่วนใหญ่มักจะลาออกเมื่อทำงานครบ 1 ปี หรือไม่ก็ครบ 2 ปี หรือไม่ก็ครบ 3 ปี ไปเรื่อย ๆ คือถ้าเราถามตัวเองว่า เรายังอยากทำงานนี้อยู่อีกไหมในปีหน้าที่เราจะครบรอบการทำงานของเรา ถ้าคำตอบคือไม่แน่ ๆ ให้เราเริ่มมองหางานใหม่ได้เลยครับ

2. ถามตัวเองว่า งานที่เราทำอยู่นั้น เราได้ใช้ความสามารถเต็มที่ไหม (Demanding) และเราสามารถควบคุมมันได้ไหม (Control)

คืองานที่เราต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ แต่เราควบคุมมันไม่ได้ แบบนี้ เราจะมีอาการ Burn Out คือเหนื่อยจนหมดแรงได้ง่าย เช่นงานที่เราได้โอกาสแสดงความสามารถ แต่ผลงานของงานเรา ดันไปขึ้นกับคนอื่น ๆ อีก แบบนี้อาจจะเหนื่อยฟรี แต่ตรงกันข้าม ถ้างานมันไม่ต้องใช้ความสามารถมากนัก คืองานมันง่าย ๆ แต่เราควบคุมมันได้ แบบนี้เราก็จะเบื่อ คือทำแค่ 3 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว เหลือเวลาเยอะแยะ ไม่รู้จะทำอะไร แต่ที่แย่ทึ่สุดคืองานที่ง่าย และเรายังควบคุมมันไม่ได้ด้วย ถ้าเป็นแบบหลังนี่ เขาแนะนำให้ลองหางานใหม่เถอะ แต่ถ้างานที่ทำอยู่มันเปิดโอกาสให้เราแสดงความสามารถเต็มที่ และเราก็ควบคุมผลของงานได้ด้วย แบบนี้ทำต่อไปครับ งานนี้ดีแล้ว

เขียนถึงตรงนี้ แล้วผมนึกถึงงานของผมซึ่งคืออาจารย์มหาวิทยาลัย ผมว่ามันเข้าข่าย (สำหรับผมนะครับ) คืองานที่ทำให้ผมแสดงความสามารถได้เต็มที่ ไม่ว่าเป็นงานสอน หรือ งานวิจัย แถมผมควบคุมผลงานของผมได้ด้วยตัวเองเกือบ 100% แบบนี้ ผมจึงรักงานนี้ แบบนี้แหละครับ (แต่ท่านอื่น ๆ ก็ต้องลองพิจารณาในกรณีของท่านดูนะครับ)

3. หัวหน้างานเปิดโอกาสให้เราทำงานที่แสดงความสามารถได้เต็มที่ไหม

อันนี้คงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับหลาย ๆ คนเลยครับ หัวหน้าที่ดีคือคนที่รับผิดชอบ ไม่ใช่พวกโยนความผิด คือความชอบรับไว้คนเดียว แต่พอผิด โยนให้ลูกน้อง และต้องเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้ทำงานด้วยความสามารถของตนเองด้วย ไม่ใช่มาสั่งการในทุก ๆ เรื่อง ถ้าเป็นแบบนี้ ทำงานนั้นต่อเถอะครับ ได้หัวหน้าดีขนาดนี้แล้ว แต่ถ้าใครบอกว่า โห ตรงข้ามกับหัวหน้าเราทุกเรื่องเลย อันนี้ ลองมองหางานใหม่ ๆ ดูได้เลย

4. เราทำงานมาครบ 3-5 ปีแล้วหรือยัง

การเปลี่ยนงานเป็นวิธีทางหนึ่งที่สามารถทำให้เราสามารถเพิ่มเงินเดือนของเราได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนทุก 6 เดือน ถ้าเป็นแบบนั้น ที่ทำงานใหม่อาจจะไม่ค่อยอยากรับเรา เพราะดู Resume แล้ว คนนี้อยู่ที่ไหนไม่ได้นาน เขาแนะนำว่าควรอยู่ช่วง 3 – 5 ปีครับ จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนงาน เร็วกว่า 3 ปี เรายังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก แต่ถ้าเกิน 5 ปี เราจะเริ่มเบื่อแล้ว ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

5. งานที่เราทำอยู่นั้นตรงกับเป้าหมายระยะยาวเราหรือไม่

งานบางอย่าง เราอาจจะไม่ชอบมากนัก แต่ถ้ามันตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวเรา เราก็ควรทำต่อ เช่น ถ้าเป้าหมายของเราคือไปเปิดร้านกาแฟของตัวเอง และตอนนี้เราก็ทำงานในบริษัทกาแฟ แบบนี้ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ชอบการเป็นลูกจ้างเขา แต่การอยู่ในบริษัทนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟ แบบนี้ทำต่อไปได้ครับ แต่ถ้าเราดันไปทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ อันนี้อาจจะลองคิดใหม่ดี ๆ ว่าเราจะทนทำไปทำไมกัน

ทั้ง 5 ข้อนี้ก็ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จอะไรนะครับ ลองไปคิดดู ถ้าดูแล้วแต่ละข้อมันชี้ไปทางเดียวกันคือควรหางานใหม่ ก็ลองนำไปพิจารณาดูแล้วกันนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการได้งานที่เหมาะกับตัวเองแล้วกันครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/