13 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ The book you wish your parents had read

เป็นหนังสือที่แต่งโดย Philippa Perry และแปลเป็นไทยโดยคุณดลพร รุจิรวงศ์ โดยมีชื่อไทยว่า เสียดายแย่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อ่าน

1. วิธีการเลี้ยงลูกของเราก็มักจะได้มาโดยไม่รู้ตัวจากวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ

2. พฤติกรรมของลูกที่เราไม่ชอบเอามาก ๆ ก็มักจะเกิดจากความรู้สึกของเราตอนเด็ก ๆ ที่เราอาจจะเคยทำพฤติกรรมเดียวกันนั้นมาและเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับเราเช่นกัน

3. โครงสร้างของครอบครัวไม่ได้มีความสำคัญเท่าความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

4. อย่าไปคิดว่าตัวเองถูกและอีกฝ่ายผิด ให้อธิบายความรู้สึกของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพูดถึงอีกฝ่าย อย่าตอบโต้แต่ให้ทบทวน อย่าไปกลัวจุดอ่อนของตัวเอง ยอมรับได้ และอย่าไปตีความเจตนาของอีกฝ่าย ให้ทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายให้มากที่สุด

5. ใส่ใจกับสมาชิกในครอบครัวเวลาที่เขาเรียกร้องความสนใจ ถ้าเป็นไปได้ให้ความสนใจทันทีที่เขามีปฏิกิริยา

6. ให้รู้สึกร่วมไปกับลูก ไม่ใช่คอยจัดการเขา

7. ช่วยเหลือลูก แต่ไม่ใช่ทำทุกอย่างแทนลูก เวลาเล่นกับลูก ให้เขาเป็นผู้นำ

8. อย่ารบกวนเวลาเด็กมีสมาธิ

9. เวลาเห็นเด็กไม่มีอะไรทำ เราไม่ต้องไปสร้างความสนุกให้กับเขา เชื่อใจเขาว่าเขาจะหาทางสนุกได้ด้วยตัวเอง

10. เด็กจะพัฒนาได้เร็ว ถ้าเขามีผู้ที่เล่นด้วยหลายวัย

11. ทักษะที่เราควรมีเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกมีได้แก่ 1) ความสามารถที่จะข่มความหงุดหงิด 2) ความยืดหยุ่น 3) ทักษะการแก้ปัญหา และ 4) ความสามารถที่จะมองเห็นและรู้สึกจากมุมของผู้อื่น

12. หลักการปฏิบัติตัวกับลูกวัยรุ่น 1) พูดถึงตัวเอง ไม่ใช่ตัวลูก 2) อย่างแสร้งว่าเราใช้ข้อเท็จจริงทั้ง ๆ ที่เราตัดสินใจด้วยความรู้สึก 3) จำไว้ว่าเรากับลูกอยู่ฝ่ายเดียวกัน 4) ร่วมมือกันและระดมสมองอย่าบงการ 5) ทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราควรเป็นตัวของตัวเอง และ 6) เด็กจะแสดงออกแบบเดียวกับที่คนอื่นแสดงต่อเขา

13. สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ 1) อย่าให้สิ่งที่เราเจอในวัยเด็กเป็นอุปสรรคในการเลี้ยงดูลูก 2) สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและกลมเกลียวขึ้นในบ้าน 3) ลูกต้องเล่นกับคนทุกเพศทุกวัย 4) มองสถานการณ์ต่าง ๆ ในมุมของลูกควบคู่กับมุมของเรา 5) ช่วยลูกให้สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้ 6) ไม่ต้องรีบไปช่วยลูกทำทุกอย่าง ช่วยหาทางออกด้วยการระดมสมอง แล้วปล่อยให้เขาแก้ปัญหาเอง 7) พูดถึงตัวเอง ไม่ใช่บอกว่าลูกเป็นอย่างไร 8) ยอมรับว่าเราก็มีความผิดพลาด ไม่ต้องแก้ตัว ให้ยอมรับผิด และเปลี่ยนแปลง 9) ละทิ้งรูปแบบความสัมพันธ์เดิม ๆ ที่ไม่ดี เช่น เลิกเอาชนะคะคานแต่เปลี่ยนมาร่วมมือร่วมใจกัน

นี่เป็นหลักการ 13 ข้อที่ได้จากการอ่านหน้งสือเล่มนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่มีลูกหรือมีคนที่ต้องเลี้ยงดูนะครับ

.

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้นะครับ

ระยะหลังมานี้ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านพบ ได้ฟัง Podcast รวมถึงเป็นสิ่งที่ผมเคยคิดมาตลอด เลยอยากจะนำมาเขียนอยู่นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสสักที วันนี้เป็นวันหยุดก็เลยขออนุญาตมานำเสนอแนวคิดเรื่องนี้กัน

ชื่อเรื่องคือ “ความสำคัญของเวลา” แต่ข้อเขียนนี้ ไม่ได้จะเขียนเรื่องเทคนิคการจัดการเวลา แต่จะเขียนเรื่องความสำคัญของเวลา ใช่ครับ ทุกคนคงทราบว่าเวลาสำคัญ แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งของเวลา คือเราย้อนกลับไม่ได้

ลองเปรียบเทียบระหว่าง เวลา กับ เงินดูนะครับ ถ้าเป็นเงิน ตอนนี้เรารวย เราก็กลับมาจนได้ หรือเราจน เราก็กลับไปรวยได้ มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เสมอ เงินเป็นสิ่งที่เก็บไว้ได้ แต่เวลาไม่ใช่

เวลา ณ ขณะนี้ มันจะผ่านไปในอีกช่วงเสี้ยววินาทีข้างหน้า เราไม่สามารถเก็บเวลาตอนนี้ ไปใช้ตอนหลังได้ แต่ข้อดีของเวลาคือ เมื่อหมดวัน เราก็จะมีอีก 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นมาเท่า ๆ กัน ไม่เหมือนกับเงิน ที่เราก็ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า หรือปีหน้า จะมีรายได้เข้ามาเท่าไร (คงประมาณการได้ แต่มันก็ไม่มีความแน่นอนเหมือนเวลา)

แล้วประเด็นคืออะไร

คืองี้ครับ ระยะหลัง ๆ ผมไปเจอลูกศิษย์ หรือคนรู้จักหลาย ๆ คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ซึ่ง ในมุมหนึ่งผมก็ชื่นชมความมุมานะของเขานะครับ แต่พอเห็นบาง Status ใน Facebook แล้วมันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น

“ไม่ได้เจอหน้าลูกมา 2 สัปดาห์แล้ว”

“นอนตี 3 ติดกันมา 7 วัน”

ยิ่งอ่านหนังสือบางเล่ม บทความบางบทความ เขาเขียนบอกว่า เขาไม่เชื่อเรื่อง Work Life Balance หรอ มันต้อง Work อย่างเดียว จัดเต็ม แล้ว เดี๋ยววันหน้าสบายเอง หรือแม้กระทั่งคุยกับ Startup บางท่าน ก็บอกว่า ผมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นในโลกนี้ นอกจาก Startup ผมจะต้องสำเร็จให้ได้

เน้นอีกทีครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับความทุ่มเทเลยครับ แต่ที่อยากจะบอกคือ “เวลามันย้อนกลับไม่ได้”

ต้องกลับมาถามว่า จริง ๆ แล้ว ความต้องการในชีวิตเราคืออะไร ถ้าความต้องการสูงสุดในชีวิตคือ เราอยากรวย แล้วหยุดแค่นั้น การทำแบบนี้ ก็อาจจะตอบโจทย์ และอาจจะทำให้ถึงเป้าหมายในเรื่องความรวย ความสำเร็จ ได้เร็ว แต่ลองถามต่อว่า อยากรวยไปทำไม ถ้าใครตอบว่า ก็แค่อยากรวย อันนี้แหละความฝันสูงสุดแล้ว บทความนี้ก็อาจจะไม่มีประโยชน์กับท่าน

แต่ถ้าตอบว่า อ้าว ก็อยากรวย จะได้มีเวลาอยู่กับลูก ๆ อยู่กับครอบครัวมากขึ้น อยากรวย เพื่อที่จะให้พ่อแม่สบาย อันนี้แหละครับ ที่ผมอยากเขียนถึง

เนื่องจากเวลามันย้อนกลับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาที่เราใช้ในการทำงานอย่างหนัก มันก็เท่ากับเวลาที่เราจะให้กับลูก ๆ กับครอบครัวจะหายไป สิ่งที่มันอาจจะน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง คือ เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อที่จะได้มีเงินเยอะ ๆ รวย ๆ แต่เวลาผ่านไป 20 กว่าปี มาถึงตอนนั้น ลูก ๆ เราก็ออกไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว เขาไม่ได้ต้องการเราอีกต่อไปแล้ว

เวลาที่ลูก ๆ ต้องการเรามากที่สุดคือเวลาตอนเขาตัวเล็ก ๆ นี่แหละครับ ผมยังจำตอนลูก ๆ ผมเกิดได้ ตอนนั้น ต้องอุ้มนอนกันทุกคืน (คือไม่อุ้ม ไม่นอน) ผมนี่แหละครับ เป็นคนอุ้มเอง ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเตือนบอก อย่าอุ้มมากเดี๋ยวติดมือ คือเด็กเขาจะติด ถ้าไม่ได้เราอุ้ม เขาจะนอนไม่หลับ แต่ผมไม่เคยเกี่ยงเลยครับ ติดมือก็ดี ผมบอกกับตัวเองและกับคนอื่น ๆ ว่า โอกาสที่จะได้อุ้มลูกแบบนี้มีไม่กี่ปีในชีวิตหรอก

และมันก็จริงครับ ตอนนี้ลูก ๆ ผมโตแล้ว จะอุ้มก็ไม่ไหวแล้ว และเขาก็ไม่ได้อยากให้อุ้มอีกต่อไป แต่ผมไม่มีอะไรต้องเสียดายเลย เพราะตอนนั้นก็ใช้เวลาอย่างเต็มที่แล้ว หรือตอนที่ลูก ๆ ยังนอนในห้องนอนเดียวกันแล้วเขาให้อ่านหนังสือให้ฟัง บางทีก็เหนื่อย แต่ก็อ่านให้เกือบทุกครั้ง เพราะผมรู้ว่า พอโตขึ้นเขาก็จะมีชีวิตส่วนตัวของเขาเอง และคงไม่ได้อยากให้เราอ่านให้ฟังตลอดไป

ผมถึงมักเตือนคนที่ใกล้ชิดจริง ๆ ว่า บางทีการที่เรามุ่งเน้นแต่เรื่องงานจนละเลยเรื่องเหล่านี้ไป เงินที่ได้มามาก ๆ ความสำเร็จที่ได้มา มันก็ไม่สามารถเอามาซื้อเวลาในการได้อุ้มลูก หรือ อ่านหนังสือให้ลูกฟังตอนเด็ก ๆ ได้นะครับ

นี่ยังไม่นับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ ที่นับวันท่านก็มีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ มันจะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราได้เงินมาเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาดูแลท่าน ไม่มีเวลาพูดคุยกับท่านเลย แล้วพบว่า วันที่เรารวย ท่านก็ไม่อยู่ซะแล้ว

หรือแม้กระทั่งสุขภาพของตัวเราเองเช่นกันครับ จะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราพบว่า เรารวยมาก ๆ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เราป่วยมาก ๆ จากการที่เราละเลยเรื่องสุขภาพ เราย้อนเวลากลับไปออกกำลังกาย พักผ่อนให้เหมาะสม หรือรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ได้หรอกนะครับ

เอาเป็นว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมแล้วกันนะครับ ผมเคารพการตัดสินใจของทุกคนครับ เพราะเป้าหมายของแต่ละคนแตกต่างกันไป ข้อจำกัดของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนอาจจะคิดว่า ก็มันไม่มีเงิน จะทำอย่างไร จะมีเวลาให้กับครอบครัวได้อย่างไร ไม่ทำงานก็อดตายกันพอดี อันนั้นก็เข้าใจครับ แต่ก็อยากให้ลองมองหาทางเลือกต่าง ๆ กันดู และหลาย ๆ กรณี มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันเป็นการเลือกของเราเอง

เพียงอยากจะบอกแค่ว่า “เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้” เท่านั้นแหละครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho