5 วิธีในการจัดการหนังสือที่เรา “ดองไว้”

ผมเชื่อว่าหลายคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะมีอารมณ์เดียวกัน…

คือชอบซื้อหนังสือ แล้วเอากลับมาบ้าน แล้วก็ตั้งทิ้งไว้เฉย ๆ … และเมื่องานสัปดาห์หนังสือมาอีก ก็ไปขนหนังสือกองใหม่มาอีก โดยไม่เกรงใจกองหนังสือเดิมที่เคยตั้งไว้… หรือถ้ามีโอกาสไปเดินร้านหนังสือก็ยังไปซื้อมาตลอด… สุดท้ายก็จะมีแต่กองหนังสือเต็มไปหมดที่บ้าน

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ วันนี้เลยอยากชวนมาจัดการหนังสือเหล่านี้กันครับ ขอเขียนไล่ไปทีละ Step เลยละกันครับ

1. รวบรวมหนังสือที่ดองไว้ทั้งหมดในที่เดียวกัน

ทำไมต้องรวบรวม แนวคิดนี้ คล้าย ๆ กับแนวคิดในการจัดการหนี้สินครับ ก่อนเราจะจัดการอะไร เราต้องทราบก่อนว่าปัญหาที่เราเจอมันใหญ่แค่ไหน

หนังสือก็เช่นกันครับ อย่างแรกต้องทราบก่อนว่า เรามีหนังสือทั้งหมดกี่เล่มที่เราดองไว้ อย่างที่ผมทำ (ดูตามรูป) ผมมีหนังสือร้อยกว่าเล่มที่ซื้อมาแล้วยังไม่มีเวลาได้อ่าน ขนาดที่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปแล้ว (อ่านเกือบ 200 เล่มต่อปี) แต่ก็ยังมีหนังสือกองไว้ขนาดมหึมาทีเดียว เรียกว่ากองนี้ น่าจะใช้เวลาเป็นปีในการอ่านจบทุกเล่ม

การที่เรารวบรวมไว้ที่เดียวกันอย่างนี้ มีข้อดี 2 ประการคือ 1) มันเป็นการทำให้เราตระหนักรู้ว่า ตอนนี้หนังสือเรามีเยอะแยะเลยนะ ถ้าเราไปร้านหนังสือ ภาพนี้มันจะปรากฏชัด (ผมใช้แล้วได้ผล) ทำให้เราต้องคิดเยอะหน่อยก่อนที่จะซื้อเล่มใหม่มา และ 2) เวลาเห็นหนังสือชัด ๆ แบบนี้ มันมีโอกาสทำให้เราหยิบมาอ่านได้มากขึ้น

2. คิดดี ๆ ก่อนซื้อหนังสือใหม่

ตามหลักการถ้าเราอยากจะ Clear กองหนังสือที่ดองไว้ Input มันต้องน้อยกว่า Output คราวนี้ลองใช้อัตราการอ่านของแต่ละท่านดูครับ อย่างผม ผมอ่านได้สัปดาห์ละ 3-4 เล่ม ดังนั้นกฏของผมคือ ผมจะพยายามไม่ซื้อหนังสือใหม่เข้ามาเกินสัปดาห์ละ 3-4 เล่ม เพราะถ้าเกินกว่านั้น เราไม่มีทางอ่านทันแน่นอนครับ เพราะการซื้อหนังสือมันใช้เวลาน้อยกว่าการอ่านหนังสือมาก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามซื้อหนังสือใหม่เลยนะครับ ถ้ามีเล่มที่ชอบจริง ๆ ก็ซื้อได้ แต่ก่อนซื้อถามตัวเองให้ดีก่อนละกันครับว่า หนังสือเล่มนั้นมันน่าสนใจกว่าหนังสือเล่มที่วางอยู่ในกองที่บ้านหรือเปล่า เพราะที่กองอยู่ยังไม่ได้อ่านเลย จินตนาการเลยว่า ถ้าซื้อมาก็คงวางในกองหนังสือนั้นให้มันสูงขึ้นเท่านั้นเอง

3. จัดการหนังสือที่คิดว่าคงไม่อ่านแน่ ๆ แล้ว

เอาล่ะครับ คราวนี้กลับมาที่กองหนังสือที่เราอยากจะ Clear หยิบไล่ทีละเล่มเลยครับว่า หนังสือเล่มนั้น ๆ เรายังอยากที่จะอ่านอยู่หรือเปล่า

ใช่ครับ คือถ้าเราไม่อยากอ่านเลย เราคงไม่ซื้อหนังสือเล่มนั้นมาหรอกใช่ไหมครับ แต่อย่าลืมว่านั่นมันอาจจะนานมาแล้ว สถานการณ์เปลี่ยนไป ความสนใจเราก็อาจจะเปลี่ยนไป เวลาผมทำหนังสือชุดแรกที่ผมจะจัดการให้ออกไปจากกองนี้คือ หนังสือที่ซื้อมาซ้ำ (เชื่อไหมครับว่ามีหลายเล่มด้วย) หรือ หนังสือที่ตอนนี้เราไม่สนใจเท่าเดิมแล้ว เช่นแต่ก่อนท่านอาจจะสนใจเรื่องหุ้นมาก ซื้อมาเยอะแยะ แต่ตอนนี้ท่านเลิกสนใจแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

คราวนี้จะจัดการอย่างไร…

อันนี้ทำได้ตามสะดวกเลยครับ จะนำหนังสือไปบริจาค จะนำไปขาย จะนำไปให้คนที่รัก ยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่อะไรแบบนี้ การให้หนังสือ (ที่ส่วนใหญ่ใหม่เอี่ยม เพราะยังไม่ได้อ่านเลย) อาจจะเป็นหนึ่งในทางเลือกของของขวัญที่น่าสนใจนะครับ และหนังสือที่เราไม่ได้อ่านอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนรับหนังสือนั้น ๆ ด้วยครับ

สำหรับผม ผมมักจะเอาหนังสือไปทำโครงการหนังสือเพื่อการทำบุญ คือไปเปิดประมูล แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายไปบริจาคให้ผู้ป่วยยากไร้น่ะครับ

4. ตั้งเป้าหมายในการอ่านหนังสือที่เหลือ

เอาล่ะครับ ถ้าเราทำทั้ง 3 ขั้นตอนแรกแล้ว ผม Assume ว่าตอนนี้เราคงมีแต่หนังสือที่เรา “อยาก” อ่านจริง ๆ แล้วนะครับ ให้เริ่มต้นทำแบบนี้ครับ คือ สมมุติว่าเรามีหนังสือเหลืออยู่สัก 100 เล่ม (เอาตัวอย่างส่วนตัวของผมเลย) ผมเป็นคนอ่านหนังสือได้เฉลี่ยสัก 3-4 เล่มต่อสัปดาห์ แปลว่า ถ้าผมจะ Clear กองหนังสือเล่มนี้ อาจจะใช้เวลาสัก 25-30 สัปดาห์ หรือคร่าว ๆ ก็คงสักครึ่งปีได้ อันนี้คือเป้าหมายระยะยาว

จากระยะยาวมาเป็นระยะสั้นลง ผมจะเลือกหยิบหนังสือที่ผมอยากจะอ่านในเดือนนี้แยกออกมาเลยครับ เช่น เดือนนี้ขอสัก 10 เล่มนี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น จริง ๆ ผมได้ทำโครงการ Book Reading Challenge ประจำทุกเดือนไว้ ในกลุ่มที่ผมเรียกว่า Bookoins ลองกดเข้าไป Join และร่วมโครงการกันได้ครับ โครงการนี้ก็คือการตั้งเป้าว่าเดือนนี้จะอ่านเล่มไหนให้จบนี่แหละครับ

จะให้ดีคอย Track ความก้าวหน้าในการอ่านด้วยก็ได้นะครับ อย่างใน Book Reading Challenge ที่เล่าให้ฟัง ผมแนะนำให้ตั้งเป้าหมายเลย แล้ว update ให้บ่อยที่สุด เช่น อยากอ่านเล่มนี้ หนา 300 หน้า ในเดือนนี้ ก็ตกวันละ 10 หน้า แล้วเขียน update ว่าตอนนี้อ่านถึงหน้าไหนแล้ว ทำแบบนี้ เราจะไม่หลุดครับ

5. เลือกอ่านหนังสือที่ชอบที่สุดหรือที่บางที่สุดก่อน

อันนี้เป็นหลักจิตวิทยาครับ สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือ Momentum ในการอ่าน คือถ้าเราเริ่มอ่านจบติด ๆ กันหลาย ๆ เล่ม มันจะเหมือนเครื่อง Start ติดครับ หลังจากนั้นมันจะไปได้เอง

เพราะฉะนั้นผมจึงแนะนำให้เลือกเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดก่อน หรือถ้าไม่มี ก็เลือกเล่มที่บางที่สุด ที่อ่านจบง่าย ๆ ก่อน เพราะถ้าขืนไปเลือกหนังสือแบบ Principles หรือ Sapiens แบบนี้ เราจะท้อก่อน เพราะอ่านเท่าไรมันก็ไม่จบซะที

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และสามารถช่วยท่าน Clear กองหนังสือที่ดองไว้ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

Subscribe Nopadol’s Story Blog ได้ทาง https://www.nopadolstory.com/news/contactus/ หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

 

9 วิธีจัดการหนังสือที่ดองไว้

จากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก ๆ แต่ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือ ก็จึงเป็นคนที่ชอบซื้อหนังสือมากเช่นกัน ปัญหาคือ อัตราการซื้อเข้า มันมากกว่าอัตราการอ่านให้จบ ก็เลยมีหนังสือที่ “ดอง” ไว้เป็นจำนวนมาก

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็มีอาการแบบเดียวกัน หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะซื้อมา แล้วแทบจะไม่ได้อ่าน แต่พอมีงานสัปดาห์หนังสือ หรือไปเดินร้านหนังสือก็อดไม่ได้ จัดมาอีก มันก็เลยสะสมเป็นจำนวนมาก

ผมเลยขอนำเอาวิธีในการจัดการหนังสือที่เรา “ดอง” เอาไว้ ส่วนตัวใช้แล้วได้ผลดีครับ มีหลักง่าย ๆ 9 วิธีดังต่อไปนี้ครับ

1. ลดการซื้อหนังสือใหม่ ๆ ลง

อันนี้ผมว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุครับ คือถ้าเรายังคงไปซื้อหนังสือมาเรื่อย ๆ เราไม่มีวันกำจัดหนังสือที่เราซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่านหมดไปแน่ ๆ เพราะโดยธรรมชาติการซื้อมันง่ายและเร็วกว่าการอ่านมากมายนัก พยายามตั้งกฎแบบนี้ครับ จะซื้อเล่มใหม่ได้ เล่มเก่าต้องอ่านให้เสร็จออกไปก่อน เช่น จะซื้อเล่มใหม่อีกเล่ม ต้องอ่านเล่มเก่าจบก่อน 2 เล่ม แบบนี้มันจะช่วยให้เรายับยั้งชั่งใจได้ แต่ถ้าเราเจอหนังสือที่ชอบมากจริง ๆ แล้วอยากอ่านมาก ๆ ก็อนุญาตให้ซื้อได้ แต่คิดว่าเราติดหนี้อยู่ เช่น เรายังอ่านเล่มเดิมไม่จบเลย แต่อยากอ่านอีกเล่มมาก ๆ ก็ซื้อมาครับ แต่คราวนี้ เราต้องอ่านอีก 3 เล่มให้จบนะ ถึงจะซื้อเล่มใหม่ได้อีกเล่ม (เพราะตอนนี้เราดันไปซื้อมาดองเพิ่มอีกเล่มแล้ว) แบบนี้เป็นต้นครับ

2. ไปดูที่กองหนังสือแล้วจัดการเล่มที่เราไม่ได้อยากอ่านจริง ๆ ซะ

เวลาเรามีค่าครับ บางทีเราต้องยอมรับว่า เรื่องบางเรื่อง ที่แต่ก่อนเราสนใจมาก ๆ เราอาจจะไม่ได้สนใจอีกต่อไปแล้ว หรือ บางครั้งเราอาจจะซื้อมา ตอนที่ไม่มีอะไรทำ แต่ตอนนี้ถามว่าอยากอ่านไหม ก็ไม่แล้ว แบบนี้ ผมเสนอแนะให้เรา “จัดการ” หนังสือเล่มนี้ซะ

ตามธรรมชาติของคนเรา เรามักจะมีอาการที่เรียกว่า Sunk Cost Fallacy ครับ คือเรา “เสียดาย” เงินที่จ่ายไปแล้ว เลยวางหนังสือเหล่านี้กองไว้เฉย ๆ เอาใหม่ครับ คิดใหม่ คิดว่าเงินนั้นจ่ายไปแล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไรต่อไปในอนาคต เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขการจ่ายเงินซื้อหนังสือของเราไปได้ ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะทำอะไรในอนาคต จึงไม่จำเป็นต้องเอาอดีตมาเกี่ยวข้อง คิดแบบนี้ครับ จ่ายเงินไปแล้ว ไม่ว่าจะอ่านเล่มนี้ต่อ หรือไม่อ่าน ก็จ่ายเท่ากัน ดังนั้นถามตัวเองดี ๆ ว่า ถ้าอ่านแล้วได้ประโยชน์หรือมีความสุขก็อ่านต่อ ถ้าอ่านแล้วเสียเวลา ไม่ค่อยได้ประโยชน์ก็อย่าอ่าน

สำหรับคนที่เสียดายว่า แหม แต่หนังสือดี ๆ จะทิ้งไปก็เสียดาย เราไม่ต้องทิ้งครับ นำไปบริจาค นำไปให้เพื่อน ๆ ที่อยากอ่าน หรือนำไปขายก็ยังได้ จะเอาเงินมาเก็บไว้ หรือ เอาเงินไปบริจาคตามสะดวกได้เลย หรือเสียดายมาก ๆ ประกาศให้เพื่อนยืมอ่านก็ยังดี เราจะได้รู้สึกดีว่า อย่างน้อยมันก็ยังได้ทำประโยชน์กับคนอื่น

ทำแบบนี้ เชื่อว่ากองหนังสือที่เราดองไว้ คงลดลงไม่มากก็น้อย work มาก ๆ ครับ เชื่อผม

3. เลือกหนังสือที่อยากอ่านมากที่สุด หรือเล่มบางที่สุด มาอ่านก่อน

คือปัญหาของการดองหนังสือ คือ เราไม่เริ่มอ่านครับ วิธีเอาชนะอุปสรรคตรงนี้คือเราต้องลดอุปสรรคให้มากที่สุด เช่น เริ่มอ่านเล่มที่อยากอ่านมากที่สุด อย่างนี้ เราอยากจะเริ่มอ่าน และอ่านแล้ว เราก็อยากกลับไปอ่านอีก หรือ ถ้ารู้สึกเหมือน ๆ กันในแต่ละเล่ม ไม่มีเล่มไหนชอบมากกว่ากัน ผมแนะนำ เลือกเล่มบางสุด ๆ ที่แบบอ่านแล้วจบเร็ว ๆ เพราะถ้าเราเริ่มได้ และอ่านจนจบ เราจะมีกำลังใจในการอ่านต่อไปครับ

4. กำหนดเวลาอ่านให้ชัดเจน

คนส่วนใหญ่อยากจะอ่านหนังสือ แต่ไม่ได้อ่านสักที เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเราไม่เคยกำหนดเวลาไว้ชัดเจน ลองถามตัวเองสิครับ ว่าเวลาเรายุ่ง แต่พอถึงเที่ยง เรามักจะหยุดแล้วออกไปกินข้าว ทั้ง ๆ ที่บางทีเราก็ไม่ได้หิว แต่มันเป็น “เวลากินข้าว” เอาแบบเดียวกันครับ กำหนดเวลาไว้เลยครับว่านี้คือเวลาอ่านหนังสือ ใส่เข้าไปในตารางใน Smart Phone เลยก็ได้ เลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา สำหรับผมส่วนใหญ่ผมกำหนดไว้ช่วงก่อนเข้านอนครับ หรือจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Habit Stacking ก็ได้ครับ คือ กำหนดว่าหลังจากที่เราทำอะไรที่ทำเป็นประจำแล้ว เราจะอ่านหนังสือ เช่น หลังจากแปรงฟันก่อนเข้านอนแล้ว เราจะอ่านหนังสือเป็นเวลา 30 นาทีครับ

ผมขอแค่วันละ 30 นาทีก็พอครับ ปกติก็แล้วแต่ความเร็วในการอ่านของแต่ละคน สำหรับผมอ่านหนังสือเฉลี่ย 1 หน้า 1 นาที ดังนั้นวันละ 30 หน้า จึงเป็นไปได้ หนังสือเล่มหนึ่ง 240 หน้า ทำแบบนี้ 8 วันก็จบเล่มแล้วครับ

5. โยงการอ่านหน้งสือเข้ากับกิจกรรมที่เราชอบทำ

คือถ้าเราชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ก็ข้ามเทคนิคนี้ไปได้ครับ แต่ถ้าเรายังไม่ได้มีนิสัยรักการอ่าน อันนี้จะช่วยสร้างแรงดึงดูดในการอ่านเป็นอย่างดีครับ เช่น สมมุติเราชอบเล่น Facebook ให้คิดแบบนี้ครับ เดี๋ยวอ่านครบ 30 นาที เราจะได้ไปเล่น Facebook ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อไปเราจะรักการอ่านหรือกับรักการเล่น Facebook เลยครับ

6. พยายามทำให้การอ่านเป็นสิ่งที่ง่าย

เตรียมหนังสือที่เราจะอ่านไว้ให้พร้อมครับ ไม่ใช่พอจะอ่าน ต้องเดินไปหา อย่างนี้มันจะยาก วางไว้ในที่ที่เราอ่านเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะทำงาน หรือหัวนอน นอกจากนั้น ลองใช้ “กฏ 2 นาที” ดูครับ คือ ลองคิดไว้ว่า วันนี้จะลองอ่านสัก 2 นาที ผมเชื่อว่าถึงเราจะเหนื่อยอย่างไร 2 นาทีเราคงทำได้ แต่ในความเป็นจริง เราอ่านเกินอยู่แล้วล่ะครับ การคิดในตอนแรกว่า ขอสัก 2 นาทีก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที มันเป็นเทคนิคการลดแรงเสียดทานในตอนแรกลงครับ (อย่าสับสนกับตอนแรกที่ผมบอกว่าให้อ่านวันละ 30 นาทีนะครับ อันนี้มันเป็นหลักคิด ตอนที่เราไม่อยากจะหยิบหนังสือมาอ่านน่ะครับ เชื่อสิครับ พอหยิบมาแล้วเดี๋ยวมันอ่านได้เองแหละครับ 3o นาทีน่ะไม่ยากเกินไปครับ)

7. วัดค่าสถิติในการอ่าน

การวัดผลจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เราอยากอ่านหนังสือต่อ ผมแนะนำแบบนี้ครับ หยิบหนังสือที่เราอยากจะอ่านขึ้นมา ลองอ่านสัก 2 หน้า จับเวลาดู หาเวลาเฉลี่ยต่อหน้าให้เจอ อย่างผมอ่านหน้าละ 1 นาที คราวนี้ผมก็ดูว่าหนังสือมีกี่หน้า เสร็จแล้วคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการอ่านหนังสือเล่มนี้ว่าสักกี่นาที เช่น หนังสือ 240 หน้า ผมจะใช้เวลา 240 นาทีในการอ่าน เขียน Post-it แปะไว้ครับ

คราวนี้เวลาเราอ่านหนังสือ เราก็แค่มาเขียน update ว่าหนังสือเล่มนี้เหลืออีกกี่หน้า ใช้เวลาอีกกี่นาที แบบนี้เชื่อไหมครับ นอกจากเราจะเห็นความก้าวหน้าแล้ว เรายังมีพลังเพิ่มในการอยากจะอ่านต่ออีกครับ ลองทำดูสิครับ มันเหมือนว่า นิด ๆ หน่อย ๆ เราก็อยากหยิบมาอ่าน เพราะอ่านที มัน update ที แต่ถ้าใครอ่าน Ebook ผ่าน Kindle อันนี้ยิ่งสะดวก เพราะเครื่องมันคำนวณให้เลยครับว่าเหลือเวลาอีกกี่นาที เราไม่ต้องมานับเองครับ

8. ระหว่างอ่านให้คิดตามว่าเราจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

อันนี้ก็จะช่วยทำให้เราอยากอ่านครับ เช่น เวลาผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเขียน ผมจะคิดเสมอว่า เดี๋ยวเราจะเอาไปเขียน Blog บางที เจอบางเทคนิคที่มันดูน่าสนใจมาก ๆ ผมถึงกับหยุดแล้วทดลองนำไปใช้เลยครับ ยิ่งตอนนี้ผมพูด Podcast เวลาผมอ่าน ผมเห็นว่ามันดี ผมจะรีบจดไว้เลยครับ เดี๋ยวจะเอาไปเล่าให้ฟังใน Podcast แบบนี้ผมว่าการอ่านมันจะสนุกกว่าเดิมมาก แป๊บเดียวจบเล่มแล้ว

บางคนอาจจะสงสัยว่า แล้ว ถ้าอ่านแล้ว คิดถึงประโยชน์ไม่ได้เลยล่ะ คือถ้าไม่มีประโยชน์ ก็ต้องถามว่าแล้วเรามีความสุขไหม ถ้าคำตอบคือก็ไม่มี เบื่อมาก อันนี้กลับไปดูข้อที่ 2 ครับ เลิกเถอะครับ เอาไปให้คนที่เขาอยากอ่านจะดีกว่าครับ แต่ส่วนตัวผมมักจะไม่ค่อยเจอนะครับ น้อยมากที่ผมซื้อมาแล้ว จะไม่มีประโยชน์หรือไม่ชอบเลย

9. หาคนอ่านด้วยกัน

ตอนเรียนหนังสืออยู่ สำหรับผม ผมพบว่า เวลาผมไปอ่านหนังสือกับเพื่อนผมอ่านได้ดีกว่าอยู่คนเดียวในแง่ของความสุขในการอ่านนะครับ ยิ่งถ้าเรามีเพื่อน ๆ มานั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นด้วยกัน หยุดคุยกันบ้าง แบบนี้ก็น่าจะสนุก แต่ผมเข้าใจครับว่า บางทีเราอยู่กันคนละที่ เดินทางไปเจอกันลำบาก ผมแนะนำทำคล้าย ๆ Virtual Book Club ก็ได้ครับ ทำกลุ่มใน Facebook แล้วมา update ความก้าวหน้าในการอ่านหนังสือกัน แบบนี้ผมเชื่อว่าเราจะมีพลังใจในการอ่านเพิ่มขึ้นครับ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยเทคนิค 9 ข้อนี้ จะทำให้เราสามารถ clear หนังสือที่เราดองไว้ได้ไม่มากก็น้อยครับ ลองทำกันดูนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในการอ่านครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/