10 ข้อคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือ ริเน็น สร้างธุรกิจ 100 ปีด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น

ต้องบอกว่า หนังสือเล่มนี้ ซื้อมาเพราะได้ยินหลายคนพูดถึงว่าดีมาก ยิ่งผมเป็น Admin กลุ่ม Online Book Club ที่ชื่อว่า Bookoins ใน Facebook ก็ยิ่งเห็นคนกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้อยู่เรื่อย ๆ จนจุดหนึ่งคิดว่า ถ้าคนพูดถึงมากขนาดนี้ คงต้องอ่านแล้วล่ะ

ก็ไปซื้อมาอ่าน และต้องบอกว่าประทับใจมากครับ เข้าใจเลยว่า ทำไมคนถึงชอบกัน

หนังสือเล่มนี้แต่งโดย ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ อาจารย์เกตุวดี Marumura ครับ อาจารย์เขียนได้น่าสนใจมาก มีกรณีศึกษาเยอะจริง ๆ

ใจความของหนังสือเล่มนี้ พูดถึงแนวคิดที่เรียกว่าริเน็น หรือ ปรัชญาในการทำธุรกิจขององค์กรในญี่ปุ่น (คือไม่ได้ทุกองค์กรจะมีริเน็นนะครับ แต่ในหนังสือยกตัวอย่างองค์กรที่มีริเน็นให้ฟัง)

เอาเป็นว่า อ่านแล้วอมยิ้ม ประทับใจ และเกิดแรงบันดาลใจแบบว่า ถ้าจะทำธุรกิจ เราอยากทำธุรกิจแบบนี้แหละ ชอบมากจนกระทั่งคิดว่า อยากมาเขียนสรุปให้ทุกท่านอ่านด้วยเลย

ขอเข้าบทเรียนที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้กันเลยนะครับ

1. ริเน็นประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ 1) บริษัทดำรงอยู่เพื่ออะไร (Mission) 2) บริษัทมุ่งไปทิศทางใด (Vision) และ 3) บริษัทจะนำเสนอคุณค่าอย่างไร (Value) ซึ่ง 3 สิ่งนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างจากบริษัทอื่น ๆ แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือ “ความเชื่อและแนวคิดของผู้ก่อตั้งบริษัทนั้น” ดังนั้นแต่ละบริษัทจึงมีริเน็นที่แตกต่างกันออกไป

2. ถ้าอยากสร้างริเน็น เราควรถามคำถาม 3 ข้อดังต่อไปนี้ 1) เราเห็นลูกค้ามีความสุขเมื่อไร เพราะเหตุใด 2) เราเชื่อมั่นในอะไร และ 3) อะไรคือสิ่งที่เราพร่ำสอนและพยายามจะบอกพนักงาน

3. บริษัทมี 2 ประเภทคือ บริษัทแบบต้นไผ่ กับ บริษัทแบบต้นสน โดยบริษัทแบบต้นไผ่ จะเน้นกำไรและการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเน้นผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ในขณะบริษัทแบบต้นสนจะเน้น การทำให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นและช่วยพัฒนาสังคม และจะเน้นพนักงานเป็นหลัก

4. ผลลัพธ์ที่น่าสนใจของบริษัทต้นสนคือ 1) ผลประกอบการดีขึ้นทุกปี 2) ลูกค้าชื่นชอบบริษัทมาก 3) พนักงานไม่ลาออก 4) หาพนักงานใหม่ได้ง่าย

5. ลักษณะการดำเนินงานของบริษัทต้นสน 1) ไม่ชอบลดราคาหรือทำโปรโมชั่น 2) ไม่ชอบโฆษณา 3) พนักงานไม่ค่อยลาออก 4) ลูกค้าไม่ได้มาก่อน

6. บริษัทต้นสนจะมี 2 องค์ประกอบคือ รากต้นสน ซึ่งเปรียบเหมือนปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ และ กิ่งต้นสน ซึ่งรวมถึง ลูกค้า พนักงาน คู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ถือหุ้นไปจนถึงสังคม

7. ในด้านพนักงานนั้น บริษัทแบบต้นไผ่ จะมองพนักงานเป็นต้นทุน ถ้าผลประกอบการไม่ดีก็จะไล่พนักงานออก ในขณะที่บริษัทแบบต้นสน จะมองพนักงานเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดในบริษัท มองเหมือนเป็นคนในครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญของบริษัท

8. ในด้านคู่ค้า บริษัทแบบต้นไผ่จะพยายามลดหรือต่อรองราคามากที่สุด ในขณะที่บริษัทแบบต้นสนจะมองคู่ค้าเป็นคู่คิดและต้องการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

9. ในด้านลูกค้า บริษัทแบบต้นสน จะมุ่งมั่นผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อทำให้ลูกค้ามีความสุขอย่างแท้จริง และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองก่อนลูกค้า และเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมมากกว่าลูกค้าใหม่

10. ในด้านสังคม บริษัทแบบต้นสนจะจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง เน้นความกตัญญูต้องผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจ และช่วยเหลือสังคมในหลากหลายรูปแบบ

ผมอ่านแล้วมีประโยคอันหนึ่งที่ผมชอบมากคือ คนทำธุรกิจที่มีริเน็น บอกว่า “เขาอยากมีร้านอายุ 100 ปี มากกว่าร้านที่มี 100 สาขา” ซึ่งบ่งบอกถึงปรัชญาในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมาก

หนังสือเล่มนี้ผมแนะนำให้อ่านนะครับ นอกจากได้ความรู้ในกรณีศึกษาเยอะมากแล้ว ยังได้เห็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ทางฝั่งตะวันตก อาจจะเรียกว่า Sustainability หรือความยั่งยืน แต่สำหรับผม มันลึกไปกว่านั้นอีก มันเหมือนกับว่า ธุรกิจถูกสร้างขึ้นเพื่อคนอื่น มากกว่าเพื่อตัวเอง แต่ผลลัพธ์มันกลับได้ทั้งคู่

เอาเป็นว่า ผมมีแรงบันดาลใจอยากทำธุรกิจโดยมีริเน็นแบบนี้แหละครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

21 ข้อคิดที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ หลักคิดที่คนญี่ปุ่นพกไปทำงานทุกวัน

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ขอเรียนตรง ๆ ว่า ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออ่านเลย แต่เป็นธรรมเนียมที่เวลาผมได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ผมมักจะชอบไปเดินร้านหนังสือ ทั้ง ๆ ที่ที่จริงก็ติดหนังสือไปอ่านนะครับ แต่บอกตรง ๆ ว่าอดไม่ได้

และส่วนใหญ่ก็มักจะไปซื้อหนังสือภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน แต่คราวนี้รู้สึกว่า ยังมีหนังสือภาษาอังกฤษอีกเยอะที่ผมยังไม่ได้อ่าน เลยแวะร้านหนังสือไทยบ้างดีกว่า แล้วก็ไปเจอเล่มนี้ เห็นว่าเล่มเล็ก ๆ น่าจะอ่านง่ายเลยซื้อมาครับ

แต่พออ่านแล้ว ได้ idea ดี ๆ หลายอย่างครับ เลยขอนำมาฝากเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ

1. เราควรใช้ชีวิตแบบ ABC โดย A มาจากคำว่า Atarimae (อะตะริมะเอะ) หมายถึงเรื่องธรรมดา B มาจากคำว่า Baka ni naru (บะกะนินะรุ) หมายถึงทุ่มสุดตัว และ C มาจากคำว่า Chanto suru (ชันโตะสุรุ) หมายถึงทำให้ดีที่ดี่สุด ดังนั้น ABC จึงมีความหมายรวมว่า การทุ่มสุดตัวทำเรื่องธรรมดาให้ดีที่สุด

2. ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะดีหรือร้าย ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่ว่าเราคิดอย่างไรกับสิ่งนั้น

3. ความสำเร็จและความสุขคือรางวัลตอบแทนจากการที่เราทำให้คนอื่นมีความสุข

4. เราควรคิดว่าเราทำได้ และพยายามทำให้ความเป็นจริงเข้าใกล้ความเป็นอุดมคติมากที่สุด

5. หากเราไม่ยอมลงมือทำ เราจะเอาแต่คิดแล้วก็กลัว ให้เราเริ่มลงมือทำ มันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างเกิดขึ้น

6. มนุษย์ไม่ต้องการเหตุผล แต่ต้องการความรู้สึกประทับใจ

7. หากเรามัวมองแต่ข้อเสียของคนอื่น สุดท้ายสิ่งนี้แหละจะกลายเป็นข้อเสียของเราเอง

8. เรามีเวลาอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้เวลามากกับสิ่งที่เราไม่ถนัด

9. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดที่จะเรียนรู้

10. ถ้าอยากรู้ตัวเองว่า ตอนนี้ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วหรือยัง ให้ตอบคำถามนี้ “ถ้าเกิดใหม่อีกครั้ง เรายังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่”

11. ความสุขสูงสุดของชีวิต คือ การเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้

12. ถ้าเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ เราก็จะใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แบบไร้ทิศทาง และก็ไม่ไปไหนสักที

13. ระหว่างที่เรากำลังลงมือทำสิ่งที่เรามีเป้าหมายอยู่ เราจะดูเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างมากทีเดียว

14. เวลาทำงานหรือดำเนินชีวิต ให้มองรายละเอียดเหมือนการใช้กล้องจุลทรรศน์ และให้มองภาพรวมเหมือนกับการใช้กล้องส่องทางไกล

15. ทฤษฏีเปรียบเหมือนตัวอัญมณี การปฏิบัติเปรียบเหมือนการเจียรนัย เราต้องมีทั้งทฤษฏีและการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน

16. ในช่วงเวลาดี ๆ ของเรา ให้นึกถึงช่วงเวลาแย่ ๆ ที่เราผ่านมา จะได้ระมัดระวัง ในช่วงเวลาแย่ ๆ ก็อย่ายอมแพ้ ให้มองถึงอนาคต และก้าวเดินต่อไป

17. คนที่ทบทวนตัวเองปีละครั้ง กับ คนที่ทบทวนตัวเองทุก ๆ วัน จะแตกต่างกันอย่างมาก

18. เราไม่ควรจะชินชากับความรู้สึกว่าเราไม่มีทางเลือก เราต้องทำสิ่งนั้น ต้องเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถหลุดพ้นจากสภาวะแบบนั้นได้

19. เตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ เมื่อโอกาสมา เราก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่

20. ความคิดและพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถติดต่อกันได้

21. เราล้มเหลวได้ แต่อย่าล้มเหลวซ้ำเรื่องเดิม เราต้องเรียนรู้

เป็น 21 ข้อที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ เผื่อเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

10 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือคิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น เล่มที่ 2 แต่งโดย ฮอนดะ เคน

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มต่อจากเล่มแรกที่เป็นชื่อเดียวกัน แต่ถามว่าต้องอ่านเล่มแรกก่อนไหม คำตอบคือไม่ถึงกับจำเป็น ถึงแม้ว่าเขาจะพูดถึงบางส่วนบางตอนในเล่มแรกอยู่บ้าง (ซึ่งเอาจริง ๆ ผมอ่านเล่มแรกมานานแล้ว ก็ลืมอยู่ดี)

เล่มนี้จุดเน้นจะเป็นเรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล วิธีการทำให้ตนเองมีอิสรภาพทางการเงิน อะไรทำนองนี้ หลายอย่างน่าสนใจครับ นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ (และก็เล่มก่อนหน้านี้) เขาก็จะดำเนินเรื่องในแนวนิยาย ซึ่งทำให้อ่านแล้วเพลินมาก

เลยขอนำมาสรุปข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้เป็นข้อ ๆ ตามนี้เลยครับ

1. คนที่เป็นเศรษฐีต่างจากคนที่ไม่ได้เป็นเศรษฐีตรงที่ คนที่เป็นเศรษฐีจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะเป็นอิสระจากเงิน จะเป็นคนที่มีอิสรภาพ เราต้องตัดสินใจแบบนี้ก่อน เราถึงจะได้เป็นเศรษฐี คนที่เอาแต่ภาวนาว่าอยากเป็นเศรษฐีจะไม่ได้เป็น เพราะแสดงว่ายังตกเป็นทาสของเงินอยู่

2. ขั้นตอนหลักในการเอาตัวออกจากการควบคุมของเงิน ได้แก่ 1) ตระหนักรู้ว่ากำลังถูกเงินควบคุม 2) มองให้ออกว่ามีสัมพันธ์กับเงินอย่างไร 3) เผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ในอดีดที่เคยมีกับเงิน 4) สั่งสมความรู้เรื่องเงิน 5) ขัดเกลาสัญชาตญาณเรื่องเงิน 6) ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับเงินให้อยู่ในระดับปกติธรรมดา 7) เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจและการลงทุน และ 8) เข้าใจความหมายของเงิน

3. เงินมีลักษณะเฉพาะอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ แลกเปลี่ยนได้ เก็บรักษาได้ และเพิ่มจำนวนได้

4. เหตุผล 5 ข้อที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รวยและไม่มีความสุข 1) ที่ผ่านมาไม่เคยขบคิดเกี่ยวกับเรื่องเงินอย่างจริงจัง 2) ไม่เคยเรียนรู้เรื่องเงิน 3) ไม่มีนิสัยและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการเป็นเศรษฐีที่มีความสุข 4) ไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเป็นเศรษฐีที่มีความสุขได้ และ 5) ไม่มีเพื่อน โค้ช และครูที่เหมาะสม

5. กฎ 4 ข้อของคนดึงดูดความมั่งคั่ง 1) พึงพอใจในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน 2) ออมเงิน 3) สร้างกระแสเงิน และ 4) ผูกมิตรกับทุกคนที่คบหาด้วย

6. 5 คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับเศรษฐีที่มีความสุข 1) ความอยากรู้ อยากเห็น 2) ความมุ่งมั่น 3) ความรัก 4) มิตรภาพ 5) ความมีศรัทรา

7. 5 เทคนิคในการช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ 1) คาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากยังอยู่ในสภาพนี้ต่อไป 2) นึกภาพวีรบุรุษวีรสตรีในดวงใจ 3) นึกภาพตัวเองในแบบที่อยากเป็น และซึมซาบความรู้สึกด้านบวกจากภาพนั้น 4) คิดหาวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต และ 5) เขียนรายการของสิ่งที่สามารถลงมือทำได้ทันที

8. นิสัย 6 อย่างของเศรษฐี 1) ทำงานเกินกว่าความคาดหวังและจ่ายเงินเกินกว่าที่อีกฝ่ายเรียกร้อง 2) คบหากับเศรษฐี 3) ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้ดีที่สุด 4) ทำตามบทบาทและหน้าที่ พร้อมกับทำสิ่งที่ตัวเองชอบหรือเรื่องสนุกไปด้วย 5) มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และ 6) มอบหมายให้คนอื่นทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้

9. ลักษณะของงาน 6 ประการที่ช่วยในการหาเงิน 1) ทำให้คนอื่นดีใจ 2) ทำให้คนจำนวนมากมีส่วนร่วม 3) สร้างกระแสเงิน 4) สร้างธุรกิจที่ทำให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมมีความสุข 5) ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาอุดหนุนซ้ำ และ 6) สร้างความประทับใจ ความรู้สึกขอบคุณ และเยียวยาจิตใจ

10. เหตุผล 4 ข้อที่ทำให้ชีวิตคู่ที่มีความสุขสามารถดึงดูดเงินได้ 1) ได้รับความไว้วางใจจากคนอื่นมากขึ้น 2) ตระหนักถึงภารกิจเบื้องหลังของการหาเงิน 3) ไม่มีรายจ่ายที่สิ้นเปลือง และ 4) ดึงดูดโอกาสเข้าหาตัว

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/