5 ข้อคิดที่ได้จากนิยายเรื่อง The Midnight Library

เป็นนิยายอีกเล่มที่ได้รับความสนใจไม่น้อย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อนอรา ที่ดูเหมือนทุกอย่างในชีวิตจะเกิดแต่ความผิดพลาด จนกระทั่งไม่มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อ จนได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

.
แต่หลังจากนั้น นอรากลับไปอยู่ในห้องสมุดแห่งหนึ่ง ที่เป็นที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ โดยห้องสมุดนี้ เต็มไปด้วยหนังสือที่เป็น “ชีวิตทางเลือก” ที่นอรายังไม่เคยได้ใช้ และทำให้นอราได้ไปทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบนั้น ๆ

.
จะไม่ Spoil ไปมากกว่านี้นะครับ แต่อ่านนิยายเล่มนี้แล้ว ได้ข้อคิดดังนี้ครับ

.
1. ในชีวิตจริงเรา เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขสิ่งอะไรที่เกิดขึ้นในอดีตได้เลย ดังนั้นยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้และทำให้ชีวิตในปัจจุบันและในอนาคตดีขึ้นจะดีกว่า

.
2. ไม่มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าเราจะคิดว่า ถ้าตอนนั้น เราทำอย่างนี้ ป่านนี้เราก็จะมีความสุขแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตที่เราคิดว่าจะดีนั้น มันอาจจะมีอุปสรรค หรือมีมิติอะไรที่เราก็อาจจะไม่ชอบอยู่ก็ได้ อย่าไปพยายามหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพราะเราจะผิดหวังเสมอ

.
3. ถ้าเรามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตที่ดีมาก ๆ แต่เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเอง ความสุขที่เราคิดว่าจะมีอาจจะน้อยกว่า ชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาเอง

.
4. ถ้าเปรียบชีวิตเป็นหนังสือ วันนี้หนังสือที่ชื่อว่าชีวิตของเราในปัจจุบันและอนาคตคือหนังสือที่ไม่มีอะไรเขียนอยู่เลย เราสามารถเขียนชีวิตเราขึ้นมาได้เอง

.
5. ไม่ว่าชีวิตจะดูเหมือนจะแย่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว การได้มีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว บางทีด้วยความทุกข์ที่เรามีอยู่ อาจจะบดบังตาไม่ให้เราเห็นสิ่งนั้น รอให้เวลาผ่านไป เราจะเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่ดีที่สุด

.

นี่คือบทเรียนที่ผมได้จากการอ่านนิยายเล่มนี้ครับ ใครสนใจลองไปหาอ่านกันได้นะครับ 🙂

.

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

12 กฏที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยจอร์แดน บี. ปีเตอร์สัน เป็นอีกเล่มหนึ่งที่ต้องบอกว่าสำหรับผมแล้วอ่านยาก และใช้เวลาอ่านถึง 2 รอบ รอบแรกอ่านภาษาอังกฤษไว้ครึ่งเล่ม แล้วก็ค้างไว้ แต่พอเห็นมีแปลไทยก็คิดว่า เอาใหม่ ซื้อมาอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกที

กว่าจะจบนานทีเดียวครับ สำหรับผม ต้องใช้เวลาอ่านเงียบ ๆ คนเดียว แบบมีสมาธิสุด ๆ ถึงจะพอเข้าใจ ดังนั้นเล่มนี้จึงกลายเป็นหนังสือที่วางไว้หัวนอนอย่างเดียวเลยครับ

อ่านเสร็จแล้ว ตอนแรกก็ยังลังเลว่าจะเขียน Review ดีไหม เพราะก็คงเขียนยากอีกเหมือนกัน แต่เอาล่ะ คิดว่าถ้าเขียนแล้วอาจจะเป็นประโยชน์เลยมาเขียน

ก็คงเขียนตามชื่อหนังสือนี่แหละครับ 12 กฏที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เริ่มไปทีละข้อเลยละกันครับ

1. ยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง

กฏข้อนี้จะเป็นการแนะนำให้เราทำท่าทางที่แสดงความมั่นใจในตัวเอง เพราะยิ่งเรามั่นใจ คนอื่นก็จะเคารพเรา แต่ในทางกลับกัน ยิ่งเราทำตัวแบบไม่มั่นใจ คนอื่นก็จะทำกับเราเหมือนกับที่เราด้อยกว่า ซึ่งสิ่งนี้เราพบได้ในสัตว์หลากหลายประเภท เช่น Lobster สรุปว่าทำตัวให้มั่นใจเข้าไว้ แล้วเราจะประสบความสำเร็จเอง

2. ดูแลตัวเองให้ดี เหมือนเวลาที่ดูแลคนอื่น

ก่อนที่เราจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการดูแลตัวเองให้ดีก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราจะทำกลับกัน คือเรามักจะ Care คนอื่นและดูแลคนอื่นมากกว่าจะมาดูแลตัวเอง

3. คบหาคนที่อยากให้คุณได้ดี

หลายครั้งเราชอบไปคบกับคนที่ด้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าเราจะได้ช่วยเหลือเขา หรือบางทีปัญหาของเขามันทำให้ปัญหาของเราเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การที่เราไปคบกับคนที่มีปัญหามาก ๆ ก็มักจะดึงเราให้ตกต่ำไปด้วย บางทีเราอาจจะต้องรู้จักปฏิเสธ และเลือกคบกับคนที่อยากให้เราได้ดี

4. เปรียบเทียบตัวคุณกับคนที่คุณเป็นในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเป็นในวันนี้

เรามักจะชอบเป็นนักวิจารณ์ภายใน คือเราชอบวิจารณ์ตัวเราเอง ชอบเปรียบเทียบเรากับคนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ ซึ่งมักจะทำให้เราไม่มีความสุข คนที่เราควรเปรียบเทียบคือตัวเราในอดีต เพียงแค่ถามตัวเองว่าตัวเราในวันนี้ ดีกว่าตัวเราในเมื่อวานมากแค่ไหนก็พอแล้ว

5. อย่าให้ลูกของคุณทำสิ่งใดที่จะทำให้คุณไม่ชอบพวกเขา

พ่อแม่ควรสอนลูก ๆ ให้วินัยกับลูก ๆ เพื่อให้เขาทราบว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่เราก็ควรใช้การบังคับให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ออกกฏมาเยอะแยะเต็มไปหมด และอีกประการคือทั้งพ่อและแม่ควรช่วยกันเลี้ยงลูก

6. ดูแลบ้านของคุณให้เรียบร้อยก่อนที่จะวิจารณ์โลก

ก่อนที่เราจะไปรู้สึกแย่กับสังคมและอยากจะปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้น เราลองมา Focus กับชีวิตเรากันก่อนดีกว่า ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทำให้บ้านของเราให้เรียบร้อย ก่อนที่เราจะไปคิดเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลก

7. ทำสิ่งที่มีความหมาย (ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายทันใจ)

หลายคนมักจะหาความสุขที่ง่าย ๆ ทันใจ โดยไม่ได้สนใจถึงผลระยะยาว แทนที่เราจะทำเช่นนั้น ให้เราเลือกทำสิ่งที่มีความหมายจะดีกว่า

8. พูดความจริงหรืออย่างน้อยก็ไม่โกหก

การโกหกไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย และถ้าเราเริ่มต้นโกหกกับสิ่งเล็ก ๆ ต่อไปจะนำไปสู่การโกหกใหญ่ ๆ ได้ และการโกหกใหญ่ ๆ นี้เองที่จะทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ให้เราพูดความจริงหรืออย่างน้อยก็ไม่โกหกจะดีกว่า

9. สงสัยไว้ก่อนว่าคนที่คุณกำลังฟัง อาจรู้บางสิ่งที่คุณไม่รู้

การคิดนั้นคือการที่เราแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นนั้นด้วยตัวเราเองพร้อม ๆ กัน การรับฟังตัวเราเองและรับฟังคนอื่นจะเป็นการเพิ่มภูมิปัญญาของตัวเรา ไม่ให้จำกัดอยู่กับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว และเป็นการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง

10. พูดอะไรให้ชัดเจน

เราควรพูดให้ตรงกับความตั้งใจเรา ทำตามในสิ่งที่เราพูด ถ้ามีอะไรผิดพลาดให้พูดออกมาให้ชัด และพยายามแก้ไขสิ่งนั้น การทำแบบนี้จะทำให้เราค้นพบความหมายในชีวิต

11. อย่าไปยุ่งเวลาที่เด็ก ๆ กำลังเล่นสเกตบอร์ด

บางทีเราอาจจะต้องทำอะไรที่มีความเสี่ยงบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้และพัฒนา ถ้าเราไม่ยอมทำอะไรที่เสี่ยงเลย หรือไม่ยอมให้คนที่เราดูแลไปทำอะไรเสี่ยงบ้าง เราก็จะไม่ได้เรียนรู้และพัฒนา

12. หยุดเพื่อลูบแมวที่คุณพบเจอตามถนนบ้าง

ในชีวิตเรา อาจจะต้องมีความลำบากหรือเจออุปสรรคบ้าง แต่อย่าไปจดจ่อกับสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา ในแต่ละวันเราอาจจะมี Moment เล็ก ๆ ที่อาจจะสร้างความสุขกับเราได้เช่นกัน ลองหัวเราะกับสิ่งที่ไร้สาระในชีวิตบ้างก็ได้

เอาล่ะครับ นี่คือกฏ 12 ข้อที่ผมพยายามถอดบทเรียนมาจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าได้ไปอ่านจริง ๆ จะพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่ากฏเหล่านี้แบบตรงไปตรงมา แต่จะมีเรื่องราวหลาย ๆ อย่างที่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบ หรืออาจจะเลยไปจนบางครั้งอ่านแล้วอาจจะงง ๆ อยู่บ้างว่าเล่าเรื่องนี้ทำไม แต่สำหรับนักอ่านแบบ Hard Core หน่อย แบบที่ชอบอ่านแล้วตีความเอง อาจจะชอบหนังสือเล่มนี้มาก ๆ ก็ได้ครับ

เอาเป็นว่า ลองไปหาอ่านกันดูได้นะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

52 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ The Art of the Good Life

เป็นหนังสือที่ให้ข้อคิดดี ๆ ผมสรุปมาได้ 52 ข้อ ลองอ่านกันนะครับ

  1. อย่ามาเสียเวลารำคาญใจกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
  2. ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบก่อนค่อยเริ่ม
  3. อย่าสร้าง “ข้อยกเว้น” ขึ้นมาสำหรับสิ่งสำคัญที่เราอยากทำให้สำเร็จ เราต้องทำเต็มที่ 100%
  4. ความจริงอาจจะเจ็บปวด แต่เราต้องยอมรับมัน
  5. บางทีเทคโนโลยีอาจจะทำให้ Productivity เราลดลง
  6. การมีชีวิตที่ดี ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้ว่าอะไรมันไม่ดีสำหรับเรา และเราต้องหลีกเลี่ยงที่จะทำมัน
  7. จงอ่อนน้อมถ่อมตน ความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับเรา มักจะไม่ใช่มาจากตัวเราแต่เพียงอย่างเดียว
  8. เอาใจใส่ในอารมณ์ของคนอื่นให้มาก แต่ให้ระวังอารมณ์ของตัวเราเอง
  9. บางทีการทำหรือพูดในทุกสิ่งที่คิดก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป
  10. รู้จักปฏิเสธ
  11. เลิกคิดเล็กคิดน้อย
  12. ใช้เงินซื้อประสบการณ์ที่ดีจะดีกว่าใช้เงินซื้อของ
  13. เมื่อเรามีเงินพอแล้ว เงินที่มากขึ้นไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น
  14. ทำให้สิ่งที่เราเชี่ยวชาญแต่เพียงอย่างเดียวดีกว่าทำในสิ่งที่เราทำได้ไม่ดีหลาย ๆ อย่าง
  15. ทำในสิ่งที่เราเก่งให้นานพอ
  16. ทำในสิ่งที่เราทำได้ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้
  17. ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความสุขที่จะได้จากการยอมรับจากคนอื่น
  18. เราเปลี่ยนตัวเองได้ แต่เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้
  19. ตั้งเป้าหมายชีวิตให้เหมาะสม
  20. มีความสุขกับปัจจุบัน
  21. ไปเที่ยวให้ซึมซับประสบการณ์จริง แทนที่จะเอาแต่ถ่ายรูป
  22. เรื่องราวจริง ๆ มักจะซับซ้อนกว่าสิ่งที่เราเข้าใจเสมอ
  23. บางช่วงเราอาจจะรู้สึกแย่ ๆ กับชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะแย่ไปทั้งหมด
  24. เลิกมัวแต่สงสารตัวเองกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วในอดีต
  25. ความสุขกับความหมายของชีวิตอาจจะไม่สิ่งเดียวกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องเลือก
  26. จงยอมรับว่า บางครั้งเราต้องยึดถือหลักการชีวิตของเรา ถึงแม้มันอาจจะต้องทำให้บางคนไม่ถูกใจนัก
  27. พยายามยึดหลักการดำเนินชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
  28. อย่าแลกหลักการชีวิตเรากับเงิน
  29. ถ้ากังวลเรื่องอะไร ให้เขียนเรื่องนั้นลงในกระดาษ
  30. ความเห็นในแต่ละเรื่องของเรามักจะเป็นความเห็นที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร
  31. ความสุขของเราไม่ได้อยู่ที่รถคันสวย หรือ เงินที่เรามี แต่อยู่กับความคิดของเราต่างหาก
  32. จะมีคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเราเสมอ เลิกอิจฉา แล้วเราจะมีความสุข
  33. การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามักจะง่ายกว่าการเกิดปัญหาแล้วต้องมานั่งแก้ไขเสมอ
  34. อย่ารู้สึกแย่ ในการทำงานของเราเอง แทนที่จะกอบกู้โลก เพราะว่างานส่วนใหญ่ที่เราทำนั้นมีประโยชน์ต่อโลกเช่นกัน
  35. เราจะได้ในสิ่งที่เรา Focus
  36. อ่านหนังสือให้น้อยลง แต่ให้อ่าน 2 รอบ
  37. ยิ่งเรารู้ตัวเองว่าเราไม่เข้าใจโลกเร็วเท่าไร เราก็จะยิ่งเข้าใจโลกได้เร็วเท่านั้น
  38. ลองคิดสิ่งที่เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับคน ๆ หนึ่ง แล้วคิดถึงชีวิตเรา เราจะรู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้ว
  39. คิดให้เยอะก่อนจะทำอะไร แต่อย่าคิดเยอะเกินไป
  40. ลองคิดว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะทำอย่างไร
  41. ส่วนใหญ่เราให้ Credit กับ “ผู้ยิ่งใหญ่” มากจนเกินไป
  42. อย่าคิดว่าคนจะจำเราได้ตลอดไป เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น
  43. โลกไม่ได้ยุติธรรม
  44. การเลียนแบบคนที่สำเร็จไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าเราจะสำเร็จเสมอไป
  45. ไม่ต้องเก่งทุกเรื่อง เก่งบางเรื่อง แต่เก่งให้มาก ๆ
  46. พยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ทั้งเราและคู่แข่งเราไม่มีใครจะชนะได้เลย
  47. พยายามคบคนนอกวงการให้มากขึ้น ถ้าอยากได้ความคิดใหม่ ๆ
  48. ตอนเด็ก ๆ ให้ทดลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่พออายุมากขึ้นเราควร Focus เฉพาะทาง
  49. ยิ่งเราคาดหวังไว้น้อยเท่าไร เรายิ่งมีความสุขได้ง่ายเท่านั้น
  50. แยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ธรรมดา กับ สิ่งที่ดีเลิศ เลือกเฉพาะสิ่งที่ดีเลิศ
  51. ยิ่งเราให้ความสำคัญในตัวเองน้อยลงเท่าไร เรายิ่งมีชีวิตที่ดีขึ้นมากเท่านั้น
  52. ความสำเร็จอยู่ในจิตใจเราเอง เรื่องอะไรที่จะต้องไปไขว่คว้าหาสิ่งภายนอก เพื่อทำให้เรารู้สึกสำเร็จ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

12 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มีเหตุผลของมันเสมอ

เล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่ผมได้รับมาพร้อมกับลายเซ็นจากผู้เขียนคือคุณวินนี่ และก็ต้องบอกว่าอดไม่ได้ที่อยากจะมาเขียนสรุปข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อคิดที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงก็ตาม แต่ผมคิดว่าหลายข้อ เราสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตเราได้เช่นกัน

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. ยิ่งเราตั้งเงื่อนไขยากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขยากเท่านั้น

2. สิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากที่สุดคือความเสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรบางอย่าง หรือ ไม่ยอมทำมันอย่างเต็มที่

3. ถ้าลองวิธีเดิมแล้วใช้ไม่ได้ ก็ลองใช้วิธีใหม่ดู และถ้าได้มาแล้ว ก็ดูแลดี ๆ อย่าให้หายไป

4. ระยะเวลาและระยะทางจะช่วยกรองคนที่เหมาะสมให้กับเรา ถ้าเราเสียใครสักคนไปเนื่องจากเหตุผล 2 สิ่งนี้ แสดงว่าเขาไม่ได้เหมาะสมกับเราหรอก

5. การเผื่อใจคือการสร้างความปลอดภัยในความรู้สึก

6. ความเชื่อใจมันยากกว่าจะได้มา แต่จะยากขึ้นไปอีกเมื่อเสียมันไป และจะนำกลับมาอีกครั้ง

7. วันที่ลืมได้ ไม่มีอยู่จริงหรอก มีแต่วันที่เรายอมรับได้และไม่คาดหวังแล้ว

8. อย่าไปไขว่คว้าหาคนที่ดีที่สุด เราหาคนที่เหมาะสมกับเราที่สุดก็พอแล้ว

9. หลง = ช่วงเวลาหนึ่ง รัก = ตลอดไป

10. ถ้าจะรักใคร ถามตัวเองว่า รักเขามากพอที่จะยอมรับข้อเสียเขาได้หรือเปล่า

11. จะทำอะไรสักอย่าง ต้องศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจ

12. คุณค่าของตัวเรา ถูกกำหนดด้วยตัวเราเอง

ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านง่าย และได้ข้อคิดหลาย ๆ อย่างครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

21 ข้อคิดที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ หลักคิดที่คนญี่ปุ่นพกไปทำงานทุกวัน

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ขอเรียนตรง ๆ ว่า ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออ่านเลย แต่เป็นธรรมเนียมที่เวลาผมได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ผมมักจะชอบไปเดินร้านหนังสือ ทั้ง ๆ ที่ที่จริงก็ติดหนังสือไปอ่านนะครับ แต่บอกตรง ๆ ว่าอดไม่ได้

และส่วนใหญ่ก็มักจะไปซื้อหนังสือภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน แต่คราวนี้รู้สึกว่า ยังมีหนังสือภาษาอังกฤษอีกเยอะที่ผมยังไม่ได้อ่าน เลยแวะร้านหนังสือไทยบ้างดีกว่า แล้วก็ไปเจอเล่มนี้ เห็นว่าเล่มเล็ก ๆ น่าจะอ่านง่ายเลยซื้อมาครับ

แต่พออ่านแล้ว ได้ idea ดี ๆ หลายอย่างครับ เลยขอนำมาฝากเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ

1. เราควรใช้ชีวิตแบบ ABC โดย A มาจากคำว่า Atarimae (อะตะริมะเอะ) หมายถึงเรื่องธรรมดา B มาจากคำว่า Baka ni naru (บะกะนินะรุ) หมายถึงทุ่มสุดตัว และ C มาจากคำว่า Chanto suru (ชันโตะสุรุ) หมายถึงทำให้ดีที่ดี่สุด ดังนั้น ABC จึงมีความหมายรวมว่า การทุ่มสุดตัวทำเรื่องธรรมดาให้ดีที่สุด

2. ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะดีหรือร้าย ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่ว่าเราคิดอย่างไรกับสิ่งนั้น

3. ความสำเร็จและความสุขคือรางวัลตอบแทนจากการที่เราทำให้คนอื่นมีความสุข

4. เราควรคิดว่าเราทำได้ และพยายามทำให้ความเป็นจริงเข้าใกล้ความเป็นอุดมคติมากที่สุด

5. หากเราไม่ยอมลงมือทำ เราจะเอาแต่คิดแล้วก็กลัว ให้เราเริ่มลงมือทำ มันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างเกิดขึ้น

6. มนุษย์ไม่ต้องการเหตุผล แต่ต้องการความรู้สึกประทับใจ

7. หากเรามัวมองแต่ข้อเสียของคนอื่น สุดท้ายสิ่งนี้แหละจะกลายเป็นข้อเสียของเราเอง

8. เรามีเวลาอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้เวลามากกับสิ่งที่เราไม่ถนัด

9. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดที่จะเรียนรู้

10. ถ้าอยากรู้ตัวเองว่า ตอนนี้ทำงานที่ตัวเองชอบแล้วหรือยัง ให้ตอบคำถามนี้ “ถ้าเกิดใหม่อีกครั้ง เรายังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่”

11. ความสุขสูงสุดของชีวิต คือ การเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้

12. ถ้าเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ เราก็จะใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แบบไร้ทิศทาง และก็ไม่ไปไหนสักที

13. ระหว่างที่เรากำลังลงมือทำสิ่งที่เรามีเป้าหมายอยู่ เราจะดูเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างมากทีเดียว

14. เวลาทำงานหรือดำเนินชีวิต ให้มองรายละเอียดเหมือนการใช้กล้องจุลทรรศน์ และให้มองภาพรวมเหมือนกับการใช้กล้องส่องทางไกล

15. ทฤษฏีเปรียบเหมือนตัวอัญมณี การปฏิบัติเปรียบเหมือนการเจียรนัย เราต้องมีทั้งทฤษฏีและการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน

16. ในช่วงเวลาดี ๆ ของเรา ให้นึกถึงช่วงเวลาแย่ ๆ ที่เราผ่านมา จะได้ระมัดระวัง ในช่วงเวลาแย่ ๆ ก็อย่ายอมแพ้ ให้มองถึงอนาคต และก้าวเดินต่อไป

17. คนที่ทบทวนตัวเองปีละครั้ง กับ คนที่ทบทวนตัวเองทุก ๆ วัน จะแตกต่างกันอย่างมาก

18. เราไม่ควรจะชินชากับความรู้สึกว่าเราไม่มีทางเลือก เราต้องทำสิ่งนั้น ต้องเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถหลุดพ้นจากสภาวะแบบนั้นได้

19. เตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ เมื่อโอกาสมา เราก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่

20. ความคิดและพฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถติดต่อกันได้

21. เราล้มเหลวได้ แต่อย่าล้มเหลวซ้ำเรื่องเดิม เราต้องเรียนรู้

เป็น 21 ข้อที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ เผื่อเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

5 เทคนิคที่ทำให้เรา Productive

ผมว่าหัวข้อทำนองนี้ พูดกันได้ไม่รู้จักเบื่อ เพราะไม่ว่าใครก็มักจะอยากที่จะ Productive กันทั้งนั้น

แต่ก่อนที่เราจะ Productive เรามาให้ความหมายกันก่อนดีไหมครับ เพราะถ้าคำเดียวกัน แต่พูดกันคนละเรื่อง วิธีการที่จะนำไปถึงจุดหมายมันก็ย่อมต่างกัน

แล้วก็มาบอกว่า ทำแล้วไม่เห็นจะ work เลย ก็แน่สิครับ เพราะนิยามของ Productive มันต่างกัน

คราวนี้ แล้วใครจะเป็นคนตัดสินล่ะว่านิยามใครผิด ใครถูก สำหรับผม ผมว่าไม่มีนิยามกลางที่ใช้ได้กับทุกคนหรอกครับ ตัวเรานั่นแหละเป็นคนบอก

ถ้าถามผม คำว่า Productive ของผม ไม่ใช่การทำอะไรให้ได้ “มาก ๆ ” ในเวลาน้อย ๆ แต่เป็นการทำอะไรก็ตามที่มี Impact สูง ๆ ครับ

ดังนั้นเพื่อให้ได้สิ่งนี้ เทคนิคที่ผมใช้มีดังนี้ครับ

1. เลือกงานที่จะทำ

ถ้าผมจะต้องเลือกเพียงแค่เทคนิคเดียวที่จะส่งผลมากที่สุดในการเพิ่ม Productivity ของเรา ผมจะเลือกข้อนี้ครับ เพราะถ้าเราไม่หยุดยั้ง ใครให้ทำอะไร Say Yes หมด สุดท้าย จะใช้เทคนิคไหนมันก็ไม่ work หรอกครับ เพราะว่าเรามีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น

ก่อนที่เราจะมาจัดการเวลาของเรา เราควรถามก่อนว่า งานที่ต้องทำที่ทำให้เรามาต้องจัดการเวลาน่ะ มันเป็นงานที่เราควรทำไหม ถ้าคำตอบคือไม่ อย่าใส่งานนั้นเข้ามาใน Schedule เราตั้งแต่แรกเลยครับ

บางคนอาจจะถามว่า แต่หัวหน้าสั่งมา ไม่ทำได้อย่างไร อยากให้ลองแบบนี้ครับ ไปคุยเลยครับว่า เราไม่ได้ถนัดเรื่องนี้ จะดีกว่าถ้าให้คนอื่นทำ แต่แน่นอนเราก็ต้องบอกเขาด้วยนะครับ ว่าเราถนัดอะไร จะบอกว่า ไม่ถนัดเลย ถนัดแต่รับเงินเดือนอย่างเดียว อันนี้ก็คงอยู่ในองค์กรต่อไปไม่ได้

2. จัดลำดับความสำคัญ

จริง ๆ ข้อนี้ แทบจะไม่อยากเขียน เพราะคิดว่าคนส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้ว แต่เชื่อไหมครับ ทั้ง ๆ ที่รู้กันนี่แหละ แต่ดันไม่ค่อยมีคนทำ

สำหรับผม ผมใช้ OKRs (Objective and Key Results) มาเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตครับ เราต้องทำงานเยอะแยะมากมาย แต่เราอาจจะไม่ค่อยได้ถามตัวเองว่า “อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องทำให้เสร็จให้ได้” และคำตอบนี้จะตอบได้ เราก็ต้องมีเป้าหมายระยะยาวของชีวิตก่อน

เจอเป้าหมายระยะยาว การสร้างเป้าหมายระยะสั้นมันก็ง่าย คราวนี้การจัดการเวลาก็ทำตามสิ่งที่สำคัญ แค่นี้เองครับ

3. สร้าง Deadline หรือ Commitment ให้ชัดเจน

เคยสังเกตไหมครับ คำว่า “จะทำ” มักจะลงเอยที่เราไม่ได้ทำ เรา “จะวิ่ง” เรา “จะออกกำลังกาย” แบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อย work ครับ

คำแนะนำผมคือ เติม Deadline เข้าไป ใส่ไว้ในตารางเลย แทนที่เราจะคิดว่า เรา “จะวิ่ง” ใส่ไปในตารางเลยครับ ว่า 7-8 น. วิ่ง แบบนี้มันมีโอกาสเกิดขึ้นง่ายกว่า

จะให้ดีกว่านี้คือนัดคนอื่นมาวิ่งด้วยเลยครับ 7 โมงเจอกันที่สวนสาธารณะ แบบนี้คือการสร้าง Commitment ไว้ล่วงหน้า โอกาสพลาดก็จะน้อยไปอีก

4. แบ่งงานให้คนอื่นทำ

หลายคนที่ยุ่ง เป็นเพราะว่าเราไม่ไว้ใจคนอื่น เรากลัวคนอื่นจะทำได้ไม่ดีเท่าไร หรือแม้กระทั่งว่าเราเสียดายเงิน ผมก็เคยเป็นแบบนี้ครับ แต่สุดท้ายถ้าเราไม่เชื่อใจคนอื่นเลย คนที่หนักสุดคือเรา และเราก็ไม่มีทางทำงานที่มี Impact เสร็จได้ง่าย ๆ (หรืออาจจะไม่เสร็จเลย)

แน่นอนครับ ใหม่ ๆ คนที่เราให้เขาทำงานแทนในบางงานนั้น เขาอาจจะไม่เก่ง แต่ถ้าเราไม่เคยให้เขาทำเลย เขาจะเก่งได้อย่างไรใช่ไหมครับ

หรือในอีกกรณีหนึ่ง บางทีมีคนที่เขาเก่งกว่าเรา เราทำเองใช้เวลา 8 ชั่วโมง เขาใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว อย่างนี้ ให้เขาทำจะดีกว่าเยอะครับ อย่าไปคิดประหยัดเงินมาก ดูดี ๆ นะครับ ว่าเงินที่ประหยัดได้ เทียบกับเวลาที่เราต้องเสียไป ในหลายกรณีเรียกว่า คุ้มมาก ๆ ที่จะจ้างเขาทำนะครับ

5. อย่าหยุดเรียนรู้ 

หลายคนมักจะบอกว่า “จะเอาเวลาที่ไหนมาเรียนรู้ งานที่ทำก็ยังจะไม่ทันอยู่แล้ว” แต่ผมมองกลับกันว่า ก็ที่ทำงานไม่ทันนี่แหละมันแปลว่า เราอาจจะเรียนรู้ได้ไม่เยอะพอก็ได้

การเรียนรู้สำหรับผมมันคือการลงทุนครับ ถ้าเรายอมเหนื่อยเรียนรู้เพิ่มเติม บางทีงานที่เราเคยใช้เวลาทำ 5 ชั่วโมง เราอาจจะทำเสร็จภายใน 1 ชั่วโมงก็ได้ แบบนี้คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มอีก

เพียงแต่อย่าสักแต่ว่าเรียน เรียนไปเรื่อยเปื่อย ลองดูว่าเราต้องการใช้ทักษะอะไร แล้วเลือกเรียนสิ่งนี้ รับประกันได้ว่ามันคุ้มค่าแน่ ๆ ครับ

คำถามสุดท้ายคือ แล้วถ้าทำแล้วมัน work เราจะเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรดี

คำตอบคงแล้วแต่คน แต่สำหรับผมคือ ผมจะเอาเวลาไปให้กับครอบครัวครับ ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (จำไม่ได้แล้วว่าเล่มไหน) เขาบอกว่าเขาไม่เคยเห็นคนแก่บ่นเลยว่า ตอนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ฉันน่าจะทำงานให้มากกว่านี้ เขาเคยได้ยินแต่คนบ่นว่า น่าจะใช้เวลากับครอบครัว หรือ เพื่อน ๆ ให้มากกว่านี้

งานน่ะ ผมว่าใครก็ทำแทนเราได้ แต่ความเป็น “พ่อ” “แม่” หรือ “ลูก” ไม่มีใครในโลกนี้ทำหน้าที่นี้ดีได้เท่าเราอีกแล้วนะครับ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

8 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Everything is F*cked

ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ซื้อมาโดยดูแค่ชื่อคนแต่ง สารบัญยังแทบไม่ได้เปิดเลย เพราะชอบตั้งแต่เล่มแรกที่เขาเขียนคือ The Subtle Art of Not Giving a F*cked

อ่านแล้ว ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าเล่มนี้อ่านยากกว่าเล่มแรก แต่มันได้ความคิดที่น่าสนใจหลาย ๆ ข้อทีเดียว มาอ่านกันเลยครับว่าผมได้ความคิดเรื่องอะไรบ้าง

1. มันไม่มีหรอก “สิ่งสำคัญของชีวิต” น่ะ คือเราไปให้ความหมายกับสิ่งที่เราคิดว่ามันสำคัญ แต่จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้มีความสำคัญด้วยตัวของมันเองหรอก เพราะ “ความสำคัญ” มันคือความคิดของเราเอง ดังนั้นสรุปง่าย ๆ คือตัวเราน่ะ ไม่มีความหมายอะไรหรอก และมันก็ไม่ใช่สิ่งผิดปกติด้วย

2. การที่เราบอกตัวเองว่า “เราสำคัญ” เป็นสิ่งที่โกหก และความหวังไม่สามารถสร้างจากการโกหกได้ ดังนั้นถ้าเราอยากมีความหวังที่แท้จริง เราต้องยอมรับก่อนว่า ตัวเราน่ะไม่ได้สำคัญอะไรเลย นั่นแหละเราถึงจะมีความหวัง

3. มีใครหลาย ๆ คนบอกว่า ตอนนี้ “ดีขึ้น” กว่าในอดีตตั้งเยอะ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ อย่างน้อยก็เรื่องของ ความซึมเศร้า หรือ ความโดดเดี่ยว ที่เกิดขึ้นในสังคมเราในปัจจุบัน

4. ถ้าเราอยากสร้างหรืออยากมี “ความหวัง” เราต้องมี 3 อย่าง ได้แก่ 1) ความรู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตเราได้ 2) ความเชื่อของคุณค่าของบางสิ่งที่มันคุ้มที่เราจะไขว่คว้า และ 3) สังคมที่มีคนอื่นที่เชื่อเหมือนกับเราเชื่อ

5. อย่าพยายามไปเปลี่ยนตัวเอง เหมือนกับที่หนังสือพวกพัฒนาตัวเองชอบบอก เพราะยิ่งเราพยายามมาก แล้วเราล้มเหลว เราก็จะยิ่งเจ็บปวด

6. ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้น อย่าพยายามไปกำจัดมัน ยิ่งเราไปกำจัดความเจ็บปวดออก ตัวเรานี่แหละจะไปหาความเจ็บปวดอันใหม่เข้ามาแทน อย่าไปคิดว่า “เราต้องมีความสุขตลอดเวลา”

7. แทนที่เราจะมานั่งจินตนาการว่า “เรารวย” เหมือนที่หนังสือหลาย ๆ เล่มบอก ให้เราจินตนาการว่า “เราไม่รวย และ เราก็ไม่เห็นเป็นอะไร” จะดีกว่า

8. ถ้าอยากจะสร้างลัทธิของตัวเองขึ้นมา เราทำได้ง่าย ๆ คือ “ขายความหวัง ให้กับคนที่หมดหวัง” (อันนี้คือคนเขียนออกแนวประชดประชันมากกว่าจะเป็นคำแนะนำ)

สำหรับความเห็นของผม หนังสือเล่มนี้อ่านไม่ง่าย ต้องคิดตามตลอด มีความเห็นด้วยบ้าง ขัดแย้งบ้าง แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หากมีเวลานั่งอ่านเงียบ ๆ เพราะต้องใช้สมาธิเยอะพอสมควรครับ แต่เป็นหนังสือที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/