5 วิธีในการจัดการหนังสือที่เรา “ดองไว้”

ผมเชื่อว่าหลายคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะมีอารมณ์เดียวกัน…

คือชอบซื้อหนังสือ แล้วเอากลับมาบ้าน แล้วก็ตั้งทิ้งไว้เฉย ๆ … และเมื่องานสัปดาห์หนังสือมาอีก ก็ไปขนหนังสือกองใหม่มาอีก โดยไม่เกรงใจกองหนังสือเดิมที่เคยตั้งไว้… หรือถ้ามีโอกาสไปเดินร้านหนังสือก็ยังไปซื้อมาตลอด… สุดท้ายก็จะมีแต่กองหนังสือเต็มไปหมดที่บ้าน

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ วันนี้เลยอยากชวนมาจัดการหนังสือเหล่านี้กันครับ ขอเขียนไล่ไปทีละ Step เลยละกันครับ

1. รวบรวมหนังสือที่ดองไว้ทั้งหมดในที่เดียวกัน

ทำไมต้องรวบรวม แนวคิดนี้ คล้าย ๆ กับแนวคิดในการจัดการหนี้สินครับ ก่อนเราจะจัดการอะไร เราต้องทราบก่อนว่าปัญหาที่เราเจอมันใหญ่แค่ไหน

หนังสือก็เช่นกันครับ อย่างแรกต้องทราบก่อนว่า เรามีหนังสือทั้งหมดกี่เล่มที่เราดองไว้ อย่างที่ผมทำ (ดูตามรูป) ผมมีหนังสือร้อยกว่าเล่มที่ซื้อมาแล้วยังไม่มีเวลาได้อ่าน ขนาดที่ผมคิดว่าผมเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปแล้ว (อ่านเกือบ 200 เล่มต่อปี) แต่ก็ยังมีหนังสือกองไว้ขนาดมหึมาทีเดียว เรียกว่ากองนี้ น่าจะใช้เวลาเป็นปีในการอ่านจบทุกเล่ม

การที่เรารวบรวมไว้ที่เดียวกันอย่างนี้ มีข้อดี 2 ประการคือ 1) มันเป็นการทำให้เราตระหนักรู้ว่า ตอนนี้หนังสือเรามีเยอะแยะเลยนะ ถ้าเราไปร้านหนังสือ ภาพนี้มันจะปรากฏชัด (ผมใช้แล้วได้ผล) ทำให้เราต้องคิดเยอะหน่อยก่อนที่จะซื้อเล่มใหม่มา และ 2) เวลาเห็นหนังสือชัด ๆ แบบนี้ มันมีโอกาสทำให้เราหยิบมาอ่านได้มากขึ้น

2. คิดดี ๆ ก่อนซื้อหนังสือใหม่

ตามหลักการถ้าเราอยากจะ Clear กองหนังสือที่ดองไว้ Input มันต้องน้อยกว่า Output คราวนี้ลองใช้อัตราการอ่านของแต่ละท่านดูครับ อย่างผม ผมอ่านได้สัปดาห์ละ 3-4 เล่ม ดังนั้นกฏของผมคือ ผมจะพยายามไม่ซื้อหนังสือใหม่เข้ามาเกินสัปดาห์ละ 3-4 เล่ม เพราะถ้าเกินกว่านั้น เราไม่มีทางอ่านทันแน่นอนครับ เพราะการซื้อหนังสือมันใช้เวลาน้อยกว่าการอ่านหนังสือมาก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามซื้อหนังสือใหม่เลยนะครับ ถ้ามีเล่มที่ชอบจริง ๆ ก็ซื้อได้ แต่ก่อนซื้อถามตัวเองให้ดีก่อนละกันครับว่า หนังสือเล่มนั้นมันน่าสนใจกว่าหนังสือเล่มที่วางอยู่ในกองที่บ้านหรือเปล่า เพราะที่กองอยู่ยังไม่ได้อ่านเลย จินตนาการเลยว่า ถ้าซื้อมาก็คงวางในกองหนังสือนั้นให้มันสูงขึ้นเท่านั้นเอง

3. จัดการหนังสือที่คิดว่าคงไม่อ่านแน่ ๆ แล้ว

เอาล่ะครับ คราวนี้กลับมาที่กองหนังสือที่เราอยากจะ Clear หยิบไล่ทีละเล่มเลยครับว่า หนังสือเล่มนั้น ๆ เรายังอยากที่จะอ่านอยู่หรือเปล่า

ใช่ครับ คือถ้าเราไม่อยากอ่านเลย เราคงไม่ซื้อหนังสือเล่มนั้นมาหรอกใช่ไหมครับ แต่อย่าลืมว่านั่นมันอาจจะนานมาแล้ว สถานการณ์เปลี่ยนไป ความสนใจเราก็อาจจะเปลี่ยนไป เวลาผมทำหนังสือชุดแรกที่ผมจะจัดการให้ออกไปจากกองนี้คือ หนังสือที่ซื้อมาซ้ำ (เชื่อไหมครับว่ามีหลายเล่มด้วย) หรือ หนังสือที่ตอนนี้เราไม่สนใจเท่าเดิมแล้ว เช่นแต่ก่อนท่านอาจจะสนใจเรื่องหุ้นมาก ซื้อมาเยอะแยะ แต่ตอนนี้ท่านเลิกสนใจแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

คราวนี้จะจัดการอย่างไร…

อันนี้ทำได้ตามสะดวกเลยครับ จะนำหนังสือไปบริจาค จะนำไปขาย จะนำไปให้คนที่รัก ยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่อะไรแบบนี้ การให้หนังสือ (ที่ส่วนใหญ่ใหม่เอี่ยม เพราะยังไม่ได้อ่านเลย) อาจจะเป็นหนึ่งในทางเลือกของของขวัญที่น่าสนใจนะครับ และหนังสือที่เราไม่ได้อ่านอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนรับหนังสือนั้น ๆ ด้วยครับ

สำหรับผม ผมมักจะเอาหนังสือไปทำโครงการหนังสือเพื่อการทำบุญ คือไปเปิดประมูล แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายไปบริจาคให้ผู้ป่วยยากไร้น่ะครับ

4. ตั้งเป้าหมายในการอ่านหนังสือที่เหลือ

เอาล่ะครับ ถ้าเราทำทั้ง 3 ขั้นตอนแรกแล้ว ผม Assume ว่าตอนนี้เราคงมีแต่หนังสือที่เรา “อยาก” อ่านจริง ๆ แล้วนะครับ ให้เริ่มต้นทำแบบนี้ครับ คือ สมมุติว่าเรามีหนังสือเหลืออยู่สัก 100 เล่ม (เอาตัวอย่างส่วนตัวของผมเลย) ผมเป็นคนอ่านหนังสือได้เฉลี่ยสัก 3-4 เล่มต่อสัปดาห์ แปลว่า ถ้าผมจะ Clear กองหนังสือเล่มนี้ อาจจะใช้เวลาสัก 25-30 สัปดาห์ หรือคร่าว ๆ ก็คงสักครึ่งปีได้ อันนี้คือเป้าหมายระยะยาว

จากระยะยาวมาเป็นระยะสั้นลง ผมจะเลือกหยิบหนังสือที่ผมอยากจะอ่านในเดือนนี้แยกออกมาเลยครับ เช่น เดือนนี้ขอสัก 10 เล่มนี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น จริง ๆ ผมได้ทำโครงการ Book Reading Challenge ประจำทุกเดือนไว้ ในกลุ่มที่ผมเรียกว่า Bookoins ลองกดเข้าไป Join และร่วมโครงการกันได้ครับ โครงการนี้ก็คือการตั้งเป้าว่าเดือนนี้จะอ่านเล่มไหนให้จบนี่แหละครับ

จะให้ดีคอย Track ความก้าวหน้าในการอ่านด้วยก็ได้นะครับ อย่างใน Book Reading Challenge ที่เล่าให้ฟัง ผมแนะนำให้ตั้งเป้าหมายเลย แล้ว update ให้บ่อยที่สุด เช่น อยากอ่านเล่มนี้ หนา 300 หน้า ในเดือนนี้ ก็ตกวันละ 10 หน้า แล้วเขียน update ว่าตอนนี้อ่านถึงหน้าไหนแล้ว ทำแบบนี้ เราจะไม่หลุดครับ

5. เลือกอ่านหนังสือที่ชอบที่สุดหรือที่บางที่สุดก่อน

อันนี้เป็นหลักจิตวิทยาครับ สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือ Momentum ในการอ่าน คือถ้าเราเริ่มอ่านจบติด ๆ กันหลาย ๆ เล่ม มันจะเหมือนเครื่อง Start ติดครับ หลังจากนั้นมันจะไปได้เอง

เพราะฉะนั้นผมจึงแนะนำให้เลือกเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดก่อน หรือถ้าไม่มี ก็เลือกเล่มที่บางที่สุด ที่อ่านจบง่าย ๆ ก่อน เพราะถ้าขืนไปเลือกหนังสือแบบ Principles หรือ Sapiens แบบนี้ เราจะท้อก่อน เพราะอ่านเท่าไรมันก็ไม่จบซะที

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และสามารถช่วยท่าน Clear กองหนังสือที่ดองไว้ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

Subscribe Nopadol’s Story Blog ได้ทาง https://www.nopadolstory.com/news/contactus/ หรือ Twitter Nopadol’s Story หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/

 

คุณคือนก Lark นกฮูก หรือ นกประเภทที่ 3 กันแน่

หลายคนคงเคยอ่านบทความประเภทเทคนิคการจัดการเวลามาไม่มากก็น้อย หลายคนก็แนะนำว่า ใช้เวลาช่วงเช้าสิ เป็นเวลาที่สมองปลอดโปร่ง ให้อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งทำงานยาก ๆ ให้เสร็จ แต่หลายคนอาจจะไปลองทำแล้ว เอ ทำไมมันไม่ได้ผลเหมือนกับที่บทความเขียนไว้นะ ตื่นเช้ามา พยายามเขียนหนังสือ เขียนไม่ได้สักตัว แถมหลับอีกต่างหาก 555

ข้อเฉลยมีในบทความนี้ครับ ก็เพราะคนเราไม่เหมือนกันไงครับ

จากหนังสือที่ชื่อว่า When เขียนโดย Daniel Pink เขาแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

1. นก Lark คนกลุ่มนี้นอนเร็วตื่นเช้ามาก ๆ จากงานวิจัยมีประมาณ 14% ที่อยู่ในกลุ่มนี้

2. นกฮูกหรือ Owl คนกลุ่มนี้ นอนดึก ตื่นสายสุด ๆ กลุ่มนี้มีประมาณ 21%

3. นกประเภทที่ 3 หรือเรียกว่า Third Birds อันนี้ก็คือกึ่งกลางระหว่างประเภทที่ 1 และ 2 กลุ่มนี้ใหญ่สุดมีประมาณ 65%

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า เอ แล้วเราอยู่กลุ่มไหนกันแน่ ที่ว่านอนเร็ว คือเร็วแค่ไหน ตื่นเช้า เช้าแค่ไหน คืองี้ครับ เอาแบบคร่าว ๆ ให้คำนวณอย่างนี้ (เอามาจากหนังสือที่ชื่อ When นี่แหละครับ)

1. เราเข้านอนกี่โมง

2. เราตื่นนอนกี่โมง

3. หาเวลากึ่งกลางระหว่างข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2

ถ้าจุดกึ่งกลางอยู่ระหว่างเที่ยงคืนถึงตีสาม เราเป็นนก Lark ครับ ถ้าอยู่ตั้งแต่ตีสามไปจนถึง ประมาณตีห้าครึ่ง เราเป็น Third Birds แต่ถ้าเป็นหลังจากนั้นคือตั้งแต่ตีห้าครึ่งจนถึงเที่ยง เราเป็นนกฮูก หรือ Owl แล้วล่ะครับ

เอาของผมนะครับ ผมเข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 ดังนั้น Midpoint ผมจะอยู่ประมาณตีหนึ่งครึ่ง ผมเป็นประเภท นก Lark ครับ

รู้แล้วยังไง รู้แล้วเราเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้แบบนี้ครับ

สำหรับงานที่ต้องการใช้ทักษะในการวิเคราะห์ต่าง ๆ ถ้าคุณเป็น Lark ให้ทำงานนี้ตอนเช้ามาก ๆ ถ้าคุณเป็น Third Birds ให้ทำช่วงเช้าหรืออาจจะสาย ๆ หน่อย แต่ถ้าเป็น Owl ทำตอนบ่ายกับเย็นจะดีกว่า หรือสำหรับงานที่คุณต้องตัดสินใจ Lark ควรจะทำตอนเช้ามาก Third Birds ทำตอนเช้าถึงสาย ๆ ส่วน Owl เอาไว้ทำตอนบ่ายแก่ ๆ หรือตอนเย็น

หลายคนก็อาจจะคิดในใจว่า อ้าว แต่ผมไม่สามารถควบคุมเวลาได้เองนี่ อย่างเช่น บางทีหัวหน้ามาสั่งให้เราทำงานแบบนี้ในตอนเช้า ทั้ง ๆ ที่เราจะทำงานนี้ตอนเย็นจะดีกว่า แบบนี้ เราจะทำอย่างไร มีข้อแนะนำดังนี้ครับ

1. ให้เรารู้ตัวเอง คือ สมมุติว่าเราเป็น Owl แต่พรุ่งนี้จะต้องมีการประชุมวิเคราะห์ข้อมูลในตอนเช้า ให้เรารู้ก่อนเลยว่า นั่นไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดของเรา แล้วเราก็อาจจะเริ่มเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เย็นวันนี้ เช่น การเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ก่อนประชุมเช้า ก็อาจจะสร้างอารมณ์ให้ดีที่สุด เช่น พูดคุย ทักทายเพื่อนร่วมงาน และระหว่างการประชุมก็อาจจะต้องตั้งใจเป็นพิเศษ อะไรแบบนี้

2. ทำงานให้ถูกเวลา เช่น ถ้าเราเป็น Lark ช่วงเช้า อย่าไปเสียเวลากับการตอบ email พยายามใช้เวลากับงานวิเคราะห์มากที่สุด ถ้าเป็นไปได้บอกกับหัวหน้าว่า เราทำงานแบบนี้ได้ดีกว่าตอนเช้า น่าจะดีกับองค์กรด้วย (หรือไม่ก็ให้หัวหน้าอ่านบทความนี้ 555)

และเนื่องจากคนส่วนใหญ่เป็นพวก Third Birds จากงานวิจัยยังพบอีกว่า คนส่วนใหญ่แล้วคนส่วนใหญ่จะมีอารมณ์ดีในตอนเช้าและจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงประมาณเที่ยง แต่พอเข้าช่วงบ่าย อารมณ์จะลดลง (คืออารมณ์ดีน้อยลง) ไปจนต่ำสุดประมาณสักบ่าย 3 และหลังจากนั้นจะกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง รู้แบบนี้แล้ว เวลาจะไปขออะไรใคร จะไปคุยกับหัวหน้า ลองดูจังหวะดี ๆ ก็แล้วกันนะครับ อ้อ แต่อันนี้สำหรับคนส่วนใหญ่นะครับ ถ้าเขาเป็น Lark กราฟนี้มันจะเลื่อนเร็วขึ้น และถ้าเขาเป็น Owl กราฟนี้มันจะช้าลง (คือบ่ายของ Owl คือเช้าของ Lark นั่นแหละครับ)

ไม่มีเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เราต้องปรับให้ได้ตามประเภทของเรานะครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/