OKRs กับแรงจูงใจภายในในการทำงาน

อย่างที่ทราบครับว่า เราไม่ควรนำเอา OKRs ไปใช้เครื่องมือในการประเมินผลและขึ้นเงินเดือนพนักงาน แต่ทุกครั้งที่ผมไปบรรยายและให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ทีไร ก็จะมีคำถามตามมาทุกครั้งว่าแล้วถ้าไม่เอา OKRs ไปเกี่ยวข้องกับการประเมินผลพนักงาน พนักงานจะอยากทำ OKRs เหรอ เขาจะทำไปเพื่ออะไร ทำไปก็ไม่ได้เงิน

คำตอบของผมที่มักจะตอบคือ รางวัลของการทำ OKRs คือการได้ทำครับ พอตอบแบบนี้หลายคนก็อาจจะส่ายหน้า หรือก็อาจจะคิดแย้งในใจว่าทำเพราะได้ทำเนี่ยนะ งานตอนนี้ก็ล้นมืออยู่แล้ว จะมาเพิ่มงาน แถมไม่ให้เงินเพิ่มอีก ไม่มีใครเขาอยากทำกันหรอก

งั้นเราลองมาทำความเข้าใจกันใหม่ครับว่าแรงจูงใจของคนเรามันมีสองแบบคือแรงจูงใจภายนอกกับแรงจูงใจภายใน แรงจูงใจภายนอกก็อย่างเช่น เงินเดือน โบนัสที่เรารู้จักกันนี่แหละครับ อันนี้มันชัดเจน ทำแล้ว ได้เงินเพิ่ม คนส่วนใหญ่ก็ชอบจริงไหมครับ

แต่ปัญหาของแรงจูงใจภายนอกคือมันมักจะมีจำกัด ยกตัวอย่างเรื่องเงินก็ได้ มีองค์กรไหนบ้างไหมครับที่มีเงินไม่จำกัด สามารถนำมาจ่ายให้พนักงานมากเท่าไรก็ได้ คำตอบก็คงชัดว่าคงไม่มี ดังนั้นถ้าจะเอาแต่เงินอย่างเดียวที่จะทำให้พนักงานมีแรงจูงใจเพิ่มมันก็ทำได้เท่าที่เงินมีนั่นแหละครับ

คราวนี้ก็ยังเหลือแรงจูงใจภายในอยู่อีก แรงจูงใจภายในคือการทำเพราะเราอยากทำ บางคนอาจจะนึกไม่ออก ลองนึกถึงงานอดิเรกที่เราชอบทำกันก็ได้ครับ เช่นบางคนชอบวิ่ง ถามว่าวิ่งแล้วได้เงินไหม คำตอบคือไม่ได้ และเผลอ ๆ ต้องจ่ายเงินเข้าร่วมงานวิ่ง ค่าเสื้อ ค่ารองเท้าเยอะแยะ แต่ทำไมเราถึงยังไปวิ่งกันล่ะครับ ในเมื่อแรงจูงใจภายนอกมันไม่มีเลย คำตอบง่าย ๆ คือก็มันชอบไงครับ

คราวนี้ก็เลยมาถึงงาน ใช่ครับงานประจำกับงานอดิเรกมันอาจจะต่างกัน งานอดิเรกคืองานที่เราเลือกทำเอง เพราะเราชอบ แต่งานประจำหลายอย่างเราต้องทำ เพราะอยากได้เงิน แรงจูงใจภายในมันผิดกันอันนี้ผมเข้าใจ แต่การที่แรงจูงใจภายในของงานประจำมันน้อยกว่างานอดิเรกก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีใช่ไหมครับ เพียงแต่เราไม่เคยถามตัวเองหรือพยายามค้นหามันเท่านั้น

เอางานที่เราทำอยู่นี่แหละครับ ลองถามตัวเองดี ๆ ว่ามันมีมุมไหนบ้างที่เราทำแล้วเรารู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้ง ถ้าใครโชคดีหน่อยก็อาจจะเจอเต็มไปหมด หยิบจับตรงไหนชอบไปหมดแบบนี้ก็หาง่าย แต่ใครแย่หน่อย ไปทำงานที่ตัวเองไม่ค่อยชอบ ก็อาจจะหายากหน่อย แต่หายาก ไม่ได้แปลว่าหาไม่ได้นะครับเพียงแต่มันต้องใช้เวลาเท่านั้น

แล้วหาไปทำไม คำตอบคือก็งานที่เราทำแล้วเราชอบนั่นแหละครับ เลือกมาเป็น OKRs ของเราเลย ผมถึงบอกอยู่เสมอว่า OKRs มันไม่ได้ยากในการเขียนหรอก เขียนแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว แต่จะเขียนให้ดี มันต้องใช้เวลาคิดเยอะทีเดียว เพราะถ้าเราเลือกเขียนมั่ว ๆ มันก็จะไม่จูงใจเราแม้แต่น้อย ทำไปก็ทำแบบไม่ได้สนใจอะไร แบบนี้ประโยชน์ก็น้อย

ถ้าเราเลือก OKRs ได้ดีเราจะไม่มีคำถามเลยว่า ทำไปแล้วได้อะไร เหมือนเราไม่เคยตั้งคำถามนี้กับงานอดิเรกเลยจริงไหมครับ อย่างตัวอย่างข้างต้น เวลาเราออกไปวิ่งซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบ เราเคยถามไหมครับ นี่จะออกไปวิ่ง เราจะได้อะไร เราแทบจะไม่เคยถามเลย มีแต่รอว่าเมื่อไรจะได้ไปซะทีนะ

เขียนมาแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเงินไม่สำคัญนะครับ แยกกันครับ แรงจูงใจภายนอกมันก็จำเป็น ถ้าไม่มีเราก็ดำรงชีพได้ลำบาก ลององค์กรบอกสิครับว่า หางานที่ชอบแล้วทำกันนะ แต่เงินเดือนไม่จ่ายแล้วนะ เอาแรงจูงใจภายในล้วน ๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวคนก็ลาออก จากทฤษฎีของ Frederick Herzberg เงินเดือน สวัสดิการอะไรพวกนี้ มันเป็น Hygiene Factor คือถ้าขาดไป เราจะไม่พึงพอใจเลย เราคงไม่อยากทำงานที่นี่ต่อไปแล้ว แต่การมีแค่เงินเดือน สวัสดิการ มันก็ไม่ได้ทำให้พนักงานมีความพึงพอใจสูงขึ้นสักเท่าไร เพราะเขาก็ต้องคาดอยู่แล้วว่าทำงานแล้วก็ต้องได้สิ่งเหล่านี้

สังเกตกันไหมครับ คนที่บ่นตาม Social Media ว่า วันจันทร์อีกแล้ว เบื่อจังเลย ได้เงินเดือนกันทุกคนนะครับ ไม่มีใครไม่ได้เงินเดือนหรือถูกลดเงินเดือนเลย เขาได้ Hygiene Factor แล้ว แต่สิ่งที่เขาขาดไปคือ Motivation มากกว่า ซึ่งตรงนี้แหละครับที่ผมว่า OKRs จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เป็นเหมือนพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้คิด ได้ทำสิ่งที่เขาอยากทำมาก ๆ และช่วยผลักดันให้เขาทำงานอย่างมีความสุขเพิ่มมากขึ้นครับ

แล้วถ้าสมมุติว่าหาแล้ว ไม่เจอเลยล่ะว่างานที่ชอบคืออะไร แบบไม่มีเลยแม้แต่น้อย หามาเป็นเดือน ๆ แล้วก็ไม่เจอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็คงต้องพิจารณาอนาคตตัวเองแล้วมั้งครับว่าเราอยู่ผิดที่ผิดทางหรือเปล่า เพราะมันคงยากมากที่เราจะเจริญเติบโตไปได้กับงานปัจจุบันนี้ เนื่องจากเราเกลียดทุกอย่างที่เราทำเลย

เอาเป็นว่ามองว่า OKRs เป็นเหมือนเครื่องมือกระตุ้นให้เราได้คิดก็แล้วกันนะครับว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ความชอบในงานเรามีอะไรบ้าง และถ้าเราคิดได้ออกผมว่ามันจะช่วยทำให้การทำงานเราเต็มไปด้วยแรงจูงใจอย่างมาก ซึ่งสำหรับผมมันคุ้มค่ามาก ๆ เลยที่จะทำ อย่างเลวร้ายที่สุดถ้าคิดไม่ออกจริง ๆ มันก็เหมือนเดิมก่อนที่จะใช้ OKRs แหละจริงไหมครับ

ถ้ามอง OKRs เป็นหุ้น หุ้นตัวนี้มีโอกาสที่อาจจะมีมูลค่าเพิ่มเป็นสิบเป็นร้อยเท่า แต่แย่ที่สุดก็เท่าทุน ถ้ามีหุ้นตัวนี้จริง ผมลงทุนหมดตัวเลย ผมว่า OKRs ก็มีลักษณะแบบนั้นครับ ลองใช้ดูครับ แล้วถ้ามันไม่ Work จริง ๆ ก็แค่เลิก ก็เท่านั้นเองครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.