“เกือบสมบูรณ์แบบ” อาจจะดีกว่า “สมบูรณ์แบบ” ซะอีก

หลายคนอาจจะคิดว่า ทำอะไร ต้องทำให้ “สมบูรณ์แบบ”

แต่ผมอยากจะบอกว่า บางที “สมบูรณ์แบบ” อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป

อะไรนะ ขนาดสมบูรณ์แบบ ยังไม่ดีที่สุด แล้วอะไรล่ะที่จะดีที่สุด

คำตอบคือ “เกือบสมบูรณ์แบบ” ไงครับ

อ้าว ชักจะงงใหญ่แล้ว ก็ชื่อมันบอกชัด ๆ ว่า “เกือบ” แล้ว มันจะมาดีกว่า สมบูรณ์แบบได้ไง

คืองี้ครับ เวลาเราพยายามทำอะไรให้ได้สมบูรณ์แบบ มันมักจะต้องทุ่มเทเวลา และทรัพยากรมหาศาล จนกระทั่งหลายครั้งสิ่งที่ได้มานั้น มันไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป

เอาตัวอย่างของธุรกิจก่อนละกันนะครับ เช่น เราต้องการให้ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าของเรามีความพึงพอใจ ถ้าเรายึดหลัก “เกือบสมบูรณ์แบบ” เราก็อาจจะต้องพยายามทำให้ลูกค้าสัก 95% พึงพอใจในสินค้าเรา

แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราต้องการให้ “สมบูรณ์แบบ” ครับ

เราก็ต้องพยายามทำอย่างไรก็ได้ ให้อีก 5% ที่เหลือ พึงพอใจสินค้าเราให้ได้

อ้าว แล้วไม่ดีเหรอ ที่จะทำให้ทุกคนแบบ 100% พึงพอใจสินค้าเรา

ถ้าใครทำธุรกิจอยู่ อาจจะตอบคำถามนี้ได้ดีครับว่า ถ้าเราพยายามจะทำให้ทุกคนรักเราหมด มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือหากจะเป็นไปได้ มันก็ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และมันมักจะไม่คุ้มค่าเสมอ

ลองคิดภาพสินค้าที่คน 95% ชอบนะครับ มันแสดงให้เห็นว่า อีก 5% ต้องการอะไรที่มันดีมากกว่านั้นไปอีก เช่น วัสดุต้องดีมาก ราคาต้องถูกมาก

แล้วถ้าเราพยายามจะเอาใจลูกค้ากลุ่มนี้ แปลว่า เราก็ต้องหาวัสดุที่ดีมาก ๆ และลดราคาให้ถูกมาก ๆ สำหรับลูกค้าทุกคนจริงไหมครับ (เพราะจะมาให้บางคน ลูกค้าคนอื่นก็คงไม่พอใจเช่นกัน)

จะเกิดอะไรขึ้นครับ คงเดาได้ว่า คราวนี้ ทุกคนอาจจะชอบเรา แต่เราอาจจะขาดทุนไงครับ

เห็นหรือยังครับว่า ในโลกธุรกิจ “เกือบสมบูรณ์แบบ” มันดีกว่าเห็น ๆ

คราวนี้มาเรื่องการดำเนินชีวิตของเราครับ ผมว่ามันก็ใช้หลักการเดียวกันนะครับ

เช่นหากเราต้องการทำงานเราให้ได้สมบูรณ์แบบ จะเกิดอะไรขึ้น

ใช่ครับ เราก็คงมีผลงานที่ดี ได้เลื่อนตำแหน่ง หรือถ้าทำธุรกิจก็อาจจะประสบความสำเร็จ ได้เงินทองมาเยอะแยะ

อ้าว แล้วไม่ดีเหรอ อย่างนี้ “เกือบสมบูรณ์แบบ” มันจะมาสู้ได้ยังไง เพราะ “เกือบสมบูรณ์แบบ” ผลงานมันต้องไม่เท่า “สมบูรณ์แบบ” แน่ ๆ

ใช่ครับ ผลงาน ไม่เท่า แต่…

ลองคิดภาพสิครับ การทำงานให้สมบูรณ์แบบนั้น มันต้องใช้เวลาขนาดไหน อันนี้ยกเว้นพวกอัจฉริยะนะครับ (ซึ่งคงมีน้อยมาก ๆ ) แล้ว เราจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นไหม

อย่าลืมว่าชีวิตเรา มันไม่ได้มีแค่งานนะครับ มันมีทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องสุขภาพ หรืออะไรหลาย ๆ อย่าง

ถ้าเราทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการทำงานให้สมบูรณ์แบบ เราจะมีเวลาเหลือที่จะดูแลพ่อแม่หรือลูก ๆ เราไหมครับ เราจะมีเวลาเหลือไปออกกำลังกายไหมครับ เราจะเหลือเวลาพักผ่อนไหมครับ

แล้วสมมุติว่า งานเราสมบูรณ์แบบ แต่ลูก ๆ ไปเคยเจอหน้าเรา สุขภาพเราย่ำแย่ แบบนี้ จะเรียกว่าดีที่สุดไหมครับ

แต่ถ้าเราทำแต่ละอย่างให้ “เกือบสมบูรณ์แบบ” ทำงานก็ทำเต็มที่ แต่ไม่ต้องทุ่มเทขนาดต้องให้สมบูรณ์แบบ ครอบครัวก็ให้เวลามากพอสมควร ให้เวลาให้กับการรักษาสุขภาพก็ไม่น้อย

แบบนี้ ชีวิตเราจะดีกว่าไหมครับ

อย่าลืมนะครับ คนที่ได้เกียรตินิยม ไม่ใช่คนที่ได้คะแนน 100 เต็มในวิชาเดียว แต่ได้ 0 ในวิชาที่เหลือนะครับ เขาเป็นคนที่ได้ 90 ทุก ๆ วิชาที่เรียนต่างหาก

ลองปรับความคิดแบบนี้ดูครับ ผมเชื่อว่าชีวิตเราจะดีขึ้นเยอะ ผมเชื่อแบบนั้นจริง ๆ ครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.