ความสุขปัจจุบันสุทธิ

ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ บางที มันตลกดีนะครับ ที่เราก็รู้ว่าอะไรดีสำหรับเรา แต่เรากลับทำตรงกันข้าม เอาง่าย ๆ ว่าคนส่วนใหญ่ก็รู้ว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่พวกเราก็ไม่ออกกำลังกายกัน แล้วก็บอกว่าไม่มีเวลา หรือเราก็ทราบนะครับว่ากินเยอะ ๆ มันอ้วน แต่เราก็ยังกินเยอะ อะไรแบบนี้

มันฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผล และย้อนแย้งอย่างไรไม่รู้ ทำไมเราจึงมีการกระทำที่มันทำร้ายตัวเราเอง จริง ๆ เราน่าจะรักตัวเราเองมากที่สุดไม่ใช่เหรอ

จริง ๆ ผมยังเชื่อว่าทุกการกระทำของเรา เราคิดว่าดีที่สุดแล้วทั้งนั้นแหละครับ อ้าว แล้วทำไมเราไม่ออกกำลังกายล่ะ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่ามันมีประโยชน์

อันนี้แหละครับ ที่จะเข้าเรื่องที่ผมตั้งหัวข้อไว้ว่า “ความสุขปัจจุบันสุทธิ”หรือขอเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Net Present Happiness” ซึ่งมันมาจากแนวคิดทางด้านการเงินที่ผมว่าหลายคนรู้จักดีคือ Net Present Value (NPV)

แนวคิดเรื่อง Net Present Value มันมาจากแนวคิดที่เราเรียกว่า Time Value of Money คือมูลค่าของเงินในปัจจุบัน มันมีค่ามากกว่ามูลค่าของเงินในอนาคต ถ้าให้เลือกรับเงิน 100 บาทในปัจจุบัน กับ รับเงิน 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเลือกรับเงิน 100 บาทในปัจจุบันดีกว่า เพราะอีก 10 ปีข้างหน้านั้น เงิน 100 บาท อาจจะซื้อของได้น้อยกว่าที่เราสามารถซื้อได้ในปัจจุบันมาก

ดังนั้นเวลาเราคิดความคุ้มทุนของโครงการ ถึงแม้ว่าเราจะประมาณการเงินสดที่ได้ในแต่ละปีในอนาคตแล้ว เรายังต้องคิดมูลค่าเงินส่วนลดอีก อย่างที่บอกคือ 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า มันอาจจะมีค่าเท่ากับ 50 บาทในปัจจุบันก็ได้ ดังนั้น เวลาเราจะตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ เราจุึงต้องเอาเงินในอนาคตคิดลดมายังปัจจุบันไงครับ

ใครไม่ได้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ไม่เป็นไรครับ ผมเพียงแค่จะเปรียบเปรยว่า “ความสุข” มันก็คล้ายกันแหละครับ คือความสุขปัจจุบัน มันมีผลกับตัวเรามากกว่า ความสุขในอนาคต

ผมยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่า เราทราบว่า การออกกำลังกายมันดีต่อตัวเรา แต่ผลลัพธ์มันไม่ได้เห็นทันทีไงครับ มันเป็นผลลัพธ์ที่เราจะทราบในระยะยาวในอนาคต แต่การออกกำลังกายมันไม่สนุก มันเหนื่อย คราวนี้ ความเหนื่อยในปัจจุบันมันเหมือนความสุขติดลบ สมมุติค่าเล่น ๆ ว่า -100 แต่หุ่นดีในอีก 1 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะทำให้เรามีความสุขระดับ 150 แต่เมื่อเราคิด “ความสุขคิดลด” มายังปัจจุบัน มันอาจจะเหลือแค่ 70

คราวนี้พอเราคิด “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” มันเลยกลายเป็น -100 + 70 = -30 ไงครับ และนี่แหละครับที่ทำให้เราไม่ออกกำลังกาย

ผมถึงบอกไงครับว่าจริง ๆ แล้ว เราทำทุกอย่าง เราทำเพื่อความสุขของตัวเองทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่ว่า สำหรับเราแล้ว ความสุขปัจจุบันสุทธิมันเป็นบวกหรือเป็นลบ

แล้วจะทำอย่างไรให้เราสามารถเปลี่ยนนิสัยออกกำลังกายให้ได้ คิดง่าย ๆ คือเราก็ต้องทำให้ความสุขปัจจุบันสุทธิเป็นบวก

วิธีแรกคือ ทำให้ความทุกข์ ความยุ่งยาก หรือที่ผมเรียกว่าความสุขติดลบที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันมันติดลบน้อยที่สุด ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเราอยากวิ่ง แต่กว่าจะวิ่งได้ ต้องขับรถออกไปอีก 2 ชั่วโมง แบบนี้ ผมรับประกันว่า โอกาสที่เราจะออกไปวิ่งมันจะยิ่งยาก ถึงแม้ว่าเราจะทราบว่ามันมีประโยชน์กับเราในอนาคตก็ตาม เพราะความยุ่งยากนี่มันทำให้ความสุขปัจจุบันเราติดลบเยอะ ความสุขในอนาคตพอคิดลดมาที่ปัจจุบันแล้วรวมกัน ความสุขสุทธิมันก็ยังติดลบอยู่ดี

แบบนี้เราคงต้องหาทางใหม่ เช่น เราหาที่วิ่งที่มันใกล้ ๆ บ้าน หรือซื้อเครื่องวิ่งมาที่บ้านได้ไหม เพื่อให้ความยุ่งยากมันลดลง หรือหากีฬาอะไรที่เราชอบมาก ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่ง เช่น เราชอบเตะฟุตบอล หาเพื่อนเตะฟุตบอลได้ไหม หรือชอบตีแบด มีก๊วนตีแบดบ้างหรือเปล่าอะไรแบบนี้ ทำให้ความทุกข์ปัจจุบันในการทำสิ่งนั้นให้น้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้ และถ้าความสุขในอนาคตเมื่อคิดมายังปัจจุบันมันสามารถชดเชยกับความทุกข์ในปัจจุบันได้แล้ว การกระทำสิ่งนั้น ๆ จะเกิดขึ้นเอง

วิธีที่สอง บางคนอาจบอกว่า เอ ซื้อเครื่องออกกำลังกายมาที่บ้านแล้ว ก็ยังเอาผ้าไปตาก แทนที่จะออกกำลังกาย (555 คุ้น ๆ นะครับ) มีอีกวิธีครับ คือทำให้ความสุขในอนาคตมันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ

ทำอย่างไร คือถ้าเราพยายามตั้งเป้าให้มาน่าตื่นเต้น มองเห็นภาพชัดเจนว่ามันสร้างความสุขให้เรามากมายขนาดไหน มันจะทำให้ความสุขในอนาคตนั้นมันมีขนาดมาก จนกระทั่งเมื่อคิดลดกลับมาปัจจุบันมันก็ยังมากกว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ณ ปัจจุบันอยู่นั่นเอง อันนี้แหละครับ ที่ทำให้คนที่แอบชอบคนอื่น สามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะเขาเห็นภาพว่า การที่เขาอาจจะได้คนนั้นมาเป็นแฟนมันมีความสุขมากมาย หรือเป็นเหตุที่ทำให้พ่อแม่หลาย ๆ คนยอมเหนื่อย ทำงานหาเงิน เพื่อความสุขของลูก ๆ ในอนาคต ซึ่งนั่นก็คือความสุขของพ่อแม่นั่นเอง หรือเราจะเห็นว่า พอบางคนทราบว่าป่วยเท่านั้นแหละ เปลี่ยนอาหารการกิน เริ่มออกกำลังกายได้ทันที เพราะความสุขจากความหวังในการหายป่วยในอนาคตมันยิ่งใหญ่ซะจน เมื่อคิดลดมาปัจจุบันแล้ว ต่อให้ต้องลำบากอดอาหาร หรือออกไปออกกำลังกาย ความสุขปัจจุบันสุทธิมันก็ยังเป็นบวกอยู่ดี

วิธีสุดท้าย ลองคิดถึงความสุขในอนาคตที่มีระยะสั้นเข้ามาหน่อยครับ คือบางอย่างถ้าจะให้เราอดทนทำเพื่อความสุขในอีก 10 ปีข้างหน้า บางทีมันมองไม่ออก มันจินตนาการยาก ลองแบ่งเป้าหมายออกมาเป็นเป้าหมายที่สั้น ๆ หน่อย เช่น เราเริ่มเก็บเงินวันนี้ (ความทุกข์ปัจจุบัน เพราะต้องอดไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ ) จะรอให้มีความสุขต้องเลยวัยเกษียณแบบนั้นก็คงไม่ไหว ลองคิดแบบนี้ครับว่า สิ้นปีนี้จะมีเงินเก็บเท่าไร ตรงนี้แหละครับ ที่จะเป็นความสุขที่มีระยะสั้นเข้ามาหน่อย พอมันเห็นเป้าหมายชัดขึ้น ความสุขนั้นมันก็ชัดเจนและเมื่อคิดมายังปัจจุบันมันก็อาจจะมากกว่าความไม่สะดวก ไม่สบายที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเราสามารถทำสิ่งที่เราควรทำได้

ตรงนี้ไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ ผมมองแบบนี้ว่า คนที่สำเร็จในทุกทาง ไม่ว่าการงาน การเงิน ครอบครัว สุขภาพ มันเกิดจากการกระทำในปัจจุบันและความสม่ำเสมอเท่านั้นเองครับ ใครทำแบบนี้ได้ โอกาสสำเร็จก็มีมากขึ้นทุกคนครับ

เอาเป็นว่าเป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นแล้วกันนะครับ เวลาเราเริ่มที่จะ “ขี้เกียจ” ทำอะไรสักอย่าง ลองนึกในมุมนี้ดูนะครับ เผื่อจะช่วยลดความขี้เกียจเราไปได้ครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

Recommended Posts

2 Comments

  1. Nice story. I love it.


Add a Comment

Your email address will not be published.