มีความซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ และโปร่งใส

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในการทำธุรกิจ นอกจากเรื่องความรู้ความสามารถของผู้บริหารและพนักงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยคือความซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ และโปร่งใส เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้จะส่งผลอย่างยิ่งต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร เช่น นักลงทุน พนักงาน และลูกค้า

ในมุมมองของนักลงทุนนั้น การที่เราจะเอาเงินไปลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าซื้อหุ้นนั่นแหละ สิ่งแรกที่จะต้องดูคือผู้บริหารบริษัทนั้นมีความน่าซื่อสัตย์มากน้อยแค่ไหน สำหรับผมแล้ว ถ้าข้อนี้ไม่ผ่าน ไม่ต้องไปดูข้ออื่น ๆ แล้ว เพราะตัวเลขที่อยู่ในงบการเงิน หรือคำสัญญาต่าง ๆ ที่ออกมาจากปากผู้บริหารคนนั้นย่อมมีความน่าเชื่อถือลดลง

คำถามคือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนซื่อสัตย์ คนไหนไม่ซื่อสัตย์ ผมว่าถ้าเริ่มมีข่าวไม่ค่อยดี ก็คงต้องเริ่มระวังแล้วล่ะ ใช่ครับ บางทีอาจจะไม่การใส่ร้าย แต่อย่างน้อย ๆ เราก็ควรจะเริ่มตั้งข้อสังเกต หรือเราลองติดตามพฤติกรรมของผู้บริหารหรืออาจจะรวมถึงพนักงานของบริษัทนั้น ๆ ดูว่า ที่เคยพูดไว้ในวาระต่าง ๆ นั้นได้ทำตามคำพูดของตัวเองไหม น่าเชื่อถือหรือไม่ หรือเอาแต่แก้ตัวไปวัน ๆ นอกจากนี้สัญญาณอีกประการหนึ่งคือสิ่งที่เขาทำนั้น สามารถตรวจสอบได้ไหม ถ้าทุกอย่างโปร่งใสเราก็เบาใจได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าทุกอย่างเป็นความลับดำมืด แบบนี้เริ่มจะมีสัญญาณไม่ค่อยดีสักเท่าไร

ในมุมของพนักงาน ถ้าเราทำงานในองค์กรที่ผู้บริหารมีลับลมคมใน ต้องระวังอย่างยิ่งนะครับ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่ไม่ซื่อสัตย์นี่แหละจะวางแผนให้ลูกน้องรับผิดแทน โดยที่ลูกน้องไม่ได้ระวังตัว เช่นสัญญาอะไรก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็มาให้พนักงานเซ็น ถ้าเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดี ดูเหมือนไม่ค่อยโปร่งใส ผมแนะนำว่าควรรีบปรึกษาคนที่เราพอจะไว้ใจได้ในองค์กร ก่อนที่จะทำอะไรลงไป หรือถ้าไม่มี ลองปรึกษาเพื่อนฝูง หรือคนที่รู้จักกฎหมายดี เพราะไม่เช่นนั้น เวลาเรื่องมันแดงขึ้นมา ตัวพนักงานนั่นแหละครับจะโดนก่อนคนแรก ส่วนผู้บริหารที่วางแผนไว้ก็อาจจะลอยตัว หรือปฏิเสธหน้าตาเฉยว่าไม่รู้เรื่องก็ได้ และในระยะยาว ถ้าดูแล้วมันจะมีกรณีแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมแนะนำว่า ถ้าเราไม่มีใครที่พึ่งได้เลย และแถมไม่มีหลักฐานชัด ๆ ที่จะบอกได้ว่าทำจริงหรือไม่ ถอยออกมาดีกว่าครับ ถ้าจะต้องลาออกก็ต้องยอม เพราะมันไม่คุ้มที่จะอยู่ต่อไป แต่ต้องมาเสี่ยงในเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยงแบบนี้

ในมุมมองของลูกค้า ถ้าบริษัทขายสินค้าหรือให้บริการและพยายามโกงผู้บริโภคก็ให้รีบหนีห่างออกมา บอกเพื่อน ๆ ให้รู้ด้วยว่าผู้บริหารหรือพนักงานของบริษัทนี้ไม่ซื่อสัตย์ต่อคำสัญญา ไม่มีความน่าเชื่อถือ หรือทำอะไรที่ไม่โปร่งใส แต่ตรงนี้ ก็ต้องระวังให้ดีนะครับ พยายามเก็บหลักฐานต่าง ๆ ไว้ เพราะหากเราพูดไปโดยไม่มีหลักฐานก็อาจจะถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท หรือทำให้บริษัทเสียชื่อเสียงด้วย

ในฐานะผู้บริหารหรือผู้นำเองค์กรเอง หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่สุจริตเกิดขึ้นในองค์กร เรื่องนี้ต้องกล้าตัดสินใจจัดการแก้ปัญหานะครับ อย่าปล่อยไปทำเป็นไม่เห็น เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ร้ายแรงถึงขั้นผิดกฎหมายและอาจจะส่งผลทำให้บริษัทพังได้เลย โดยปกติบริษัทที่วางระบบเรื่องนี้ดี ๆ เขาจะมีช่องทางต่าง ๆ ที่จะให้พนักงานได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าสงสัย ส่งข้อร้องเรียนกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงตัว หรือมีการทำบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) กันอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำแล้ว จะไม่มีกรณีเหล่านี้เลยนะครับ ก็มีเหมือนกันแหละที่บางที่ก็ทำแค่เอาหน้า ปกปิดความจริงก็มีไม่น้อย

แต่โดยสรุปว่า ถ้าองค์กรใดขาดเรื่องความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส พยายามหนีให้ห่างจากองค์กรนั้นน่าจะดีที่สุดครับ

ข้อคิด องค์กรจะล่มสลายถ้าผู้บริหารและพนักงานไม่ซื่อสัตย์ ไม่น่าเชื่อถือ และทำอะไรที่ไม่โปร่งใส

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.