Work from Anywhere โอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น

ช่วง COVID-19 เป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง อย่าที่เราทราบกันดีว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลก ส่งผลกระทบต่อทุกคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วง COVID-19 ก็คือการ Lock Down ที่แปลว่าการจำกัดการเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ ในช่วงที่วิกฤติที่สุด หลาย ๆ เมืองกลายเป็นเหมือนเมืองร้างกันเลย เกือบทุกคนต้องอยู่แต่ภายในบ้าน ไม่สามารถเดินทางไปใช้ชีวิตประจำวันได้

เรื่องงานก็เช่นกัน เมื่อไม่สามารถไปทำงานได้ การทำงานที่บ้านจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีที่ COVID-19 มาเกิดขึ้นในช่วงที่เทคโนโลยีต่าง ๆ มีค่อนข้างพร้อม การประชุม Online การติดต่อสื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีก็ทำได้สะดวก และบางทีอาจจะมีประสิทธิภาพกว่าการไปพบเจอหน้ากันจริง ๆ ในบางครั้งด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าในช่วงหลังนี้ ความกังวลเรื่อง COVID-19 จะเริ่มลดลงแล้ว หลายองค์กรก็เปิดทำการตามปกติ พนักงานก็สามารถกลับมาทำงานที่ Office ได้แล้ว แต่ผมก็ยังเห็นองค์กรจำนวนไม่น้อยที่อนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ตลอดไป ถึงแม้ว่าเรื่อง COVID-19 อาจจะจบแล้วก็ตาม บางองค์กรถึงกับปิด Office เลยด้วยซ้ำ เพราะในช่วงที่ Lock Down มันเหมือนเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาไม่จำเป็นต้องให้พนักงานทำงานที่ Office เลย แต่งานก็ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

ในมุมของพนักงานเอง การทำงานที่บ้านหรือจะที่ไหนก็ตาม ก็อาจจะมีทั้งข้อจำกัดและข้อดีไปพร้อม ๆ กัน ข้อจำกัดเช่น ขาดการพบปะพูดคุยกับคนแบบเจอหน้ากัน หรือบางงานมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่มีที่บ้าน แต่ข้อดีก็มีจำนวนไม่น้อย เช่น การลดการเดินทางลงทำให้เขามีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เป็นต้น

แต่นับจากนี้เป็นต้นไป ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่มีการ Lock Down กันอีกแล้ว ผมกำลังคิดว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปเลย COVID-19 ทำให้เราเห็นว่าการทำงานในลักษณะ Remote Work คือการทำงานทางไกลนั้นมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง

ใช่ครับ ก่อนจะมี COVID-19 นั้น การทำงานแบบทางไกลแบบนี้ก็มีมานานแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่ได้มีองค์กรจำนวนมากนักที่จะยอมรับการทำงานแบบนี้ การติดต่อสื่อสารทางไกลยังดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปกติสักเท่าไร ลูกค้าขององค์กรก็อาจจะไม่ค่อยชอบมากนักกับการนัดประชุม Online แต่พอมี COVID-19 เท่านั้นแหละ การทำสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติไปเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นคืออาชีพที่เรียกว่า Digital Nomad น่าจะกลายเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น Digital Nomad คือคนที่สามารถท่องเที่ยวไปทั่วโลก อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่สามารถทำงานได้ผ่านทาง Digital ตอนนี้กำแพงเรื่องการยอมรับการทำงานในรูปแบบนี้โดนทลายลงไปเยอะมากแล้ว สมมุติว่าเราเรียนจบใหม่ ๆ เราไม่จำเป็นต้องมองหางานในประเทศไทยเสมอไป เราอยากทำงานกับบริษัทในต่างประเทศ แต่อยากจะอยู่ในเมืองไทย ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

ข้อดีของบริษัทคือเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนแพงเท่ากับคนในประเทศเขาก็ได้ เพราะค่าครองชีพของคนในประเทศเขาอาจจะสูงกว่าประเทศเรา แต่มันก็ยังเป็นเงินเดือนที่สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับเงินเดือนที่จะได้รับกับการทำงานในประเทศเรา แบบนี้มัน Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย

และไม่แน่นะครับ การทำงานในลักษณะนี้ เราอาจจะสามารถทำงานได้เกิน 1 ที่ในเวลาเดียวกันได้อีกต่างหาก หากวางแผนการทำงานดี ๆ เพราะการทำงานแบบ Work From Anywhere เขาอาจจะไม่ได้มาให้เรานั่งตอกบัตร ตรวจเวลาในการเข้าไป Office อยู่แล้ว แปลว่าเราอาจจะสามารถทำงานได้หลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กันด้วย

ลองนึกภาพว่าเราทำงานกับบริษัทที่อเมริกา รับเงินเดือนเป็น US Dollar แถมยังอยู่ที่เมืองไทยที่ค่าครองชีพก็ถูกกว่า และได้อยู่ใกล้กับครอบครัวและคนรักอีกต่างหาก อาจจะมีปัญหาเรื่องการประชุมอยู่บ้างที่อาจจะต้องเป็นเวลากลางคืน แต่ถ้าได้เงินเดือนระดับหลักแสน เราคงไม่เกี่ยงเรื่องนี้มั้งครับ

เพียงแต่เราต้องเตรียมพร้อม 2 เรื่อง อย่างแรกก็คือความรู้ความเชี่ยวชาญ ยิ่งพัฒนาได้เยอะ ก็ยิ่งมีคนอยากจ้างเรา และอย่างที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันคือภาษา เพราะตอนนี้เราต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่นก็ได้ ถ้าเราอยากทำงานในประเทศนั้น ๆ เช่น ถ้าเรารู้ภาษาญี่ปุ่น ก็อาจจะมีบริษัทญี่ปุ่นที่อยากจ้างเราอะไรแบบนี้)

ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.