อยากสำเร็จ เราต้องเลือก

ผมว่าเกือบทุกคนอยากทำอะไรให้ “สำเร็จ” ในทุก ๆ ด้าน จริงไหมครับ เรื่องงาน เราก็อยากจะประสบความสำเร็จ ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้เงินเดือนเยอะ ๆ หรือใครทำธุรกิจก็อยากจะมีรายได้ กำไรมาก ๆ อะไรทำนองนี้

แต่ความยากก็คือว่าเรามักจะมีทรัพยากรต่าง ๆ จำกัด เช่น เรามีเวลาจำกัด เรามีเงินจำกัด เรามีความรู้จำกัด ดังนั้นหลาย ๆ ครั้งการที่เราพยายามจะสำเร็จในหลาย ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน อาจจะทำให้เรา Burnout หรือหมดแรงไปเลย

ดังนั้นถ้าเราอยากจะสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สุด ๆ เลย เราต้องตัดเรื่องอื่นทิ้งให้ได้มากที่สุดครับ คือผมเข้าใจนะครับว่าบางอย่างมันตัดได้ยาก ต้องทำอยู่ แต่ตัดได้ยาก ไม่ได้แปลว่าตัดไม่ได้จริงไหมครับ เอาเป็นว่าเริ่มลองตัดดูก่อน

อย่าไปเสียดายมากครับ การที่เราตัดบางเรื่องที่ไม่สำคัญออก มันจะทำให้เราได้ทำเรื่องที่สำคัญได้มากขึ้น และยิ่งทำเรื่องที่สำคัญได้มากขึ้นเท่าไร โอกาสที่สิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จก็มากขึ้นเท่านั้น

ย้อนเวลากลับไป ตอนที่ผมยังไม่ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ ตอนนั้น ผมทำงานหนักมาก สอนวันละ 9 ชั่วโมง มีงานประชุม งานวิจัย งานบริหาร งานที่ปรึกษามากมาย แต่พอผมตั้งเป้าหมายว่าอยากได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ผมก็เริ่มที่จะตัดงานบางอย่างออกเท่าที่จะทำได้

ใช่ครับ เราตัดงานออกทุกอย่างไม่ได้หรอกครับ แต่อะไรที่พอลดลงได้ ผมก็จะลดลง เช่น ผมเริ่มสอนน้อยลง ไม่ได้รับสอนให้กับองค์กรภายนอกมากนัก ใครเชิญเป็นคณะกรรมการชุดไหนที่ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ ผมก็ปฏิเสธไป งานบริหารที่ทำแล้วเราไม่ได้ถนัด และทำได้ไม่ดี ก็ไม่รับตำแหน่ง งานที่ปรึกษานี่เรียกว่าเกือบปฏิเสธไปทั้งหมดเลย แล้วเอาเวลาที่เหลือมามุ่งทำงานวิจัยเป็นหลัก เพราะการขอตำแหน่งศาสตราจารย์เราต้องมีผลงานวิจัยระดับนานาชาติมากพอสมควร ทำแบบนี้สุดท้ายผมก็ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ตามที่หวังไว้

สำหรับคนที่เป็น Mr./Miss Yes คือตอบรับมันทุกเรื่อง เพราะกลัวคนจะไม่พอใจ ผมเข้าใจนะครับ แต่ก่อนผมก็เป็นแบบนี้เลย แต่ให้คิดแบบนี้ครับ จริง ๆ แล้วการตอบรับทำอะไรสักอย่างหนึ่ง มันเท่ากับการตอบปฏิเสธกับงานอีกหลายอย่างเลย ดังนั้น 1 Yes มันอาจจะหมายถึงหลาย No เลยก็ได้

ในทางกลับกันการตอบปฏิเสธไป 1 ครั้ง ก็แปลว่าเรามีโอกาสที่จะตอบรับอะไรหลาย ๆ อย่างเช่นเดียวกัน ดังนั้นมันไม่มีหรอกครับที่เราจะตอบรับได้ทุกอย่าง เพราะการตอบรับกับการตอบปฏิเสธมันเกิดขึ้นพร้อมกัน เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ตระหนักรู้เท่านั้นเอง

และยิ่งเราทำอะไรหลายอย่างแบบสะเปะสะปะ มันจะทำให้เราไปข้างหน้าได้ช้าลง สมมุติว่าเรามีพลัง 100 คะแนน แต่ละคะแนนสามารถทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้ 1 กิโลเมตร แปลว่าเราใช้พลังหมด 100 คะแนน ระยะทางรวมที่เราจะเดินได้ก็แค่ 100 กิโลเมตรใช่ไหมครับ

ถ้าเราทำอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น พยายามเดินไปในทิศทาง 100 ทิศทางพร้อม ๆ กัน เราจะเดินทางได้แค่ 1 กิโลเมตรในแต่ละทิศทางเท่านั้น ซึ่งมันแทบจะไม่ได้ไปไหนไกลจากจุดแรกที่เราอยู่เลย แต่ถ้าเราโฟกัสและเดินทางไปแค่ 1 ทิศทางเท่านั้น เราจะเดินไปได้ไกลถึง 100 กิโลเมตรเลยทีเดียว

แต่ถ้าใครยังไม่รู้ว่าเราควรจะเดินไปในทิศทางไหน อยากลองผิดลองถูกดูก่อน ทำได้ครับ หาตัวเองให้เจอ หลังจากนั้นให้โฟกัสและลุยไปทางนั้นได้เลยนะครับ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำสิ่งที่ตัวเองรักนะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.