เลิกผัดวันประกันพรุ่งได้แล้ว

ทำไมเราถึงชอบผัดวันประกันพรุ่ง คำตอบคือ ก็เพราะเรายังไม่อยากทำสิ่งนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ ลองนึกภาพนะครับ ถ้ามีคนเอาเงินมาให้เรา 1 ล้านบาท ถามว่าเราจะผัดวันประกันพรุ่งว่า เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยเอามาให้ไหม คงไม่หรอก เพราะมันคือสิ่งที่เราอยากได้ อยากทำ หรือ ถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่อยากทำ และ เราไม่ต้องทำ เราก็จะไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เช่นมีคนบอกว่าไปว่ายน้ำที่ขั้วโลกเหนือกันไหม เราคงไม่บอกว่า เดี๋ยวเอาไว้เดือนหน้านะ เราจะบอกทันทีเลยว่า ไม่ไปหรอก

แต่ถ้าเป็นงานที่เราไม่อยากทำเท่าไร แต่เราต้องทำ ถ้าเป็นนักเรียนก็อาจจะเป็นการบ้าน พอมีใครบอกให้ทำ เราก็จะตอบว่า เอาไว้ก่อน เดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วค่อยทำ หรือถึงไม่มีใครบอก ตัวเราก็จะบอกตัวเราเองนี่แหละ เช่น ถ้าเป็นงานที่มันค้างอยู่ เรารู้แหละว่าต้องทำในที่สุด แต่เราก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปทำนองว่า เดี๋ยวเอาไว้ว่าง ๆ จะเริ่มทำสักที

แต่สังเกตไหมครับ การผัดวันประกันพรุ่งมันไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเท่าไร ยิ่งถ้าเราผัดวันประกันพรุ่งแล้วเอาเวลาไปทำสิ่งที่เราอยากทำ เราก็จะสนุกได้ไม่เต็มที่ เช่น งานยังไม่เสร็จ แต่ขอดูหนังก่อน เราก็อาจจะดูได้แหละ แต่บางทีใจมันก็ไม่สบาย มันรู้สึกผิดว่าทำไมไม่ทำงาน งานยังค้างอยู่ มาดูหนังทำไม

หลายคนจึงหาทางออกอีกทางที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นอีกนิด คือไปหางานที่จริง ๆ ยังไม่จำเป็นต้องทำตอนนั้น หรือมีความสำคัญน้อย แต่มันง่ายที่จะทำ เอามาทำก่อน เช่น งานที่ค้างอยู่มันยาก ไม่อยากทำ แต่แทนที่จะนั่งเฉย ๆ หรือดูหนัง ซึ่งมันจะทำให้เรารู้สึกผิด เราก็เลยเปิดอีเมลมาตอบดีกว่า เพราะอย่างน้อยมันก็เหมือนกับว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง เหมือนกับจะหลอกตัวเองว่าวันนี้ก็ได้งานนะ

เอาล่ะครับ ผมว่าทุกคนพอจะทราบว่าการผัดวันประกันพรุ่งมันไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น และแถมมันยังติดค้างอยู่ในใจจนกว่างานนั้นจะเสร็จ คำถามต่อไปคือเราจะเลิกหรืออย่างน้อย ๆ ก็ลดการผัดวันประกันพรุ่งได้อย่างไร

อย่างแรกครับคือ เราต้องเริ่มคิดถึงความจริงก่อนครับว่า งานที่เราผัดวันประกันพรุ่งนั้น คืองานที่ในที่สุดเราก็ต้องทำ (ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่อย่างนั้นเราก็คงปฏิเสธไม่ทำไปแล้ว) ดังนั้น ไม่ว่าเราจะผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่ ยังไงเราหนีงานนี้ไม่พ้นแน่ ๆ

ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องอะไรที่เราจะต้องเอาไปทำวันหลัง แล้วทำให้เรารู้สึกไม่ดีไปตั้งนาน ลองนึกถึงว่างานนั้นคือก้อนหินหนัก ๆ ที่เราจะต้องเอามาทำอะไรสักอย่าง ถ้าเราเลือกได้ เราจะวางหินก้อนนั้นลง แล้วจัดการกับหินก้อนนั้นซะ หรือเราจะถือหินก้อนนั้นไปหลายวัน แล้วค่อยจัดการวันหลัง ถ้าคิดแบบนี้ คำตอบก็คงชัดเจนว่าเราคงจัดการกับก้อนหินหนัก ๆ นั้นทันที แทนที่จะแบกไปแบบมาตั้งหลายวันจริงไหมครับ

งานที่ค้างก็เหมือนกับก้อนหินก้อนนั้นแหละครับ ปล่อยค้างไว้ก็เหมือนแบกก้อนหินไว้ งานนั้นก็ไม่ได้หายไป แค่รอวันให้เรามาทำ แต่ที่เราจะได้เพิ่มคือความหนัก ซึ่งไม่ใช่หนักกายแต่เป็นความหนักใจแทน

อีกประการหนึ่งที่จะช่วยเราได้ คือ ให้เราเริ่มทำ ทั้งที่ไม่อยากทำนี่แหละ แบบฝืนสุด ๆ ก็ขอให้เริ่ม แล้วตอนเริ่มไม่ต้องไปคิดว่าจะต้องทำให้เสร็จนะครับ เอาแค่ว่าขอให้ทำอะไรสักอย่างแค่นั้นพอ เชื่อไหมครับ พอเราเริ่มแล้ว มันจะเหมือนเครื่องติด สิ่งที่เราคิดว่ายาก ๆ มันจะดูง่ายขึ้น และเราก็จะรู้สึกดีขึ้นตาม

ใครที่ชอบสะสมงานไว้ ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันนะครับ วางหินที่เราถือไว้กันเถอะครับ ชีวิตเราจะเบาสบายขึ้นอีกเยอะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

1 Comment

  1. ขอบคุณมากครับ อาจารย์ บทความนี้ โดนมากๆเลยครับ


Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *