เก็บเงินไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนเกษียณจะได้สบาย จริงหรือ

เคยได้ยินคำแนะนำทำนองนี้ไหมครับว่าเด็ก ๆ ยอมลำบากก่อน อดทน ทำงาน เพื่อที่จะเก็บเงินไว้ ตอนเกษียณจะได้สบาย ดีกว่าสบายตอนนี้ แต่มาลำบากตอนแก่ ๆ หรือนิทานอีสปเรื่องมดกับตั๊กแตน ที่ตอนหน้าร้อน ตั๊กแตนเอาแต่เที่ยวเล่น ไม่ทำงาน ไม่เก็บอาหารไว้ ส่วนมดขยันขันแข็งทำงาน เก็บอาหารไว้ พอเข้าช่วงหน้าหนาว มดก็มีอาหารกิน ส่วนตั๊กแตนกลับตกระกำลำบาก ไม่มีอะไรจะกิน

ถ้าเดินไปร้านหนังสือเราก็มักจะเจอหนังสือที่เกี่ยวกับการสอนให้เรารู้จักทำงานหาเงิน เก็บเงิน วางแผนการเกษียณเต็มไปหมด ถามว่าผมเห็นด้วยไหม เห็นด้วยครับ เรื่องการเงินเป็นเรื่องที่เราต้องวางแผนระยะยาว ไม่เช่นนั้นกว่าจะรู้ตัว เงินหมดแล้ว ตอนนั้นจะมาเร่งเก็บเงิน บางทีมันก็อาจจะไม่ทันแล้ว

เพียงแต่ว่าเราก็ต้องมาพิจารณาเรื่องนี้กันให้ดี ๆ อีกเช่นกัน เพราะเรื่องเงินมันไม่ใช่เรื่องเดียวที่มีความสำคัญกับชีวิตเรา สำหรับผมสิ่งที่สำคัญในชีวิตเราคือความสุขมากกว่า และปัจจัยที่ช่วยทำให้เรามีความสุขได้มีอยู่ 3 ประการคือ เงิน เวลา และสุขภาพ ถ้าเรามีเงินเหลือเฟือ มีเวลาที่จะใช้เงินเหล่านั้นไปสร้างความสุข และมีสุขภาพดี นั่นก็น่าจะเป็นชีวิตที่ดีมาก ๆ เลยจริงไหมครับ

แต่ความยากในการใช้ชีวิตคือตัวแปรทั้ง 3 นี้ มักจะมาไม่พร้อมกัน ตอนเราเด็ก ๆ เอาเป็นว่าก่อนมีครอบครัวเป็นของตัวเอง หรือใครที่ไม่ได้แต่งงานก็ประมาณว่าก่อนอายุ 30 ปีละกัน เรามักจะมีสุขภาพดี มีเวลาเยอะพอสมควร แต่ช่วงนั้นเรามักจะไม่ค่อยมีเงิน ต่อมาเรามีครอบครัว มีภาระหน้าที่การงาน ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ ช่วงนี้เงินเราจะมีมากขึ้น เงินเดือนก็สูงขึ้น สุขภาพก็ยังดีอยู่ แต่เรามักจะไม่มีเวลา เพราะชีวิตมักจะมีแต่งาน งาน และ งาน

เมื่อเราเข้าวัยเกษียณ เรามักจะไม่ต้องทำงานแล้ว แถมจากการที่เราทำงานมานาน เก็บเงินมาไม่น้อย และภาระการเลี้ยงดูลูก ๆ ก็ลดลง เพราะลูก ๆ ก็มีงานทำกันแล้ว ตอนนี้เรื่องเงินมักจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เวลามีเหลือเฟือ แต่ข้อจำกัดคือเรื่องสุขภาพ คือพอแก่ตัวลง จะทำอะไรผาดโผนก็ไม่ไหวแล้ว ยิ่งแก่ ยิ่งทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราชอบได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

คราวนี้ถ้าเรามองเรื่องของความสุขเป็นหลัก เราจึงควรต้องบริหารจัดการ 3 ปัจจัยนี้ดี ๆ การที่เราทำงานทนทุกข์เพื่อเก็บเงินอย่างเดียวตอนเราเด็ก ๆ จนถึงวัยกลางคนนั้น มันอาจจะทำให้เราพลาดประสบการณ์ดี ๆ ในชีวิตไป และถึงแม้ว่าเราจะมีเงินมากมายตอนเราแก่ เราก็ไม่สามารถนำเอาเงินนั้นไปซื้อประสบการณ์เหล่านั้นได้อีกแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นคนชอบปีนเขาหรือเล่นกีฬาบางอย่างมาก เราชอบท่องเที่ยวไปยังที่ที่ไปได้ไม่ง่ายนัก แต่เราบอกกับตัวเองว่า ตอนนี้เรายังไม่มีเงิน เราต้องเก็บเงินก่อน ต่อมาเราพอมีเงิน แต่เราก็บอกกับตัวเองว่าถึงพอจะมีเงินบ้าง แต่ก็ยังอยากเก็บเงินอยู่ดี แถมเราไม่มีเวลาหรอก เราต้องทำงาน แต่พอเราเกษียณคราวนี้เรามีทั้งเงิน ทั้งเวลาแล้ว แต่ปัญหาคือด้วยอายุเท่านี้ เราไม่สามารถไปปีนเขาหรือเล่นกีฬาที่เราเคยชอบมาก ๆ ได้อีกแล้ว

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมมุติว่าเรามีลูกเล็ก ๆ ตอนนั้นเราก็มุ่งอยากจะก้าวหน้าในอาชีพการเงิน อยากจะเก็บเงินเยอะ ๆ ต่อไปทั้งตัวเราและลูก ๆ ก็จะสบาย เราจึงไม่มีเวลาให้กับลูกเลย แต่เราบอกตัวเองว่าเอาไว้เรามีเงินมากพอเมื่อไร เราจะให้เวลาเต็มที่กับครอบครัว เมื่อเวลาผ่านไป เราเกษียณ มีเงินจำนวนไม่น้อย ตอนนั้นเรามีเวลาเยอะด้วย เราอยากจะไปเที่ยวกับครอบครัว แต่ก็ต้องพบความจริงว่าลูก ๆ เราก็เติบโตขึ้นแล้ว เขาก็มีครอบครัวของเขา และก็ทำงานด้วย เขาก็ไม่มีเวลาให้เราเหมือนตอนเขาเด็ก ๆ แล้ว หรือต่อให้มีเวลา การไปเที่ยวกับลูก ๆ ตอนลูกอายุ 30 กับตอนลูกอายุ 5 ขวบก็ไม่มีวันเหมือนกันอยู่ดี

ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าถ้างั้นให้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไม่ต้องเก็บเงินไว้ตอนแก่หรอก ไม่ใช่เลยครับ เพียงแต่ต้องคำนึงถึงด้วยว่าบางประสบการณ์ถ้าเวลาผ่านไปแล้ว เราอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาทำอีก ลองจัดการเวลากันให้ดี ๆ ว่าช่วงชีวิตตอนนี้มีอะไรบ้างที่เราต้องทำตอนนี้ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วเราอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำอีก เผื่อจะได้ไม่ต้องมาอยู่กับคำว่า “รู้งี้” ตอนอายุเยอะ ๆ นะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.