ยอมรับความจริง ลดอคติ

ถ้าเราอยากที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุข สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ ยอมรับความจริง ลดอคติ ลง เราจะไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้เลยถ้าเราไม่ยอมรับความจริง

ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะครับ ที่เราจะยอมรับความจริงว่า เรายังไม่เก่ง ไม่มีความสามารถมากพอ หรือมีนิสัยที่ยังไม่ดีพอในหลาย ๆ เรื่อง มีงานวิจัยมากมายที่บอกเราว่าคนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ๆ เสมอ มันเป็นความภาคภูมิใจส่วนตัว

จริง ๆ ความมั่นใจในตัวเองก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ถ้ามีมากจนเกินไป จะทำให้เราปิดตัว ปิดใจ และเมื่อเราไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่มีทางเลยครับที่เราจะแก้ไขปัญหานั้นได้

การยอมรับความจริง ไม่ใช่การไม่ยอมทำอะไร ไม่ยอมพัฒนาตัวเอง แต่เป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข เช่น ถ้าเรายอมรับว่าเรายังมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจไม่ดีพอ ที่เราเริ่มทำธุรกิจแล้วเจ๊ง เป็นเพราะเรายังขาดทักษะบางอย่างอยู่ แบบนี้จะทำให้เราเริ่มไปหาความรู้ที่ยังขาดไป และก็จะช่วยให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง เราเอาแต่โทษสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น โชคไม่ดี เศรษฐกิจแย่ COVID มา อะไรแบบนี้เป็นหลัก ถึงแม้ว่าสิ่งแวดล้อมนั้นก็ส่งผลเหมือนกัน แต่สิ่งที่จะเกิดกับเราก็คือเราจะไม่ได้พัฒนาตัวเองเลย และสุดท้ายเราก็จะประสบความสำเร็จได้ยาก

การยอมรับความจริงจะทำได้ก็เมื่อเราต้องลดอคติลง ถ้าจะพูดถึงเรื่องอคติก็คงอาจจะต้องเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเต็ม ๆ เลย แต่เท่าที่ผมพบ ผมว่าอคติ 2 อย่างที่มักจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาของตัวเอง

อันแรกได้แก่ความมั่นใจในตัวเองมากจนเกินไป หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Overconfidence มันคือความรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากเกินไปว่าเราเก่ง เราดี และเมื่อไรที่เรามั่นใจถึงขนาดนั้น เราก็จะไม่ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง และถ้าเราไม่ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง โอกาสที่เราจะปรับปรุงตัวเองก็ลดลงตามไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีปัญหากับแฟนเรา แทนที่เราจะเปิดใจยอมรับความจริงว่า บางทีเราก็อาจจะมีข้อบกพร่อง แต่ด้วยความรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากเกินไป เราก็จะปฏิเสธความจริง และคิดว่าเราเป็นฝ่ายถูกเสมอ คนที่ผิดคือแฟนเรา แบบนี้ความสัมพันธ์มันก็ไปต่อยาก เพราะเราจะไม่มีทางที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้เลย

อีกอคติหนึ่งที่เรามักจะเป็นกันมากคือการติดอยู่กับต้นทุนจม หรือที่เรียกว่า Sunk Cost แปลความหมายง่าย ๆ ว่า เวลาที่เราลงทุนลงแรงทำอะไรไปแล้ว ถึงแม้ว่าจุดหนึ่ง เราก็อาจจะพอคาดเดาว่า ถึงแม้เราจะทำต่อ มันก็เสียเวลาหรือเสียเงินเสียทองไปเปล่า ๆ แต่การที่เรามีต้นทุนจม คือการลงทุนลงแรงของเราไปก่อนหน้านี้ จะทำให้เราไม่กล้าที่จะเลิกทำสิ่งนั้น และพาลไม่ยอมรับความจริงและหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งนั้นอีก

ยกตัวอย่างเช่น เราเปิดร้านขายอาหารก็แล้วกัน เราพยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่ก็พบว่าอาหารที่เราทำขายมันไม่ได้เป็นที่นิยมเลย ทำเลที่ตั้งของร้านก็ไม่ใช่ แต่ด้วยความรู้สึกว่าเราลงเงินไปตั้งเยอะแล้ว แถมยังเปิดร้านมาก็หลายปี เราก็จะเสียดายทั้งเงินและเวลาที่ลงไป จึงทำให้เราตัดใจเลิกทำได้ยาก ทู่ซี้ทำต่อ เสียเงินเสียทอง และเสียเวลาไปอีกมาก และหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่ามันหนึ่งมันจะดีขึ้นเอง แบบนี้แหละครับที่เรียกว่าความลำเอียงในเรื่องต้นทุนจม

เอาเป็นว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ลองถามตัวเองดี ๆ ว่าเราได้เปิดใจยอมรับความจริงแล้วหรือยัง หรือเรายังมีความลำเอียงอยู่ไหม เผื่อจะทำให้เราได้ตระหนักคิด และสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นนะครับ

ข้อคิด ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ให้เรายอมรับความจริง และลดอคติลง

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.