อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง

บางทีก็รู้สึกย้อนแย้งเหมือนกันนะครับ เพราะถ้าใครได้อ่านคำแนะนำนี้ ก็เป็นคนที่อ่านหนังสือกันอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่ได้เห็นก็เป็นคนที่ไม่ได้อ่าน ทั้ง ๆ ที่คำนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือมากกว่าคนที่อ่าน แต่เอาเป็นว่าเผื่อใครได้อ่านคำแนะนำนี้อาจจะนำไปแบ่งปันหรือชักชวนคนที่ยังไม่ได้อ่านให้ลองอ่านหนังสือกัน

ทำไมผมถึงเชียร์ให้อ่านหนังสือ คำตอบของผมก็คือ ผมว่าไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องใดก็ตาม จะมีหนังสืออย่างน้อย 1 เล่มที่จะช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ไม่ได้เกิดกับเราเป็นคนแรกเป็นครั้งแรกของโลกหรอก ปัญหาเหล่านั้นเกิดมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และก็มีคนที่พยายามแก้ปัญหาเหล่านั้นโดยใช้วิธีที่หลากหลายวิธี อาจจะสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำสำเร็จมาแล้ว

คนเหล่านั้นแหละครับที่มาเขียนหนังสือเพื่อเล่าให้กับคนอื่น ๆ ได้ทราบว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และเขาใช้วิธีใดที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ แล้วทำไมเราถึงจะไปลองผิดลองถูกเองล่ะครับ ในเมื่อมีคนมาเล่าให้เรารู้แล้ว ใช่ครับ สิ่งที่เขาบอกไม่ได้แปลว่าเรานำมาใช้แล้วจะประสบความสำเร็จทันที แต่อย่างน้อยก็พอจะเห็นแนวทางบ้าง เราเอามาปรับให้เข้ากับชีวิตเราแบบนี้ก็น่าจะดีกว่า ต้องคิดตั้งแต่ต้น

แล้วถ้าหนังสือมีข้อดีแบบนี้ทำไมหลายคนถึงไม่อ่านกัน ส่วนตัวผมคิดว่าเรามีทัศนคติที่อาจจะไม่ค่อยดีกับหนังสือเท่าไรตั้งแต่เราเรียนหนังสือ คือตอนนั้นเราเหมือนกับถูกบังคับให้อ่าน และแถมยุคก่อน ๆ ไม่ได้อ่านธรรมดานะครับ อ่านแบบท่องจำด้วย เพราะข้อสอบก็จะเน้นการท่องจำ พอเราไปผูกการอ่านที่เป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจ และดันต้องมานั่งท่องจำ ซึ่งอาจจะเป็นความไม่สนุกด้วยแล้ว เราจึงเกลียดการอ่านไปโดยไม่รู้ตัว

พอเราโตขึ้นมา เราเลยไม่ค่อยอยากอ่าน เห็นหนังสือเหมือนเป็นยาขม หนีได้หนีทันที ถ้าใครเป็นเช่นนี้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่นะครับ ยังมีหนังสืออีกเยอะมากเลยที่เป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วชอบ สนุก ไม่เหมือนกับตอนเราเด็ก ๆ

ใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลย (ซึ่งก็คงไม่ได้อ่านประโยคต่อไปนี้ ต้องฝากคนอ่านไปเล่าต่อนะครับ) ผมแนะนำให้เลือกหนังสือที่ดูแล้วน่าจะชอบมากที่สุดก่อน อย่าเพิ่งไปเลือกหนังสือที่คนอื่นแนะนำว่าดี เพราะดีของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าชอบเรื่องประสบการณ์ท่องเที่ยว หาหนังสือที่เขาเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวอ่าน ชอบทำธุรกิจ หาหนังสือที่เล่าเรื่องธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาอ่าน

ถ้าเริ่มอ่านแบบนี้แล้ว เครื่องจะติดง่ายครับ คำว่าเครื่องติดแปลว่า พออ่านจบเล่มหนึ่ง เราจะรู้สึกภูมิใจ และมั่นใจขึ้นว่า เอ เราอ่านหนังสือจบเหมือนกันนะ เล่มที่ 2 3 4 จะตามมาเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกที ก็เป็นหนอนหนังสือแล้ว

อีกเทคนิคหนึ่งคือบางคนตอนแรก ๆ ก็อ่านเพราะสนใจ แต่อ่านไปอ่านมา มันเหมือนไม่ค่อยได้อะไร จำก็ไม่ค่อยจะได้ ดูแล้วเหมือนกับไม่ได้อ่านเลย บางคนก็กังวลว่าการอ่านจะช่วยเราจริง ๆ เหรอ ผมแนะนำอย่างนี้ครับ อ่านจบแล้ว ขอให้ทำอะไรก็ได้สัก 1 อย่าง ที่เป็นผลจากการอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่ว่าจะลองปฏิบัติตามสิ่งที่หนังสือเล่มนั้นแนะนำ เช่น ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการเขียน ผมก็ลองใช้เทคนิคนั้นทันทีหลังจากอ่านจบ หรือถ้ามันทำไม่ได้ทันที เราก็อาจจะนำมาเขียนสรุปและแบ่งปันใน Social Media ต่าง ๆ แบบนั้นก็ได้

การทำแบบนี้นอกจากจะช่วยทำให้เราเข้าใจเนื้อหาที่อ่านมากขึ้นแล้ว เราจะรู้สึกว่าการอ่านครั้งนั้นมีประโยชน์และมีความหมายอีกด้วย นอกจากช่วยพัฒนาตัวเราแล้ว ในหลายครั้งเรายังภูมิใจด้วยว่าไม่ใช่เราได้ประโยชน์คนเดียว หลาย ๆ ครั้งการที่เรานำหนังสือมาสรุป มาเล่าให้คนอื่นฟัง ก็ยังสร้างประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ที่แนะนำมาทั้งหมดนี่ผมก็ทำอยู่เป็นประจำนะครับ ผมเลือกหนังสือที่ผมชอบอ่าน อ่านจบก็มักจะสรุปให้ท่านที่ติดตาม Nopadol’s Story Podcast ฟังเป็นประจำ นอกจากจะทำให้ผมเข้าใจเนื้อหาหนังสือดีขึ้นแล้ว ยังน่าจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ ท่านด้วย

ลองใช้เทคนิคเหล่านี้กันนะครับ อยากให้ทุกท่านได้อ่านหนังสือกันมาก ๆ จริง ๆ ครับ ใครสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มการอ่านที่ผมสร้างขึ้น Search หาคำว่า Bookoins ใน Facebook Group และขอสมัครเข้ามากันได้เลยนะครับ

ข้อคิด การอ่านหนังสือจะช่วยพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.