ทำธุรกิจต้อง เน้นการเติบโต เดี๋ยวกำไรจะมาเอง จริงหรือ

ถ้าใครอ่านหนังสือที่พูดถึงเรื่องการสร้าง Startup เรามักจะได้ยินแนวทางการทำธุรกิจแบบที่ เน้นการเติบโต ก่อนในตอนแรก และหลังจากที่มีคนใช้งานจำนวนมากแล้ว ต่อมาธุรกิจก็จะสามารถหาทางสร้างรายได้ได้จากหลากหลายทาง

ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็น Google ที่ตอนเริ่มต้น ก็ทำระบบ Search Engine ที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้เก็บค่าบริการกับใครเลย พอคนเกือบทั้งโลกเลือกที่จะค้นหาข้อมูลผ่าน Google เขาก็เริ่มสร้างรายได้จากการเปิดให้ธุรกิจอื่น ๆ สามารถจ่ายเงินโฆษณาใน Platform ของ Google เพื่อให้สินค้าหรือบริการของตัวเองสามารถถูกค้นหาเจอได้ง่าย ๆ หรือจะเป็น Facebook ที่ตอนเริ่มต้นนั้นก็ให้คนใช้ฟรี ๆ พอมีคนใช้กันเยอะ ๆ ต่อมาถ้าธุรกิจต้องการจะจ่ายเงินโฆษณาสินค้าหรือบริการก็สามารถทำได้

จะเห็นได้ว่ารูปแบบการดำเนินธุรกิจนี้มักจะเป็นที่นิยม แต่จะมีคำถามคือแล้วช่วงแรกตอนที่ไม่มีรายได้ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย เพราะธุรกิจทุกธุรกิจมันก็จะมีรายจ่ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจเลย คำตอบคือ ถ้าเป็นแนว Startup ที่เน้นการเติบโตแบบนี้ เงินที่เข้ามาในช่วงแรก ๆ ก็เป็นเงินจากนักลงทุนเกือบทั้งหมด

นักลงทุนที่เอาเงินมาให้แลกกับหุ้นก็หวังว่า Startup นั้นจะเติบโตมาก ๆ อย่าง Google หรือ Facebook นี่แหละครับ เพราะถ้าโตได้แบบนี้ เรื่องรายได้ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวจะตามมาเองได้จากหลากหลายทาง

ธุรกิจ Startup จึงเป็นธุรกิจที่ Sexy ทั้งในมุมคนทำและคนให้เงินลงทุนเพราะถ้าทำได้อย่าง Startup รุ่นพี่อย่าง Google Facebook หรืออื่น ๆ มันไม่ใช่แค่สำเร็จเล็ก ๆ แต่มันสำเร็จแบบร้อยเท่าพันเท่ากันเลยทีเดียว

แต่มีความจริงอย่างหนึ่งที่หลายคนก็อาจจะทราบ แต่บางทีถึงรู้ก็อาจจะไม่ค่อยอยากฟังคือ การทำธุรกิจในการเร่งการเติบโตในช่วงแรก และต้องการเงินนักลงทุนมาใช้ก่อนนั้น ส่วนใหญ่แล้วลงเอยด้วยความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จครับ

คำถามคือแล้วทำไมนักลงทุนเขาถึงยังคงให้เงินมาลงทุนกับธุรกิจที่ส่วนใหญ่ล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ เขาไม่เสียดายเงินเหรอ ใช่ครับ ส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่เขาไม่ได้ลงทุนแค่รายเดียวนี่ครับ เขากระจายการลงทุน เขาอาจจะล้มเหลวกับการลงทุนนับสิบบริษัท แต่ถ้ามีแค่บริษัทเดียวที่สำเร็จ ความสำเร็จนั้นมันมากกว่าการขาดทุนจากบริษัทที่เหลือไม่รู้กี่เท่าครับ

แต่ในมุมของผู้ประกอบการนั้น รูปแบบธุรกิจนี้มีความกดดันแน่นอน เพราะเงินที่นักลงทุนมักจะให้มานั้น ไม่ได้เยอะอะไรมาก ดังนั้นนอกจากต้องทำให้สำเร็จในแง่ของการเติบโตแล้ว ยังจะทำให้ทันเวลาอีกด้วย การทำธุรกิจที่เน้นความสำเร็จแบบก้าวกระโดดและต้องแข่งกับเวลามาก ๆ แบบนี้ มักจะสร้างความเครียดให้เกิดขึ้นกับคนทำงานได้ง่าย ยังไม่นับเรื่องสุขภาพกายที่อาจจะทรุดโทรมไปได้อีกด้วย เพราะคงมีแต่คำว่า งาน งาน และ งาน เท่านั้น ไม่มีเวลาจะเหลือให้กับการพักผ่อน หย่อนใจ การดูแลสุขภาพของตัวเอง หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ไม่ได้บอกว่าการเร่งการเติบโตแบบนี้ไม่ดี เพราะสินค้าหรือบริการบางประเภท หากรีบ ก็อาจจะสูญเสียโอกาสไปได้ หรือบางคนอาจจะบอกว่ามันท้าทาย มันสนุก หรือแม้กระทั่งเขาอาจจะมีความสามารถในการบริหารจัดการเวลาที่ดีก็ได้ เพียงแต่จะบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางเดียวของการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

เราสามารถเริ่มต้นเล็ก ๆ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ค่อย ๆ เติบโต ค่อยสร้างกำไร มีเวลาให้กับคนรักและครอบครัว มีเวลาในการรักษาสุขภาพ และทำไปอย่างมีความสุข ก็ได้อีกเช่นกัน

คงไม่มีอะไรถูกหรือผิดสำหรับทุกคน ลองค้นหาตัวเองกันครับว่าถ้าอยากทำธุรกิจ ธุรกิจแบบไหนเป็นแบบที่เข้ากับเราได้ดีที่สุด ผมว่าถ้าเราเลือกแนวทางการทำธุรกิจที่ถูกจริตกับเรา โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ พร้อม ๆ กับมีความสุขก็จะมีมากขึ้นแล้วล่ะครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการทำธุรกิจนะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.