19 ปีกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

เมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบทำงานในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยครบ 19 ปี ถ้าเทียบกับท่านอื่น ๆ ที่เป็นอาจารย์กันมาอย่างยาวนาน เวลา 19 ปี ก็อาจจะไม่ได้ยาวนานมากนัก แต่ผมก็คิดว่าก็น่าจะยาวพอที่จะนำมาเขียนเล่าประสบการณ์ให้ฟัง

สำหรับผมแล้วการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมีหน้าที่สำคัญ 4 ประการดังนี้

1. สอนหนังสือ

ผมยอมรับเลยว่า แต่ก่อนผมไม่เคยจินตนาการเลยแม้แต่นิดเดียวว่าจะมาสอนหนังสือได้ ตั้งแต่เรียนมาแล้ว ผมเป็นคนที่กลัวการนำเสนอหน้าห้องอย่างมาก โชคดีว่าตอนเรียนประถม มัธยม ก็ไม่ได้มีโอกาสนำเสนอสักเท่าไร มาเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนวิศวกรรมศาสตร์ ก็ไม่ค่อยได้นำเสนอเช่นกัน แม้กระทั่งไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านวิศวกรรมเคมีที่ US ก็อาจจะมีบ้าง (ซึ่งก็ตื่นเต้นมือเย็นทุกครั้งที่ต้องนำเสนอ) แต่ก็เรียกว่าผ่านมาได้ตลอด จะมาเจอเยอะ ๆ ก็ตอนเรียน MBA ที่ธรรมศาสตร์นี่แหละครับที่มีการนำเสนอเยอะหน่อย แต่เชื่อไหมครับ ผมก็เอาตัวรอดโดยให้เพื่อนนำเสนอมาตลอด จะมีแค่บางวิชาที่หลบไม่ได้เพราะอาจารย์บังคับ ก็จำเป็นต้องทำ และนั่นเป็นวิชาที่ผมไม่ได้ A ซึ่งเดาได้ว่าเป็นเพราะการนำเสนอที่ไม่ได้เรื่องของผมนั่นแหละครับ พูดมั่วมาก นั่งนำเสนอ เหงื่อแตกอยู่หน้าห้อง รู้เลยว่าทำได้ไม่ดีเลย

แล้วมาเป็นอาจารย์ได้ยังไง ก็ต้องบอกว่ามันเหมือนโชคชะตามากกว่าครับ ผมไปเรียนปริญญาเอกมา แล้วตอนนั้นลังเลว่าจะทำอะไรต่อดี เคยไปทำงานที่ปรึกษามาสักพัก แต่พอต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ บอกเลยว่าไม่ใช่ตัวเองเลย เพราะตอนนั้นก็เพิ่งมีลูกคนแรก ไม่อยากเดินทางไปไหนเลย เมื่อมีโอกาสได้มาเป็นอาจารย์ก็เลยลองดู

ตอนนั้นจำได้ว่ามีอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งได้เชิญผมไปบรรยายให้กับนักศึกษาปริญญาโท ใช่ครับ ผมสอนครั้งแรกคือนักศึกษาปริญญาโทเลย จำได้ว่าเหงื่อแตก เตรียม Slide ไปเป็นร้อย ๆ หน้า (กับการพูด 3 ชั่วโมง) พูดเร็วมาก เพราะตื่นเต้น แต่ต้องขอบคุณพี่ ๆ (ตอนนั้นคนเรียนส่วนใหญ่ก็น่าจะอายุมากกว่าผมด้วย) ที่เรียนด้วย คือให้กำลังใจมาก มาบอกว่าเรียนกับอาจารย์แล้วได้ความรู้เยอะเลย ใจเลยชื้นขึ้นมา

หลังจากที่ได้มาเป็นอาจารย์ ก็ได้สอนมากขึ้น สอนกับนักศึกษาปริญญาตรี ความตื่นเต้นก็ลดลงหน่อย เพราะเขาเด็กกว่าเรา แต่ก็ยังพูดเร็วอยู่เหมือนเดิมแหละ แต่ประสบการณ์และ Feedback จากนักศึกษา เราค่อย ๆ เอามาปรับปรุงได้เรื่อย ๆ จนผลการประเมินผลดีขึ้นเรื่อย ๆ

มาถึงวันนี้การสอนเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากครับ ใช่แหละครับ มันมีเหนื่อย มีล้าเป็นเรื่องธรรมดา แต่โดยรวมแล้วการที่เราได้มีโอกาสบอกเรื่องที่เรารู้ให้กับคนอื่นได้รู้ด้วย และทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น มันเป็นรางวัลด้วยตัวของมันเองเลยครับ

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดในการสอนนอกจากรางวัลต่าง ๆ ที่ได้ เช่น ได้เป็นครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือเป็นผู้สอนดีเด่นของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแล้ว ก็คือการได้รู้จักลูกศิษย์เป็นจำนวนหลายพันคนหรืออาจจะหลักหมื่นคนใน 19 ปีที่ผ่านมา และเห็นแต่ละคนเติบโต ประสบความสำเร็จนี่แหละครับ

2. งานวิจัย

ผมจำได้ครับว่าตอนที่ผมเข้ามาสัมภาษณ์เพื่อรับการคัดเลือกเป็นอาจารย์ มีอาจารย์ผู้สัมภาษณ์ผมถามคำถามว่า ทำไมจึงอยากมาเป็นอาจารย์ ตอนนั้นคำตอบของผมคือ ผมชอบทำวิจัยครับ ไม่ใช่คำตอบเพื่อเอาใจผู้สัมภาษณ์ เพราะมหาวิทยาลัยอาจจะอยากได้อาจารย์ที่ทำวิจัย แต่ตอบด้วยความเป็นจริงเลย

ก่อนมาเป็นอาจารย์ ผมมีโอกาสได้ทำวิจัยทางด้านวิศวกรรมเคมีมาก่อนในระดับปริญญาโท ถึงแม้ว่าวิจัยทางด้านบริหารธุรกิจมันต่างจากวิจัยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่หลักการไม่ได้แตกต่างกันเลย การวิจัยคือความพยายามค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อตอบโจทย์สังคมหรืออุตสาหกรรม

ผมจำได้ว่าระหว่างการเก็บข้อมูลและนำมาข้อมูลมาวิเคราะห์ มันเหมือนเป็น Moment ที่น่าตื่นเต้นที่เรากำลังจะเจอคำตอบอะไรใหม่ ๆ ผมอาจจะเป็นคนชอบอ่านและชอบเขียนอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งทำให้การทำงานวิจัยเป็นสิ่งที่ชอบทำโดยปริยาย จึงไม่ได้แปลกที่ 19 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากการเป็นอาจารย์ แล้วจึงกลายเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและภูมิใจมากที่สุดไม่ได้แพ้ รางวัลที่ได้รับจากการสอนเลย

สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าผมรักงานวิจัยจริง ๆ คือหลังจากที่ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์แล้ว มีคนถามผมว่า อาจารย์จะทำวิจัยอีกทำไม เพราะทำไป ก็ไม่สามารถเอาไปขอตำแหน่งทางวิชาการใด ๆ ได้อีกแล้ว เพราะตำแหน่งศาสตราจารย์ก็สูงที่สุดแล้ว ผมก็บอกไม่รู้สิ มันแค่อยากทำและสนุกกับการทำ เอาจริง ๆ ไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายว่าจะได้รางวัลอะไรเกี่ยวกับงานวิจัยเลยนะครับ จะบอกว่าทำเพื่อเงิน ก็อาจจะไม่ใช่ เพราะถ้าเทียบเวลาที่ต้องใช้ไปแล้ว ทำอย่างอื่นได้เงินมากกว่าทำวิจัยเยอะครับ แต่ก็ดีใจว่าเราได้เจอสิ่งที่เราชอบแล้วจริง ๆ

3. งานให้บริการทางวิชาการสู่สังคม

ถ้าเทียบกับงานสอนและวิจัยแล้ว ผมชอบงานประเภทนี้รองลงมาครับ จริง ๆ ต้องแบ่งแยกแหละว่า งานให้บริการทางวิชาการสู่สังคมมีอะไรบ้าง เช่น การเป็นกรรมการในชุดต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน การเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรภายนอก หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมต่าง ๆ

คือบางงานผมก็ชอบนะครับ เช่น ตอนนี้ได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายองค์กรที่ใช้ OKRs ที่เป็นหัวข้อที่ผมสอนและทำวิจัยอยู่ มันเหมือนกับเราได้เอาสิ่งที่เราค้นพบไปช่วยให้องค์กรเขาประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่ก็มีหลายงานที่อาจจะเป็นงานที่เราไม่ถนัด ไม่ชอบ แต่หลุดเข้าไปทำก็มีเรื่อย ๆ

ธรรมชาติผม ผมไม่ชอบการประชุมเลยครับ ไม่ใช่ว่าประชุมไม่ดีนะครับ บางครั้งก็จำเป็น แต่ต้องยอมรับเลยว่า การประชุมหลายชุดมันใช้เวลาเยิ่นเย้อมาก แล้วลงเอยตรงที่มันไม่ได้มี Impact ใด ๆ ประชุมแค่เพราะต้องประชุม แบบนี้ผมว่ามันเสียเวลา อีกอย่างบางทีเขาเชิญเราไป ก็อาจจะให้เกียรติเราเพราะเห็นเรามีความสามารถ แต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้เก่งและรู้ไปซะทุกเรื่อง พอไปนั่งเป็นกรรมการก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้มากอีก หลัง ๆ จึงค่อนข้างเลือกพอสมควร ไม่ได้หยิ่งอะไรเลยครับ แค่อยากให้มั่นใจว่าผมสามารถช่วยได้จริง ๆ

แต่ข้อดีของงานประเภทนี้ก็มีนะครับ ผมได้อยู่ในตำแหน่งบอร์ดบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้เจอคนเก่ง ๆ เยอะ ได้ทำงานกับองค์กรภาครัฐ ก็ได้พบเจอคนที่มีความสามารถไม่น้อย แต่ก็อย่างที่บอกคืออาจจะต้องเลือก ไม่เช่นนั้นงานประเภทนี้ อาจจะทำให้เราไม่สามารถมีเวลาทำในสิ่งที่รักคือการสอนและวิจัยได้อย่างเต็มที่เหมือนเดิม

4. งานบริหารในมหาวิทยาลัย

ถ้านับงานทั้งหมด 4 งาน ผมชอบงานนี้น้อยที่สุด และคิดว่าตัวเองมีความสามารถในด้านนี้น้อยที่สุด ทราบได้อย่างไร ก็ต้องบอกว่าก็เคยทำมาในหลายตำแหน่งอยู่เหมือนกัน ที่พอจำได้ ก็เช่น เป็นรองผู้อำนวยการโครงการ MBA ของธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าสาขาบริหารการปฏิบัติการ และตำแหน่งบริหารที่สูงที่สุดที่เคยเป็นคือรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น

ผมชื่นชมคนที่ทำหน้าที่บริหารนะครับ เพราะผมว่าต้องอาศัยทักษะอย่างมาก ถึงจะทำงานนี้ได้ดี ผมรู้จักอาจารย์หลายท่านที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีจริง ๆ และอยากสนับสนุนให้ท่านเหล่านั้นได้ทำหน้าที่เหล่านี้ เดี๋ยวนี้ใครมาแซวว่าอาจารย์มารับตำแหน่งโน้นนี้ ช่วยคณะหน่อย ผมจะบอกเลยว่าขอบพระคุณนะครับ ผมเชื่อว่าผมช่วยคณะและมหาวิทยาลัยได้ดีกว่านี้มากในบทบาทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้บริหาร

เขียนมาซะยาว แค่อยากจะบอกว่า 19 ปีที่ผ่านมานี้ เป็น 19 ปีที่ดีมาก ๆ ในชีวิตผมเลยครับ ไม่ได้บอกว่าอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับทุกคนนะครับ และก็คงไม่มีอาชีพไหนที่ดีไปซะทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าผมคิดว่าผมโชคดีเท่านั้นที่ได้เจออาชีพนี้ และก็คิดว่าคงทำอาชีพนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดแรง หรือไม่ก็จนกว่ามหาวิทยาลัยไม่มีอีกต่อไป

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.