สร้างธุรกิจให้ขยายใหญ่ได้ (Scalable)

หลายคนอยากเอาเวลาว่างมาทำธุรกิจ และพอทำแล้ว ก็เริ่มมีรายได้ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่ไป ๆ มา ๆ หลายครั้ง เราจะเริ่มเหนื่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะยิ่งมีลูกค้าเยอะ มันก็ยิ่งยุ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ได้ทำธุรกิจเต็มตัว แต่เป็นคนที่ใช้เวลาว่างมาทำธุรกิจนี่แหละ เพราะว่าวันหยุดแทนที่จะได้หยด แต่เราก็ต้องมาหารายได้เป็นแหล่งที่ 2

ไป ๆ มา ๆ จากวันหยุด ก็กลายเป็นวันทำงาน เผลอ ๆ จะหนักกว่าการทำงานประจำในวันจันทร์ถึงศุกร์อีกต่างหาก

สุดท้าย ถึงจะชอบสิ่งที่เราทำอย่างไร ก็อาจจะลงท้ายด้วยอาการ Burn Out หรือหมดไฟ ไปต่อไม่ไหว หรือสุขภาพอาจจะย่ำแย่ไปเลย

แล้วจะให้ทำอย่างไร เพราะถ้าเราต้องการรายได้เพิ่ม เราก็ต้องอดทน เอาแรงไปแลกไม่ใช่หรือ

ไม่ใช่เสมอไปครับ

ทางเลือกแรกคือ เราก็ทำเท่าที่ทำได้ เช่น สมมุติเราทำขนมขาย ก็ทำได้แค่ 100 ชิ้น ก็บอกคนซื้อไปว่า เรามีขายแค่ 100 ชิ้นนะ และเราก็พอใจแค่นี้ ก็จบ แบบนี้ก็ได้ครับ แต่ปัญหาคือเราก็จะมีรายได้จำกัดจากการขายแค่ 100 ชิ้นเท่านั้นแหละ

แต่ถ้าเราอยากจะทำรายได้มากกว่านั้นจะทำอย่างไร เพราะเราทำมากกว่านี้ก็ไม่ไหว

อันนี้แหละครับ ที่เราควรมาดูรูปแบบทางธุรกิจกันใหม่ ที่จะทำให้มันสามารถขยายใหญ่ได้ โดยไม่ต้องมาติดที่ตัวเรา

เอาตัวอย่างการทำขนมข้างต้นก็ได้ เราทำอะไรได้บ้าง

1) จ้างคนมาช่วยเพิ่ม

ที่เราทำได้ 100 ชิ้น อาจจะเป็นเพราะเราทำอยู่คนเดียว แต่ถ้าเรามีลูกมือ เราอาจจะทำได้มากกว่านั้นเป็น 10 เท่า แต่ข้อเสียคือถ้าเราจ้างมาแบบ Full Time มันก็จะต้องมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ถ้ามั่นใจว่า ยังไงก็ขายได้ ก็คุ้มที่จะทำ

2) Outsource งานบางอย่างออกไป

เช่นแต่ก่อน นอกจากทำขนมแล้ว เรายังต้องทำหน้าที่ขับรถไปส่งให้กับลูกค้าด้วย แบบนี้ แน่นอน เวลาเราก็จำกัด จะขับไปส่งได้สักกี่บ้านกัน

แต่ถ้าเรา Outsource คือจ้างให้คนอื่นมารับหน้าที่ส่งของไปแทนเรา แบบนี้ เราก็มีเวลามา Focus กับสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการทำขนมได้มากขึ้น และเราก็ผลิตขนมได้เยอะขึ้นตามไปด้วย

Outsource ไม่ใช่แค่การส่งของ การรับจ่ายเงิน บัญชี อะไรพวกนี้ มีคนให้บริการทำแทนให้ทั้งหมดแหละครับ แต่แน่นอนมันก็ต้องแลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตาม แต่ถ้าคิดแล้วว่าคุ้ม การ Outsource งานที่ไม่ใช่สิ่งที่เราถนัดจะช่วยเราได้มาก

3) หาตัวแทน

ถึงแม้เราจะทำข้อที่ 1 และ 2 แล้ว แต่สุดท้ายมันก็จำกัดที่ตัวเราอยู่ดี ในแง่ของการทำขนม ถ้าเช่นนั้น เราอาจจะเริ่มหาตัวแทนเพื่อที่จะมาทำแทนเรา หรือจะเรียกว่าการสร้าง Franchise ก็ได้

คือแทนที่เราจะมาอบขนมเอง Pack ของเอง ฯลฯ เราประกาศไปเลยว่า ขนมเราขายดีมาก (ซึ่งถ้าขายไม่ดี เราคงไม่ต้องมาอ่านบทความนี้จริงไหมครับ) ใครสนใจมาทำ Franchise กับเราไหม

เราอาจจะมีการฝึกอบรมสอนทำขนมให้ หรือมีการบอกวัตถุดิบต่าง ๆ ให้ พอคนฝึกอบรมกับเราจบ เขาก็ออกไปทำขนมใน Brand ของเราได้เลย

รายได้ของเราจะมาจาก % ของยอดขายที่เขาขายได้ ซึ่งตรงนี้ อาจจะมีความยากลำบากหน่อยตรงการตรวจสอบว่า เขารายงานได้ถูกต้องไหม บางที่ เขาก็จะมีการให้วัตถุดิบบางอย่างไปด้วย ซึ่งเป็นการตรวจสอบไปในตัวว่า เขาน่าจะขายได้สักเท่าไร

แต่ Model นี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่อยากทำขนมขายแล้ว รายได้เราก็มีมาตลอด เพราะมีคนทำขายแทนเราใน Brand ของเรา ซึ่งเราจะได้ % จากยอดขายตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น

4) เปลี่ยน Model ทางธุรกิจไปสู่ Digital

ใช่ครับ เรากินขนมผ่าน Digital ไม่ได้ แต่เราอาจจะลองคิดหา Model ที่จะส่งต่อความรู้ผ่าน Digital ได้

ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำช่อง Youtube สอนทำขนม พอมีคนติดตามเยอะ เราก็ได้รายได้จากค่าโฆษณา ตรงนี้เราแค่ลงทุนทำ Clip เท่านั้น คนจะดู 10 คน หรือ 1 ล้านคน เวลาเราก็เท่าเดิม แต่ยิ่งคนดูเยอะ เราก็ได้ค่าโฆษณาเยอะ เผลอ ๆ มี Brand ต่าง ๆ มาขอให้เรารีวิวสินค้าเขาอีกต่างหาก

หรือแม้กระทั่งการทำ Course Online ใน Platform ต่าง ๆ สอนทำขนมเลยครับ เชื่อว่าถ้าเราทำได้อร่อย ลูกค้าเยอะ คนอื่นก็ยิ่งอยากมาเรียน ทำ Course Online อัด Clip ครั้งเดียวเหมือนกัน คนจะเรียน 1 คน หรือ หลายพันคน เราไม่ได้ใช้เวลามากขึ้นเลย แต่รายได้จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนคนที่เรียน

ก็ขอฝากไว้เป็นข้อคิดแล้วกันครับ ไม่ได้หมายความว่าทุกท่านจำเป็นต้องขยายธุรกิจเสมอไป ท่านที่พอใจกับสิ่งที่ท่านทำอยู่ หรือรายได้ที่ได้อยู่ ก็ทำต่อไปได้เลยครับ ไม่มีปัญหาแต่ประการใด

แต่สำหรับท่านที่กำลังเข้า Zone ที่จะ Burn Out หรือพาลจะเลิกทำ ก็ลองนำเอาข้อเสนอนี้ไปคิดกันดูได้นะครับ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit

6 แนวทางเริ่มธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก

เวลามีคนมาปรึกษาว่าอยากลาออกมาทำธุรกิจ ผมมักจะแนะนำว่า อย่าเพิ่งเลย ถ้าเรายังไม่รู้ว่าธุรกิจที่เราทำนั้นคืออะไร เราชอบจริงไหม หรือมันสามารถสร้างรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของเราหรือเปล่า

นี่เป็นที่มาของแนวคิด ผู้ประกอบการวันหยุด หรือ Weekend Entrepreneur นี่แหละครับ คือมันเหมือนเป็นสนามทดลองให้เรารู้ก่อนว่า ชีวิตผู้ประกอบการเป็นอย่างไร

มันคล้าย ๆ เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่จะพาเราออกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่มันมีข้อแม้อย่างหนึ่งคือ ก้าวเล็ก ๆ นี้ เราจะต้องผิดพลาดได้ เพราะมันมีโอกาสผิดพลาดสูง

เรายังไม่เคยทำธุรกิจ ทำครั้งแรก จะให้สำเร็จเลย มันไม่ง่ายครับ ดังนั้นองค์ประกอบของธุรกิจวันหยุดอันหนึ่งของผมคือ…

“จะต้องไม่ใช้เงินลงทุนมาก”

แล้วธุรกิจแบบไหนที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก… เอาเป็นว่าผมลองยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ครับ

1) การสอน

อันนี้บอกได้เลยว่า เงินลงทุนขั้นต้นน้อยมากหรืออาจจะไม่มีเลย แต่พูดแบบนี้ ไม่ได้แปลว่า อยู่ดี ๆ เราก็จะสอนได้นะครับ อะไรที่ไม่ได้ใช้เงินลงทุน มันก็ต้องแลกด้วยความพยายามเราครับ แปลว่า เราก็ต้องหาความรู้ให้มากเพียงพอในสิ่งที่เราอยากจะสอน เพราะถ้าเราไม่มีความรู้ ก็คงไม่มีใครอยากมาเรียนกับเรา

การสอนจริง ๆ แล้วมันก็คือการบริการในรูปแบบหนึ่งนั่นแหละครับ เพียงแต่มันเป็นบริการในการเรียบเรียงและถ่ายทอดความรู้ที่ตอบโจทย์ผู้คนเท่านั้น

ท่านทำอาหารเก่ง ก็ลองไปสอนคนอื่นทำดู ท่านทำ Excel สุดยอด ก็สอนให้คนอื่นทำเป็นด้วย เราไม่จำเป็นต้องเก่ง “ที่สุด” แค่เก่งมากกว่าคนทั่วไปก็พอแล้ว

สอนเราทำได้ทั้ง Online และ Offline ถ้า Online อย่างมากเราก็ต้องมี Computer และ Internet ก็แค่นั้น ส่วน Offline แบบเจอหน้ากัน ก็คงต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ แต่เราก็เปิดรับก่อน แล้วค่อยไปจองสถานที่ เมื่อมี Demand เพียงพอ

2) การให้บริการในรูปแบบอื่น ๆ

บางคนอาจจะสอนไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไรครับ เรารับบริการทำสิ่งที่เราเชี่ยวชาญและเรารักได้เลย เช่น เราอาจจะมีทักษะในเรื่องการถ่ายรูป ก็รับจ้างถ่ายรูป เราเก่งในเรื่อง programming ก็รับจ้างทำ application หรือเราเก่งภาษาก็รับแปลหนังสืออะไรแบบนี้ จะเห็นว่าการให้บริการส่วนใหญ่ก็ใช้เงินลงทุนไม่เยอะเช่นกัน

3) ทำ Digital Product

อันนี้อาจจะมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่เราเลือกได้ครับ เช่น เราอาจจะเขียนหนังสือแล้วทำเป็น Ebook แบบนี้ เราก็ไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไรมากมาย อย่างมากก็อาจจะค่าออกแบบทำให้ Ebook เราดูสวยงาม

หรือแม้กระทั่งทำ Program อะไรง่าย ๆ ที่ตอบโจทย์คนใช้ (ไม่ต้องถึงกับทำ Application ที่ใช้เงินเป็นล้านอะไรแบบนั้น) ตรงนี้ ถ้าเราทำเองได้ ต้นทุนก็น้อย ถ้าทำไม่ได้ก็จ้างเขาทำ แต่ก็คงต้องเลือกที่ไม่ต้องจ่ายเงินมากนัก

หรือจะเป็นรูปแบบ Course Online (ซึ่งเข้าข่ายข้อที่ 1 เหมือนกันคือการสอน) ก็ถือเป็นรูปแบบ Digital Product เช่นกันครับ

4) ผลิตสินค้าจำหน่าย แต่ทำแบบ Pre-Order หรือ Made to Order

การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายอาจจะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 3 ข้อแรก แต่ถ้าเราสามารถทำแบบ Pre-Order ได้ คือให้มีการสั่งจองมาก่อน และเมื่อลูกค้าโอนเงินมา เราก็เอาเงินนั้นผลิตเท่าที่มีการสั่งจอง แบบนี้เงินลงทุนของตัวเองที่ต้องใช้ก็น้อย

หรือจะเป็น Made to order ก็ได้ อันนี้คือ สั่งมาที ก็ผลิตที คืออาจจะต้องลงทุนเองบ้าง แต่ก็ไม่เยอะ เพราะเราจะผลิตเฉพาะที่มีคนสั่งแล้วเท่านั้น (ถ้าของมีราคาสูงก็คงต้องมีการมัดจำ)

5. ซื้อมาขายไป

อันนี้จริง ๆ คล้าย ๆ ข้อที่ 4 เพียงแต่เราไม่ผลิตเอง ยกตัวอย่างเช่น เราไปใช้สินค้าอันหนึ่งของต่างประเทศ แล้วเราชอบมาก เราก็อาจจะสั่งของมาจากต่างประเทศ แล้วนำมาขายในประเทศ

เพียงแต่ว่า เราอาจจะไม่ได้สั่งมาแบบถล่มทลาย เอาแค่เราคิดว่าพอจะขายได้ หรือแม้กระทั่งให้ลูกค้าสั่งมาก่อนก็ยังได้

6) ทำ Content

ตรงนี้ก็เป็น Model ธุรกิจอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยม เช่น การทำ YouTube และได้เงินจากโฆษณา การเปิด Blog เขียนบทความที่โฆษณาสินค้าหรือบริการ และได้เงินจาก % รายได้ที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าหรือบริการนั้น ๆ (ที่เขาเรียกกันว่า Affiliate Marketing) หรือ การทำ Podcast แล้วมี Sponsor สนับสนุนเพื่อให้โฆษณาสินค้า เป็นต้น

จะเห็นว่า Content แบบนี้ เราไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเริ่มวันแรกมันจะมีเงินเข้ามาเลย ความสม่ำเสมอและฝีมือจะต้องมีด้วยเช่นกันครับ (แต่สิ่งเหล่านี้ มันเรียนรู้กันได้ทั้งสิ้นครับ)

อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ ท่านอาจจะมีรูปแบบการหาเงินได้หลากหลายทางที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง

เมื่อไม่ใช้เงินเยอะ ก็แปลว่า เราล้มเหลวได้
เมื่อเราล้มเหลวได้ เราก็เรียนรู้ได้
และเมื่อเราเรียนรู้ได้ เราก็สำเร็จได้

ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จจากการทดลองเล็ก ๆ อย่างนี้นะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit

ทำอย่างไรถึงมีรายได้จากสิ่งที่เรารักและเก่ง

สำหรับคนที่สนใจเรื่องการเป็นผู้ประกอบการวันหยุด มักจะมีปัญหาอย่างหนึ่งคล้าย ๆ กัน คือ “ไม่รู้จะสร้างรายได้อย่างไร” มาดูปัญหานี้กันครับ ก่อนอื่น ทำไมถึงมีคำถามประมาณนี้

คำตอบน่าจะมีอยู่ 2 ด้านคือ

1) นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าสิ่งที่เราชอบ เราเก่ง มันจะสามารถทำเงินได้
2) นึกออกแหละ แต่ไม่กล้าที่จะบอกว่า เราจะทำขายนะ ให้เก็บเงินนะ

เริ่มจากข้อที่ 1 ก่อนนะครับ

บางคนบอกว่า ชอบทำอันนั้น อันนี้ แต่มันจะทำเงินได้หรือ ผมต้องบอกว่า ส่วนใหญ่แล้วมันมีวิธีการสร้างรายได้ จากสิ่งที่เราชอบได้ “เกือบ” ทุกอย่างแหละครับ

อย่าลืมนะครับ ว่าสิ่งที่เราชอบ มันก็น่าจะไม่ใช่เราคนเดียวในโลกมั้งครับที่จะชอบอะไรแบบนี้ ในกรณีส่วนใหญ่ ก็ต้องมีคนเหมือนเราจำนวนไม่น้อย และถ้ามีคนชอบเหมือนเรา การสร้างรายได้ ก็มีทางเป็นไปได้

ขอแบ่งแนวทางการสร้างรายได้ในสิ่งที่เราชอบและมีความสามารถดังนี้ครับ

1) การสร้างเป็นสินค้า และจัดจำหน่าย

นี่คือ Model ที่ตรงไปตรงมามาก และเราเห็นกันอย่างแพร่หลาย เช่น เราชอบทำอาหาร เราก็แค่ทำอาหารชิ้นนั้นออกมา และก็จำหน่ายให้คนที่สนใจอาหารประเภทนั้น

Model นี้ยังรวมไปถึงการจ้างคนอื่นผลิต และเราเอามาขายด้วย เช่น เราอยากขายเสื้อยืด แต่เราคงทำเสื้อยืดเองไม่ได้ ก็จ้างเขาผลิตเสื้อยืดและก็จำหน่ายผ่าน Page

หรือจะเป็นลักษณะของ Drop Shipping เลยก็ได้ เช่น เราประกาศว่าเรามีสินค้าชนิดนี้ขายนะ พอลูกค้าสนใจสั่งมา เราก็ไปสั่งให้โรงงานผลิตให้ และให้โรงงานส่งตรงไปยังลูกค้าเลย

2) ให้บริการ

เป็นอีกแนวหนึ่งที่มีคนทำกันเยอะ เป็นการนำเอาทักษะ ความรู้ ความสามารถที่เรามีเพื่อไปสร้างรายได้

ยกตัวอย่างเช่น เราเก่งบัญชีมาก ๆ เราก็อาจจะให้บริการทำบัญชีให้กับลูกค้า หรือเราเก่งเรื่องภาษามาก ๆ เราก็อาจจะให้บริการรับแปลเอกสารอะไรแบบนี้ แล้วก็เก็บเงินค่าบริการเหล่านั้น

3) การทำ Digital Product

ข้อนี้ก็เป็นอีกข้อที่ระยะหลังมีคนสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น การทำ Ebook ขาย การทำหนังสือเสียง หรือแม้กระทั่งทำ Application ต่าง ๆ ให้ Download

นอกจากนี้ อาจจะยังรวมไปถึงการเขียน Blog เปิด Page แล้วมีคนมาโฆษณา หรือเป็น Youtuber ที่ได้รายได้จากการโฆษณาเช่นกัน หรือจะเป็น Affiliate Marketing หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า ช่วยคนอื่นขายของ แล้วเราก็ได้ค่า Commission

4) การสอน

ผมแยกข้อที่ 4 ออกมาโดยเฉพาะ จริง ๆ แล้ว อาจจะเข้าข่ายทั้งข้อที่ 2 และ 3 ได้เช่นกัน แต่ผมว่าเป็น Model ที่น่าสนใจและมีคนทำกันมาก เลยขอแยกออกมาอีกข้อหนึ่งเลย และการหารายได้จากการสอนนี้ อาจจะใช้ได้กับเกือบทุกสถานการณ์ด้วยซ้ำ

การสอนคือการถ่ายทอดความรู้ที่เรามี ให้กับคนอื่น ๆ โดยการสอนอาจจะเป็นแบบเจอหน้ากัน (ซึ่งจะเข้าข่ายข้อที่ 2) หรือสอนแบบ Online (ซึ่งจะเข้าข่ายข้อที่ 3)

จริง ๆ ทั้ง 4 รูปแบบนี้ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกก็ได้นะครับ เราอาจจะสร้างรายได้ได้ทั้ง 4 รูปแบบพร้อม ๆ กันเลย

ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเรามีฝีมือในการทำคุ้กกี้มาก ทำอร่อยเลย เราอาจจะเริ่มจากการทำคุ้กกี้ออกมาแล้วขายผ่าน Page (ข้อที่ 1) ต่อมา เราอาจจะรับให้บริการไปทำคุ้กกี้ให้กับคนที่จัดปาร์ตี้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อให้ได้กินคุ้กกี้ที่สดใหม่ (ข้อที่ 2)

ต่อมาเราอาจจะเปิด Blog เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคุ้กกี้ จนมีคนติดตามมาก และได้รายได้จากการโฆษณา และเอาเนื้อหาไปเขียนเป็น Ebook จัดจำหน่าย (ข้อที่ 3)

สุดท้าย เราอาจจะเป็น Course สอนการทำคุ้กกี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบเจอหน้ากัน หรือ แบบ Online ก็ได้ (ข้อที่ 4)

มาต่อข้อที่ 2 คือพอจะทราบแหละว่า หาเงินได้ แต่ไม่กล้าที่จะทำนี่สิ จะแก้ได้อย่างไร

คำถามคือ ทำไม เราถึงไม่กล้าขาย

ผมว่าคำตอบอาจจะเป็นทำนองที่ว่า เดี๋ยวเขาหัวเราะเยาะเอาว่า ฝีมือแค่นี้ยังมีหน้ามาขาย หรืออะไรกัน ทำไมแพงจัง ไม่ซื้อหรอก คือลึก ๆ คนเรากลัวการถูกปฏิเสธ

ผมก็เป็นครับ เขียนหนังสือเล่มแรก ๆ แทบไม่อยากบอกให้ใครรู้เลย เพราะเดี๋ยวจะหาว่าขายหนังสือ กลายเป็นว่า ขายหนังสือ ทำให้เรารู้สึกผิด ซึ่งจะว่าไปมันก็แปลกนะครับ เพราะเราก็ซื้อหนังสือคนอื่นมาอ่านกันทั้งนั้น

ผมอยากให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ครับ

อย่างแรก สิ่งที่เราทำขึ้นมานี้ มันไม่ได้ทำมาสำหรับทุกคน เราไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ทุกคนพึงพอใจในสินค้าหรือบริการของเรา และเราไม่มีวันจะทำแบบนั้นได้

มันจะต้องมีคนไม่ชอบ คิดว่าแพงไป คิดว่าไม่ได้เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำแน่ ๆ เพราะถ้าเขาไม่ชอบ ก็แปลว่า สิ่งที่เราทำไม่ตอบโจทย์เขา หรือถ้าเขาคิดว่ามันแพง ก็แปลว่าสิ่งที่เราทำ มีคุณค่าไม่พอกับตัวเขา

แล้วเขาจะว่าเราไหม…
.
ให้กำลังใจแบบนี้ครับ คือปกติ คนที่เขาคิดว่าสินค้าหรือบริการนั้นมันไม่ตอบโจทย์เขา เขาก็มองผ่านไปครับ กี่ครั้งที่เราเห็นโฆษณาใน Facebook แล้วเราคิดว่า ไม่น่าสนใจ สิ่งที่เราทำส่วนใหญ่ก็คือเลื่อนผ่านไปเท่านั้น

แต่ใช่ครับ จะมีส่วนน้อย ที่จะมา Comment ในแนว Negative ว่า ไม่เห็นได้เรื่องเลย ขายแพงจัง ก็คงไปบังคับเขาไม่ได้ เราได้แต่เก็บมาเป็น Feedback ของเราเท่านั้นว่า เราอาจจะตั้งราคาสูงไปไหม แต่อย่าเอาคำพูดที่ Negative แบบนั้นมาหยุดยั้งความตั้งใจของเรา และก็ไม่จำเป็นต้องโต้ตอบใด ๆ ด้วยครับ เขาก็มีสิทธิจะคิดและเขียนแบบนั้น เราก็มีสิทธิที่จะนำมาพิจารณาหรือปล่อยผ่านเช่นกัน

ต่อมา อยากให้คิดว่า สิ่งที่เราทำ ไม่ใช่การ “ขอ” แต่มันคือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมครับ

คนที่กระดากในการขาย เพราะคิดว่าเราต้อง “ขอ” ให้เขาซื้อ ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่นะครับ เขาไม่ได้ให้เงินเราฟรี ๆ เขาให้เพราะเขาคิดว่าสินค้าหรือบริการมันคุ้มค่า

หน้าที่ของเราคือการบอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสินค้าของบริการเรา ให้กลุ่มเป้าหมายเราตัดสินใจว่ามัน “คุ้ม” ไหมที่จะซื้อ

อย่างเวลาผมเขียนหนังสือ อย่างแรกที่ผมมักจะทำคือ ผมจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับอะไร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และผมจะไม่พยายามบอกคุณสมบัติที่มันเกินจริงไป

สำหรับผม ผมว่าตรงนี้สำคัญมากนะครับ เพราะหากเราพูดเกินเลยไป คนที่เขาซื้อสินค้าหรือได้รับบริการไป เขาจะผิดหวังแน่ ๆ ซึ่งเราคงไม่อยากให้เกิดสิ่งนั้น

บางคนอาจจะคิดสั้น ๆ ว่า แค่ขายได้แล้วก็จบ แต่อย่าลืมนะครับ ส่วนใหญ่แล้วธุรกิจที่ยั่งยืน คือธุรกิจที่จะมอบความสุขให้กับลูกค้า ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความไม่จริงใจแล้ว ผมเชื่อว่าเราจะอยู่ยั่งยืนไม่ได้

อีกอย่าง ที่ผมอยากให้คิด คือสินค้าหรือบริการที่เราทำขึ้นมานั้น มันต้องทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นจริง ๆ แล้ว เราไม่ได้เป็นฝ่ายรับเงินอย่างเดียวนะครับ เราเป็นฝ่ายให้ด้วยซ้ำ

ดังนั้นก่อนที่จะขาย ลองคิดก่อนว่า สินค้าหรือบริการนี้มันจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้อย่างไร ใช่ครับ อย่างที่บอก คือคงจะต้องมีคนบอกว่า แหมไม่เห็นช่วยอะไรเลย ขายตั้งแพง มันไม่แปลกครับ เพราะเขาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเรา และจริง ๆ ก็ถูกแล้วล่ะครับ ที่เขาไม่ซื้อ เพราะมันไม่ได้ช่วยเขา จะให้เขาซื้อไปทำไม

เวลามีคนบอกว่า หนังสือผมแค่พลิก ๆ ดู ไม่เห็นน่าสนใจเลย (ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีที่มีน้อยมาก ๆ ) ผมก็ดีใจนะครับ ที่เขาไม่ได้ซื้อหนังสือผมไป

สุดท้าย เคยได้ยินคำประมาณนี้ไหมครับ… ถ้าคิดอยากจะช่วยเหลือสังคม ทำไมต้องเก็บเงินด้วย

ผมว่าตรงนี้ต้องแยกแยะนะครับ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ช่วยเหลือ ผมเชื่อว่าทุกคนก็จะช่วยเหลือสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเก็บเงินปุ๊บเป็นการไม่ช่วยเหลือสังคม

บางทีคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวเหล่านี้ หลายท่านก็เป็นผู้ประกอบการเหมือนกัน ก็เก็บเงินจากลูกค้าเหมือนกัน หรือหลายท่านถึงแม้ว่าจะไม่เป็นผู้ประกอบการ แต่ก็เป็นผู้รับเงินเดือน ก็ไม่มีใครบอกว่า อ้าว ไปรับเงินเดือนทำไมล่ะ น่าจะทำงานฟรี ๆ ช่วยเหลือสังคม บริษัทจะได้เอาเงินที่เหลือไปลดราคาให้กับประชาชนอะไรแบบนี้ จริงไหมครับ

และในระยะยาวแล้ว ถ้าจะให้ทุกคนทำงานฟรี เพราะจะต้องช่วยเหลือสังคม ผมคิดว่า เขาคงทำไปได้ไม่เท่าไหร่หรอกครับ สุดท้ายเงินหมด เขาก็ไปช่วยใครไม่ได้

จะดีกว่าไหมครับ ที่จะทำให้ธุรกิจนั้นเติบใหญ่และมีแรงมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการทำธุรกิจกับการช่วยเหลือสังคมสำหรับผม ผมไม่ได้เป็นเรื่องต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นครับ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ท่านสามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่ชอบและเก่งได้มากขึ้นนะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit

5 วิธีค้นหา Passion ในการทำธุรกิจผู้ประกอบการวันหยุด

องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของงานของผู้ประกอบการวันหยุด คือการทำในสิ่งที่เรารัก เหตุผลง่าย ๆ คือ วันหยุด ตามชื่อ ปกติ เราควรจะหยุดทำงานเพื่อ Charge พลังให้เต็ม สำหรับสัปดาห์ถัดไป

คราวนี้ ถ้าเราหยุดก็ได้ แต่มันก็จะไม่ใช่ผู้ประกอบการวันหยุด เพราะวันหยุด เราก็สามารถนำเวลามาสร้างรายได้ได้ด้วย แต่ลองคิดภาพว่า ถ้าวันหยุด เรายังต้องฝืนทำในสิ่งที่เราไม่ชอบอีก เราอาจจะทำได้ และมีรายได้เพิ่ม แต่ผมว่าในระยะยาวเรา Burn Out แน่นอนครับ

ดังนั้นการทำสิ่งที่เรารัก น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราแทบจะไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเลย หรือถึงเหนื่อย ก็เหนื่อยแบบมีความสุข

ปัญหาคือเราจะหาสิ่งที่เรารักได้อย่างไร

บางคน อาจจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ พอถามว่าอยากทำอะไรตอบได้ทันที อันนี้ต้องบอกว่าขอแสดงความยินดีด้วยครับ แต่มีหลายคน บอกว่ายังตอบไม่ได้ นึกไม่ออกจริง ๆ

ผมมีข้อแนะนำสำหรับคนที่ยังหาคำตอบไม่ได้ดังนี้ครับ

1. กำหนดนิยามของสิ่งที่รักให้กว้างไว้ก่อน

คือเราอาจจะยังไม่สามารถบอกได้หรอกครับ ว่าเราอยากทำเครื่องปั้นดินเผาออกจำหน่าย หรือ เราอยากเป็น Podcaster อะไรแบบนี้ ถ้าเราจะพยายามลองนึกชื่อสิ่งที่เราจะทำแคบลงไปแบบนั้น ผมว่า เราอาจจะนึกไม่ออก

ผมเสนอให้เราลองถอยออกมาหลาย ๆ ก้าวก่อนครับ ถามตัวเองว่าเราชอบ “ทำ” อะไรบ้าง คำว่า “ทำ” ยังไม่ต้องระบุอะไรมากมาย เราแค่ตอบว่าเราชอบ “พูด” “เขียน” “เล่น” อะไรก็ได้ครับ ที่เราชอบ

ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นตัวผม ถามว่าผมชอบทำอะไร คำตอบอาจจะเป็น ผมชอบ Share ความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ เอาแบบกว้าง ๆ แบบนี้ก่อน

List ออกมาให้หมดครับ ยังไม่ต้องสนใจหรอกครับว่า สิ่งที่เราชอบมันจะทำเงินได้ไหม เราจะมีความสามารถพอไหม เอาแค่ชอบก็พอครับ

2. จากสิ่งที่เรารักที่กว้าง ๆ เราลองใส่รายละเอียดเพิ่มลงไป

คราวนี้ พอเราเริ่ม Scope ได้ว่าเราชอบอะไรแล้ว เราค่อย ๆ ใส่รายละเอียดลงไป

เอาตัวอย่างของผมนะครับ ผมชอบ Share ความรู้ แต่ไม่ใช่ทุกประเภท ผมอาจจะใส่รายละเอียดไปว่า ผมชอบ Share ความรู้เรื่องการบริหารจัดการ และ การพัฒนาตัวเอง อะไรแบบนี้ หรือเราจะลงรายละเอียดไปได้อีก เช่น โดยการ Share ความรู้นั้น ไม่ใช่ผ่านการพูด แต่เป็นการ Share ผ่านการเขียน อะไรแบบนี้เป็นต้น

3. เริ่มลงมือทำ

เคยมีคำกล่าวว่า เราหา Passion ไม่ได้หรอก เราต้องสร้างมันขึ้นมา แปลว่า ถ้าเราเอาแต่คิด เราจะไม่มีวันแน่ใจเลยว่า เราชอบทำสิ่งนั้นจริง ๆ หรือเปล่า

เช่น ผมอาจจะคิดว่า ผมชอบเขียน อยากเป็นนักเขียน แต่ถ้าผมไม่ได้ลงมือเขียนจริง ๆ ผมคงบอกไม่ได้หรอกว่า ผมชอบจริงไหม

ดังนั้น จากข้อที่ 2 เมื่อเราพอจะกำหนดได้คร่าว ๆ แล้วว่า ผมชอบเขียน แนะนำให้เราเริ่มต้นเขียน ใครคิดว่าชอบทำอาหาร ก็ควรเริ่มต้นทำ

ในขั้นนี้ ยังไม่ต้องไปสนใจเรื่องรายได้นะครับ (เอาไว้ถึงช่วงหลัง ๆ ค่อยมาคิดถึงเรื่องนี้) อย่างเช่น อยากทำอาหารก็ทำ ทำกินเองก็ได้ หรือจะไปให้คนอื่นลองชิมก็ได้

การลงมือทำนี่แหละ บางที จะทำให้เรารู้ตัวว่า บางอย่างที่เรา “คิด” ว่าเราชอบ จริง ๆ แล้วเราไม่ชอบขนาดนั้น เราคิดว่าเราชอบทำขนม แต่พอทำกว่าได้มาสักชิ้น เหนื่อยแทบแย่ เราอาจจะค้นพบว่า เราชอบกินขนมมากกว่าทำขนมก้ได้

4. สังเกตตัวเอง

ในระหว่างการทำนั้น ให้เราสังเกตตัวเองให้ดีว่า มันมีช่วงไหนที่เราเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Flow หรือแปลเป็นไทยว่า สภาวะลื่นไหล

Flow คือสภาวะที่เราแทบลืมวันลืมคืนไปเลยครับ เวลาที่ได้ทำอะไรที่ชอบมาก ๆ (เหมือนผมชอบเขียน) เราจะไม่มานั่งคิดว่า เมื่อไรจะเสร็จสักที รู้ตัวอีกทีก็เที่ยง ก็เย็นแล้ว

ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจอสภาวะนี้กันได้ทุกคนนะครับ แต่จะบอกว่า ถ้าเจอรีบจดไว้เลยครับ เพราะมันเป็นสัญญาณอันทรงพลังว่า สิ่งนี้เราอาจจะชอบมาก ๆ ก็ได้

5. ไม่หยุดที่จะทดลอง

ใครที่เริ่มทำข้อที่ 1-4 แล้ว ก็ยังไม่พบสิ่งที่ตัวเองรักหรือชอบสักที ไม่เป็นไรครับ อย่ากดดันตัวเอง นี่คือชีวิตเรา มันคุ้มที่จะใช้เวลาค้นหา ทดลองไปเรื่อย ๆ ครับ อะไรดูเข้าข่ายจดไว้ อะไรไม่ใช่ก็จดไว้ว่า ไม่ใช่ (วันหลังจะได้ไม่ทำอีก)

ผมว่า 5 ข้อนี้แหละครับ ที่จะทำให้เราค้นพบงานในฝัน ที่เราจะใช้เวลาว่างหรือวันหยุดมาเริ่มทำ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit

ทำในสิ่งที่เรามีความสามารถ

ในการสร้างธุรกิจ (ไม่ว่าจะเป็น Part Time หรือ Full Time ก็ตาม) หลาย ๆ คนอาจจะพูดว่า เราควรทำตามความฝัน หรือความชอบของเรา ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ผิด

แต่ความฝันหรือความชอบอย่างเดียว ก็อาจจะไม่พอ หากเราไม่มีความสามารถในเรื่องนั้น ๆ เลย

ใช่ครับ ความสามารถคือสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ เราไม่มีความรู้ เราก็ไปหาความรู้ เราไม่มีพรสวรรค์ เราก็ต้องหมั่นฝึกฝน

แต่อย่าลืมว่า สิ่งเหล่านั้นต้องใช้เวลา และบางครั้ง เราก็มี Limit กับบางเรื่องเช่นกัน

ผมยกตัวอย่างตัวผมเองก็ได้ครับ…

ครั้งหนึ่ง (นานมาก ๆ แล้ว) ผมเคยมีความฝันว่าอยากเล่นฟุตบอลอาชีพที่ประเทศอังกฤษ

ผมว่าคงเหมือนกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนของผมตอนนั้นที่เตะฟุตบอลด้วยกัน เพียงแต่เรา “ไม่กล้า” ที่คุยกันถึงเรื่องนี้ เพราะคงต้องโดนเยาะเย้ย ถากถาง (หรืออาจจะเป็นแค่ผมคิดไปเองก็ได้) และยุคสมัยนั้น สังคมยังไม่ได้เปิดโอกาสให้คนที่อยากเป็นนักกีฬาอาชีพมากนัก (คือเรียกว่าถ้าอยู่ในไทย น่าจะมีชีวิตที่ลำบากเลยทีเดียว)

แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับว่า แล้วผมเก่งพอไหม…

บอกได้เลยว่า ตอนนั้นผมแค่ชอบเตะฟุตบอล และยอมรับว่าฝีมือคงห่างไกลกับคำว่า “มืออาชีพ” มากนัก ขนาดคัดเลือกเข้าทีมโรงเรียน ยังตกรอบเลยด้วยซ้ำ

ถามว่า แล้วฝึกได้ไหม คำตอบคือก็ได้ และถ้ามันเป็นความฝันจริง ๆ เราก็คงต้องฝึกอย่างหนัก แต่มันคงต้องใช้เวลามหาศาล

แถมอาจจะไม่การันตีด้วยว่า ผมจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง ไม่ต้องในอังกฤษหรอก เอาแค่ในประเทศนี่แหละ บางครั้ง บางเรื่อง การฝึกฝนก็พาเรามาถึงจุดหนึ่งเท่านั้น

ประเด็นที่อยากจะชี้ คือไม่ใช่ว่า ให้เราละทิ้งความฝัน เพราะเราทำไม่ได้หรอก แต่จะบอกว่า บางความฝัน ถ้าเราอยากจะไปถึงจุดนั้น มันใช้เวลา และ ความพยายามอย่างมากนะ และไม่การันตีด้วยว่า ถึงเราพยายามแล้ว เราจะไปถึง

คราวนี้ มันมีอีกทางหนึ่งคือ เราลองสังเกตว่าเราเก่งเรื่องไหนก่อน

ใช่ครับ มันอาจจะไม่ใช่ความฝันของเรา แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราเกลียดเช่นกัน อาจจะชอบด้วยซ้ำ แต่ชอบน้อยกว่า

นอกจากนักฟุตบอลแล้ว ถามว่าตอนเรียนมัธยมอยู่ผมชอบอะไร

คำตอบคือ ผมชอบเรียนหนังสือครับ และทำได้ดีพอสมควรเลย

ทางนี้แหละครับที่ผมเลือก (ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรแบบนี้หรอก แค่คิดว่า คงเป็นนักฟุตบอลอาชีพไม่ได้หรอก และสังคมคงไม่ยอมรับเท่าไร หากผมจะไม่เรียน แต่ไปเตะฟุตบอลอาชีพ)

จากการรักในการเรียน จึงนำพามาซึ่งโอกาสต่าง ๆ มากมาย จนถึงจุดนี้ ที่มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะบอกว่าใกล้เคียงกับคำว่า “อาชีพในฝัน” ของผมมาก ๆ

แต่อาชีพในฝันนี้ มันไม่ได้เกิดจากความฝันของผมตั้งแต่แรกครับ ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมทำได้ดี

แล้วมันกลายเป็น อาชีพในฝันได้อย่างไร

ผมเชื่อว่า เราจะชอบในสิ่งที่เราเก่ง เหมือนกับที่เราจะเก่งในสิ่งที่เราชอบนั่นแหละครับ คือมันมีความสัมพันธ์ 2 ทาง เพียงแต่ว่าเราจะเริ่มจากจุดไหนก่อน

ถ้าเอาความฝันนำ ความฝันก็จะทำให้เราอยากเรียนรู้ และ อยากฝึกฝน และเราก็จะเก่งขึ้น แต่ถ้าเอาความเก่งนำ พอเราทำได้ดี เราก็ได้รับการยอมรับ ยิ่งเราได้รับการยอมรับ เราก็ยิ่งชอบสิ่งนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

บางคนนึกได้ว่า เวลาเราชอบอะไร แล้วทำให้เราอยากพัฒนา อันนี้ชัดเจน แต่ความเก่ง จะทำให้เราชอบสิ่งนั้น ๆ ได้จริงหรือ

ลองจินตนาการแบบนี้ดูก็ได้ครับว่า…

สมมุติเราเป็นนักบัญชี แต่เราไม่ได้ชอบการทำบัญชีสักเท่าไร เรียนไป เพราะพ่อแม่อยากให้เรียน…

แต่ปรากฏว่าเราได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองเลย เพราะเรียนเก่งมาก มหาวิทยาลัยระดับ Top ของโลกรับเราเข้าไปเรียนโทหรือเอกในสาขาบัญชี จบมาได้เงินเดือนหลายแสน จากการทำงานบัญชี

แถมเมื่อเรามาเขียน Page ให้ความรู้เรื่องบัญชี มีคนติดตาม Page เราเป็นล้าน มีรายได้เสริมเรื่องนี้อีกมหาศาล ฯลฯ

ถามว่าเราจะชอบเรื่องบัญชีขึ้นบ้างไหม…

ผมไม่แน่ใจสำหรับทุกคนนะครับ แต่เป็นผม ผมว่ามันจะสร้างแรงจูงใจให้เราไม่มากก็น้อยครับ

ก็ลองดูแล้วกันนะครับ ไม่ได้ห้ามทำสิ่งที่ชอบ แต่อยากให้ลองมองสิ่งที่เราเก่งด้วย และถ้าเราเปลี่ยนสิ่งที่เราเก่ง ให้เป็นสิ่งที่เราชอบได้ มันยิ่งย่นระยะเวลาแห่งความสำเร็จเราได้มหาศาลเลยครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit

ผู้ประกอบการวันหยุดในฝัน

หลายคนอาจจะอยากมาเป็นผู้ประกอบการ แต่ก็ยังลังเลว่า ถ้าลาออกมาทำธุรกิจเองแล้วไม่ work จะทำอย่างไร

นี่จึงเป็นที่มาของ “ผู้ประกอบการวันหยุด” ที่เรายังไม่จำเป็นต้องล่าออกมาทำเต็มตัว แต่จะใช้เวลาวันหยุดในการเริ่มทำธุรกิจ

แต่คำถามคือ แล้วธุรกิจอะไรล่ะ ที่เราควรทำ

ผมมีข้อแนะนำ (ส่วนตัว) 5 ข้อครับ สำหรับการเป็นผู้ประกอบการวันหยุดในฝัน

1. ต้องเป็นงานที่เรารัก

แค่ 5 วันที่เราทำงานประจำ (ซึ่งเราก็อาจจะไม่ได้ชอบมากด้วย) เราก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว แทนที่วันเสาร์อาทิตย์จะได้หยุด เรายังต้องมานั่งทำสิ่งที่เราไม่ชอบอีก อันนี้ชีวิตเราจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

และเชื่อเถอะครับว่า ถ้าเราไปทำสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็ทำได้ไม่นาน หรือ ไม่สม่ำเสมอหรอก

กลับกัน ถ้าเราได้ทำสิ่งที่เรารัก ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีคนสนใจ (อย่างน้อยก็ช่วงแรก ๆ ) แต่เราก็จะยังเต็มใจทำอยู่ดี เพราะมันเป็นสิ่งที่เรารักจริง ๆ

ทำแบบนี้ ผู้ประกอบการวันหยุด อาจจะไม่ใช่ “งาน” ด้วยซ้ำครับ เพราะเราตื่นมาเราก็อยากทำมันแล้ว

2. ต้องเป็นงานที่เรามีความสามารถ

คือรักอย่างเดียว อาจจะไม่ได้ ถ้าเราอยากเป็นผู้ประกอบการ เราต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นด้วย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นที่ 1 ในประเทศ เราถึงจะมาเป็นผู้ประกอบการได้ เราแค่เก่งหรือรู้ให้มากกว่าคนทั่วไปเท่านั้น คนที่เขาเก่งกว่าเรา รู้มากกว่าเรา เขาไม่มาเป็นลูกค้าเราหรอกครับ ไม่ต้องกังวล

หรือเขามาเป็นลูกค้าเรา ส่วนใหญ่เขาก็ไม่มานั่งเยาะเย้ย ถากถางเราหรอกครับ หรือถ้ามีก็ปล่อยเขาไปเถอะ

งั้นแปลว่า เราต้องทำธุรกิจในสายตรงที่เราเรียนมาหรือเปล่า…

ตอบได้เลยครับว่าไม่จำเป็น ยิ่งเดี๋ยวนี้ เกือบทุกอย่างสามารถเรียน Online ได้เกือบหมดแล้ว หรือจะไปเข้า Course เรียนแบบเจอหน้ากันก็เยอะแยะ

ขอแค่ความตั้งใจ เรียนรู้ แค่นี้พอเลยครับ

3. ต้องทำเงินได้

อย่าลืมครับ “ผู้ประกอบการวันหยุด” คือผู้ประกอบการ ซึ่งเป้าหมายหนึ่งคือการสร้างรายได้

ถ้าเราไม่มีข้อนี้ มันก็กลายเป็นงานอดิเรกทั่ว ๆ ไป ดังนั้นเราต้องหาทางสร้างรายได้จากสิ่งนี้ให้ได้ครับ

ซึ่งรายได้ก็มีหลากหลายทางที่เราจะสร้างได้ เช่น การทำ Course สอน ออกหนังสือ ขายผลิตภัณฑ์ที่เราสร้างขึ้น ฯลฯ

และถ้ารายได้มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมันมากกว่ารายได้จากงานประจำเรา ถึงตอนนั้น เราอยากจะออกมาเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว ก็สามารถทำได้ และเป็นการลดความเสี่ยงด้วยซ้ำไปครับ

4. ต้องใช้เงินลงทุนน้อย

ตรงนี้ ไม่ได้บังคับ สำหรับใครที่อาจจะไม่ได้มีปัญหาเรื่องการหาเงินลงทุน แต่ผมเชื่อว่าสำหรับหลาย ๆ คนที่อยากจะมาเป็นผู้ประกอบการวันหยุด ก็มักจะต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

ทำไมต้องใช้เงินลงทุนน้อย…

ตอบง่าย ๆ คือ ถ้ามันไม่ Work เราจะไม่เจ็บมากไงครับ คนที่มาเป็นผู้ประกอบการใหม่ ๆ บอกได้เลยว่า มันต้องมีอะไรเรียนรู้อีกมาก

เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน แล้วถ้าเราพบว่าสิ่งที่เราทำมันสำเร็จ เราค่อยเอาเงินที่ได้จากการทำในช่วงแรกนี่แหละครับ เพื่อไปขยายกิจการ

5. ขยายให้ใหญ่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เวลาเรา

ข้อนี้ศัพท์ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Scalable ครับ

จริง ๆ ข้อนี้ ไม่ได้ถึงกับบังคับนะครับ ใครอยากจะอยู่แบบเล็ก ๆ ต่อไป ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

แต่ถ้าใครอยากจะจริงจังกับธุรกิจนี้ เราต้องสร้าง Model ในการทำธุรกิจให้มัน Scale ได้

ยกตัวอย่างแล้วกันครับ

เช่น ถ้าผมชอบสอนและมีความรู้มากพอ ผมอาจจะใช้เวลาวันหยุดไปทางไปสอนตามองค์กรต่าง ๆ แบบนี้จะเข้าข่ายข้อที่ 1-4 ที่บอกมาทั้งหมด แต่จะติดที่ข้อที่ 5 ครับ

เพราะการเดินทางไปสอน มันไม่สามารถขยายให้ใหญ่ได้ เพราะมันติดที่เวลาที่ผมมี

เช่นถ้าผมสอนวันหยุด คือเสาร์อาทิตย์ ผมก็มีเวลาวันละ 6 ชั่วโมง 2 วันก็ 12 ชั่วโมง จะทำมากกว่านี้ก็ไม่ไหวแล้ว

รายได้มันจึงหยุดตรงนี้ ซึ่งถ้าใครพอใจแค่นี้ก็ไม่เป็นไร

แล้วจะทำให้มันขยายได้ โดยที่มีตัวเรา จะทำอย่างไร…

เราอาจจะทำ Online Course ก็ได้ครับ ใครจะเข้ามาดู ก็จ่ายเงินแล้วดูได้ 1 คน หรือ 10,000 คน ผมก็ไม่ได้ใช้เวลาอะไรเพิ่มขึ้นเลย

แบบนี้แหละครับที่เขาเรียกว่า Scalable

เอาล่ะครับ พอเป็น Idea นะครับ แล้ววันหลังจะมาเจาะรายละเอียดให้อีกเรื่อย ๆ นะครับ เผื่อเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit

มาเป็นผู้ประกอบการวันหยุดกันเถอะ

มาเป็นผู้ประกอบการวันหยุดกันเถอะ

ที่มาที่ไปคือ ผมได้จัดรายการ Weekend Entrepreneur หรือผู้ประกอบการวันหยุดมาทุกวันเสาร์ เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ได้รับการตอบรับดีมากทีเดียวครับ จากหลายท่านที่กรุณา Inbox เข้ามา

และก็มีหลายท่านถามว่า จะมีแบบเป็นงานเขียนไหม บางคนอาจจะไม่ได้ฟัง Podcast

เลยตั้งใจจะแวะมาเขียนด้วย เผื่อจะได้เป็นการเผยแพร่ในวงกว้างขึ้นไปอีก

ทำไมต้องผู้ประกอบการวันหยุด

ผมคิดอย่างนี้ครับ ยิ่งภาวะที่เราเจอเรื่อง COVID-19 ยิ่งทำให้หลายคนพบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ผู้ประกอบการเอง ก็ไม่มีรายได้เข้ามาจากการถูก Lock Down พนักงานเองก็อาจจะโดนลดเงินเดือน หรือแย่กว่านั้นก็อาจจะโดนไล่ออก

ผมมองแบบนี้ว่า เหตุการณ์เหล่านี้ เราแทบจะไปทำอะไรไม่ได้เลย จะให้ COVID-19 ไม่ระบาดแล้ว เลิกเหอะ เราก็คงทำไม่ได้ ครั้นจะให้รัฐบาลเยียวยา แบบนั้น แบบนี้ เราในฐานะคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ก็คงได้แค่ให้ความคิดเห็นไป แต่จะทำให้มันเกิดก็ยากอีก

ผมเลยมีความเห็นว่า ตัวเรานี่แหละครับ ที่ควรจะช่วยตัวเราเอง โดยการลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเป็นผู้ประกอบการวันหยุด

แล้วทำไมต้องวันหยุดด้วย ทำไมไม่เป็นผู้ประกอบการแบบเต็มเวลาไปเลย

ผมมองแบบนี้ครับ ช่วงนี้ยิ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงมากกับการลาออกจากงานประจำที่สร้างรายได้ให้กับเราทุกเดือน มาทำธุรกิจ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะหัวหรือก้อย

อย่าเพิ่งเลยครับ ถ้าท่านใดมีงานประจำ ก็ทำต่อไปครับ เพียงแต่เราลองใช้เวลาว่าง เช่น วันหยุด หรือหลังเลิกงาน ลองมาทำงานที่ 2 ที่จะสร้างรายได้ให้เราได้อีกทาง

เอาไว้ งานนี้ มันเติบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เราค่อยมาคิดว่า เอ จะลาออกมาทำเต็มตัวไหมก็ได้ครับ ไม่ต้องรีบร้อน

และถ้ามันไม่ Work เราก็ยังไม่เดือดร้อน เพราะเรามีงานประจำอยู่

เอาล่ะครับ เกริ่นไว้แบบนี้ ก่อน จะทยอยลงบทความเกี่ยวกับ ผู้ประกอบการวันหยุดเรื่อย ๆ ละกันนะครับ

แล้วพบกันครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify Youtube หรือ Blockdit