12 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Utraman เส้นชัยไร้เหตุผล

หนังสือที่เขียนโดยคุณเอ๋ นิ้วกลม เล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการไปวิ่ง 100 กิโลเมตรไว้ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับมีข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์

Continue reading

17 ข้อคิดจากหนังสือแล้วเราจะเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้น

เป็นหนังสือที่รวมข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์และการดำเนินชีวิตที่น่าจะลองนำไปคิดต่อครับ

Continue reading

9 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือแพร่งความคิด

หนังสือที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแพร่งความคิดหรือสถานที่ที่ความคิดจากหลากหลายศาสตร์มาบรรจบกัน และก่อให้เกิตความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ

Continue reading

24 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเรื่องนี้ดีรู้งี้อ่านนานแล้ว

หนังสือที่ได้นำเสนอแนวคิดในการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจ จากผู้ประสบความสำเร็จในหลากหลายด้าน

Continue reading

หนังสือ 11 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 2021

เป็นประจำทุกปีครับ สิ้นปีผมจะสรุปหนังสือ 11 เล่มที่ผมชอบที่สุดที่ได้อ่านมาในปีนั้น ๆ สำหรับปีนี้ ผมเลือกมาได้ทั้งหมด 11 เล่ม

ต้องขอเรียนบอกก่อนว่าหนังสือเหล่านี้คือหนังสือที่ผมได้มีโอกาสอ่านในปี 2021 นี้นะครับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 2021 นี้เท่านั้น และผมคัดเลือกมาเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่ได้ Record หนังสือภาษาไทยที่ผมได้อ่านไว้อย่างเป็นระบบเหมือนหนังสือภาษาอังกฤษ (ที่ผม Record ไว้ที่ Goodreads)

มาเริ่มต้นกันเลยนะครับ อันดับที่นำเสนอ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าชอบเล่มไหนมากกว่าเล่มไหนนะครับ

1. The Comfort Book

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Matt Haig เป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้เขียน Note ไว้เหมือนเป็น Diary ส่วนบุคคล แต่ Note เหล่านี้ไม่ได้พูดถึงกิจกรรมทั่ว ๆ ไป แต่เป็นข้อคิดที่ชอบปลอบประโลมใจเวลาเขารู้สึกแย่

หนังสือเล่มนี้ผมว่าน่าจะเหมาะกับคนที่รู้สึกแย่ เพราะบางประโยคถ้าได้อ่านแล้วน่าจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นได้จริง ๆ สมกับชื่อ The “Comfort” Book เลยครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

2. Effortless

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Gregg McKeown เล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รู้สึก Burnout โดยหนังสือได้ให้ข้อคิดว่าเราสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากมากจนเกินไป

อ่านแล้วสามารถนำเอา Idea ในหนังสือเล่มนี้ไปปรับใช้ได้จริง ๆ อยากแนะนำให้ลองอ่านกันดูได้ครับ

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

3. 1000+ Little Habits of Happy Successful Relationships

เล่มนี้เขียนโดย Marc & Angel Chernoff หนังสือได้รวบรวมข้อคิดดี ๆ กว่า 1,000 ข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่ความสุขและความสำเร็จต่าง ๆ

ใครอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับใคร แนะนำให้ลองหาเล่มนี้อ่านกันได้นะครับ

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

4. Originals

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Professor Adam Grant จาก Wharton Business School เป็นหนังสือเล่าถึงเรื่องราวที่ทำให้เกิดสิ่งที่มีความแปลกใหม่เกิดขึ้น

จุดเด่นของหนังสืออยู่ตรงที่อาจารย์ Adam Grant ได้เอางานวิจัยที่อาจารย์ทำเอง รวมกับงานวิจัยอื่น ๆ มา Back Up สิ่งที่เขียน จึงทำให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้มีความน่าเชื่อถือ และน่าจะสามารถนำไปใช้ได้จริง หนังสือเหมาะกับคนที่อยากสร้างอะไรใหม่ ๆ ให้ประสบความสำเร็จครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

5. Give and Take

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Professor Adam Grant จาก Wharton Business School อีกเล่มที่อ่านแล้วชอบมาก หนังสือเล่มนี้แบ่งคนเป็น 3 กลุ่มหลักคือ Taker คือคนที่จะรับมากกว่าให้ Matcher คือคนที่รับกับให้พอ ๆ กัน และ Giver คือคนที่ให้มากกว่ารับ

ที่น่าสนใจคือคนที่เป็น Giver นี่แหละครับที่มักจะประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ เพียงแต่ต้องรู้จักการให้ที่ถูกต้องด้วย อยากแนะนำให้ลองอ่านกันครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

6. Think Again

THINK AGAIN: THE POWER OF KNOWING WHAT YOU DON'T KNOW:GRANT, ADAM |  Asiabooks.com

เป็นผลงานอีกเล่มของ Professor Adam Grant จาก Wharton Business School เล่มนี้ได้เล่าเรื่องราวของความคิดของเรา ที่หลายครั้งมักจะยึดติดกับความเชื่อดั้งเดิม จนทำให้เราไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร

หนังสือแนะนำให้เรารู้จักตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม ๆ ของเรา คิดให้เป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ ผมชอบ Idea ที่เราควรอ่อนน้อมถ่อมตนแต่ก็ต้องมั่นใจในตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ลองอ่านกันนะครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

7. Indistractable

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Nir Eyal เล่มนี้เขียนเพื่อช่วยคนที่มักจะถูกทำให้ไขว้เขวโดยง่าย จากเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการใช้ Social Media Email หรืออื่น ๆ

หนังสือเหมาะมากกับคนทำงานที่ทำเท่าไรก็ไม่เสร็จซะที เพราะไปเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ หนังสือเขียนอ่านได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และมีข้อแนะนำที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

8. Creative Mischief

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Dave Trott ซึ่งเป็นนักโฆษณา หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องการสร้างความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ Dave Trott ได้นำเสนอเรื่องราวที่เขาได้พบเจอและนำมาเขียนเล่าให้ฟังแบบง่าย ๆ แต่น่าสนใจมาก แบ่งเป็นบทสั้น ๆ แต่ละบทจะมีข้อสรุปที่เฉียบคม อยากแนะนำให้คนที่สนใจอยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แต่ไม่อยากเจอแบบยากเกินไป เริ่มจากผลงานของ Dave Trott ได้ก่อนเลยครับ

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

9. The Power of Ignorance

POWER OF IGNORANCE, THE: HOW CREATIVE SOLUTIONS EMERGE WHEN WE ADMIT WHAT  WE DON:TROTT, DAVE | Asiabooks.com

เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้อ่าน เขียนโดย Dave Trott ที่เป็นนักโฆษณา Theme ของหนังสือเล่มนี้คือ ความคิดสร้างสรรค์มักจะเกิดขึ้นเมื่อเรายอมรับว่าเราไม่รู้อะไร

เช่นเคย Dave Trott เป็นนักเขียนที่สามารถนำเอาเรื่องเล่าต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังได้อย่างไม่น่าเบื่อ แต่สุดท้ายจะขมวดปมทำให้เห็นว่าเรื่องเหล่านั้นนำไปสู่ข้อสรุปอะไร อยากแนะนำให้ลองหาอ่านกันครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

10. The Passion Economy

เล่มนี้เขียนโดย Adam Davidson เขียนเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ที่หลายคนกลัวว่าหุ่นยนต์หรือ AI จะครองโลก แต่ผู้เขียนกลับมองว่าเศรษฐกิจเราจะถูกขับเคลื่อนด้วยความลุ่มหลง (Passion) มากกว่า

อ่านแล้วมีกำลังใจ โดยเฉพาะคนที่กำลังอยากทำธุรกิจที่ตัวเองรัก

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

11. Post Corona

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Scott Galloway จาก New York University เล่มนี้เขียนเกี่ยวกับโลกเราภายหลังจาก COVID-19 ผ่านพ้นไป

ตอนอ่านครั้งแรกต้นปี 2021 ก็คิดว่าปีนี้น่าจะจบแล้ว แต่กลับกัน กลายเป็นปีที่หนักหน่วงพอสมควรทีเดียว แต่หนังสือก็ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจมากมาย เช่น บริษัทใหญ่ ๆ จะใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะบริษัทเล็ก ๆ จะเหลืออยู่ไม่เยอะนัก

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

นี่คือหนังสือทั้ง 11 เล่มที่ผมได้อ่านมาในปีนี้ ลองไปอ่านกันได้นะครับ 🙂

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Why We Buy

หนังสือ Why We Buy เป็นหนังสือที่เขียนโดย Paco Underhill ผู้ก่อตั้ง Envirosell ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาเรื่องการจัดการพื้นที่ในร้านค้าปลีก อ่านแล้วได้เจอสถิติต่าง ๆ ที่น่าสนใจ รวมถึง Insight ต่าง ๆ เลยนำมารวบรวมไว้ดังต่อไปนี้ครับ

1. 65% ของผู้ชายที่เอากางเกงยีนส์ไปลองในห้องลอง จะซื้อกางเกงตัวนั้น แต่มีเพียง 25% ของผู้หญิงที่จะทำเช่นนั้น

2. 4% ของลูกค้าจะซื้อคอมพิวเตอร์ในวันเสาร์ตอนเที่ยง แต่ถ้าเป็นช่วง 5 โมงเย็น วันเสาร์ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 21%

3. พื้นที่ในร้านที่ขายของไม่ค่อยดีคือพื้นที่ที่อยู่ใน Transition Zone คือจุดที่เปลี่ยนจากนอกร้านมาเป็นในร้าน เพราะเมื่อลูกค้าเพิ่งเข้ามาในร้าน เขาจะใช้เวลาสักระยะในการปรับตัว เขาจะไม่หยุดเพื่อซื้อของทันที

4. ถ้าทางเดินแคบเกินไป เวลาลูกค้าจะหยิบของ เขาต้องก้มตัว และอาจจะทำให้ลูกค้าอีกคนเดินมาชนตัวลูกค้าได้ ซึ่งลูกค้าโดยเฉพาะผู้หญิงจะไม่ชอบ

5. เราควรมีพื้นที่ที่ให้ลูกค้าเก็บเสื้อโค้ท หรือของต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาเดิน Shopping ได้นานกว่าการที่ลูกค้าจะต้องถือของเหล่านั้นพะรุงพะรังในร้าน

6. การวางป้ายต่าง ๆ ควรคำนึงถึงเวลาที่ลูกค้าต้องใช้อ่าน ป้ายที่มีข้อความยาว ๆ แต่ไปวางไว้ในที่ที่ลูกค้าไม่ได้มีเวลาอ่านนานนัก ก็จะทำให้ลูกค้าไม่สามารถอ่านข้อความได้ครบถ้วน

7. ลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อเจอถึงทางแยกเขามักจะเลี้ยวขวา

8. ลูกค้าเมื่อเดินมาถึงจุดที่มีการสะท้อน (เช่นกระจก) เขาจะชะลอความเร็วในการเดิน

9. การหาที่นั่งดี ๆ ให้กับลูกค้าได้นั่งในร้าน จะทำให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานขึ้น และจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

10. ของที่ใช้คู่กันควรวางติดกัน เพื่อทำให้เพิ่มโอกาสซื้อ เช่น Salsa ควรวางใกล้ ๆ กับ Chip หรือ ซอสใส่พาสต้าควรวางคู่กับพาสต้า เป็นต้น

11. 72% ของลูกค้าผู้ชายจะดูป้ายราคา 86% ของลูกค้าผู้หญิงจะดูป้ายราคา เนื่องจากผู้ชายมีความรู้สึกว่าการไม่ดูป้ายราคาแสดงถึงความเป็นผู้ชายมากกว่า

12. ถ้าผู้ชายพาผู้หญิงมา Shopping ด้วย เวลาที่ผู้ชายจะใช้ในร้านค้าจะลดลงอย่างมาก

13. ผู้หญิงที่พาผู้หญิงด้วยกันมา Shopping ด้วย จะใช้เวลาในร้านมากกว่า 2 เท่าของผู้หญิงที่พาผู้ชายมา Shopping ด้วย

14. ผู้หญิงจะมีความสุขในการ Shopping จะสังเกตรายละเอียดต่าง ๆ ในร้านมากกว่าผู้ชายที่มักจะเข้ามาซื้อแล้วออกไปเลย (ยกเว้นสินค้าประเภทเครื่องมือ สเตอริโอ หรือคอมพิวเตอร์)

15. ผู้หญิงมักจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในการซื้อของมากกว่าผู้ชาย (ในกรณีที่อยู่บ้านเดียวกัน) ดังนั้นร้านค้าจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าสินค้าที่ขายจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายก็ตาม

16. คนแก่มักจะใช้เวลาในร้านนานกว่าคนหนุ่มสาว ร้านค้าควรจะคำนึงถึงการให้ความสะดวกคนแก่ เช่น การใช้ Font ขนาดใหญ่ (มากกว่า 12 point) ใช้แสงสว่างให้มาก ใช้สีที่ตัดกันอย่างชัดเจน (เช่นตามขั้นบันได) หรือแม้กระทั่งควรมีทางลาดสำหรับรถเข็น เป็นต้น

17. ร้านค้าที่ขายของให้เด็ก ควรวางของที่อยู่ในระดับสายตาของเด็ก (ประมาณ 3 ฟุตจากพื้น)

18. สำหรับร้านที่ลูกค้าจะพาลูก ๆ มาด้วย ควรมีพื้นที่ที่ปลอดภัย ให้เด็ก ๆ ได้เล่น เพื่อทำให้พ่อแม่มีเวลาในการ Shopping ได้นานขึ้น

19. ถ้าเป็นไปได้ ควรให้ลูกค้ามีโอกาสได้จับหรือได้ลองสินค้า จะทำให้โอกาสในการขายได้เพิ่มขึ้น

20. ระวังอย่าให้มีคิวรอจ่ายเงินนาน ปกติคนจะเริ่มหงุดหงิดถ้าต้องรอเกิน 2 นาที เราอาจจะต้องหาสิ่งล่อใจต่าง ๆ ในกรณีที่ลูกค้าต้องรอนาน

ก็เป็นหนังสือที่เป็นประโยชน์อีกเล่มหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจค้าปลีก ลองนำไปปรับใช้กันได้ครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

22 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Empty Nest, Full Life

หนังสือเล่มนี้ ผมซื้อมาช่วงที่ลูกสาวเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็เลยอยากทราบว่าคนที่ลูกออกจากบ้านไป เขามีการจัดการชีวิตอย่างไร อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะเลยครับ เลยนำมาสรุปไว้ในบทความนี้ด้วยครับ

1. การที่ปล่อยให้ลูก “บิน” เป็นสิ่งที่ยาก

2. ตอนที่ลูกจะต้องออกจากบ้านไป พ่อแม่มักจะคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ตัวเอง “ควรทำ” กับลูกมากมาย

3. ช่วงเวลาที่ลูกออกจากบ้านไป จะมีความรู้สึกเหมือนการเกษียณอายุที่ไม่ได้มีการเฉลิมฉลอง

4. พ่อแม่มักจะเคยชินกับการที่รู้ทุกเรื่องที่ลูกทำ หรือแม้กระทั่งเข้าไปช่วยลูกในหลาย ๆ ครั้ง แต่เมื่อลูกออกจากบ้านไป พ่อแม่ต้องเปลี่ยนความคาดหวังในเรื่องนี้ พ่อแม่ควรเลิกคาดหวังว่าจะต้องรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับลูก

5. พ่อแม่ควรเลิกคาดหวังว่าสิ่งที่ลูกให้ความสำคัญเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เราให้ความสำคัญ

6. พ่อแม่ควรเลิกคาดหวังว่าลูก ๆ จะต้องติดต่อเราเหมือนกับที่เราอยากให้เขาติดต่อเรา

7. ระวังการกระทำหลาย ๆ อย่างที่อาจจะทำให้ลูกอีกคนที่อยู่ที่บ้านรู้สึกว่าเขามีความสำคัญน้อยกว่าลูกคนที่ออกจากบ้านไป

8. เลิกคาดหวังที่เราจะเปลี่ยนแปลงลูก

9. เลิกคาดหวังที่จะต้องให้ความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกเราในทุกเรื่อง

10. ตอนนี้ลูกเรากำลังใช้ชีวิตของเขาอยู่ เขาต้องตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตเขา และบางครั้งการตัดสินใจนั้นก็อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราเห็นด้วย

11. ถ้าเราเอาแต่แนะนำลูกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปคำแนะนำของเราจะเหมือนกับเสียงรบกวนสำหรับเขา

12. เลิกคิดที่จะควบคุมเขา

13. ความรักคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

14. การเติบโตของลูกเราคือการตระหนักรู้ว่าหลาย ๆ อย่างที่เขาทำไม่จำเป็นต้องขอความคิดเห็นจากเรา

15. เลิกประเพณีของครอบครัวบางอย่าง เช่น การต้องมากินข้าวพร้อมกันที่บ้านทุกสัปดาห์

16. บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่จะแสดงความรักคือการให้อิสระกับเขา

17. เลิกกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของลูกเรา

18. เลิกคิดว่าคนอื่นจะคิดกับลูกเราว่าอย่างไร

19. วิธีที่ดีที่สุดที่เราจะชี้นำลูกเราในทางที่ดีคือ ความรัก ความจริง และความสง่างาม แทนที่จะเป็น ความโกรธ การตัดสิน และการปฏิเสธ

20. เริ่มตั้งเป้าหมายของชีวิตของเราใหม่ หา Passion ของเราให้เจอ

21. หาเพื่อนใหม่ ๆ

22. ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะเป็น “รังที่ว่างเปล่า (Empty Nest)” แต่ก็เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขได้

ก็เป็นข้อคิดที่ดีมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ลูกต้องออกจากบ้านไปเรียนหนังสือ หรือ ทำงาน นะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit