9 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือแพร่งความคิด

หนังสือที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแพร่งความคิดหรือสถานที่ที่ความคิดจากหลากหลายศาสตร์มาบรรจบกัน และก่อให้เกิตความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ

Continue reading

24 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเรื่องนี้ดีรู้งี้อ่านนานแล้ว

หนังสือที่ได้นำเสนอแนวคิดในการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจ จากผู้ประสบความสำเร็จในหลากหลายด้าน

Continue reading

หนังสือ 11 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 2021

เป็นประจำทุกปีครับ สิ้นปีผมจะสรุปหนังสือ 11 เล่มที่ผมชอบที่สุดที่ได้อ่านมาในปีนั้น ๆ สำหรับปีนี้ ผมเลือกมาได้ทั้งหมด 11 เล่ม

ต้องขอเรียนบอกก่อนว่าหนังสือเหล่านี้คือหนังสือที่ผมได้มีโอกาสอ่านในปี 2021 นี้นะครับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 2021 นี้เท่านั้น และผมคัดเลือกมาเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่ได้ Record หนังสือภาษาไทยที่ผมได้อ่านไว้อย่างเป็นระบบเหมือนหนังสือภาษาอังกฤษ (ที่ผม Record ไว้ที่ Goodreads)

มาเริ่มต้นกันเลยนะครับ อันดับที่นำเสนอ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าชอบเล่มไหนมากกว่าเล่มไหนนะครับ

1. The Comfort Book

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Matt Haig เป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้เขียน Note ไว้เหมือนเป็น Diary ส่วนบุคคล แต่ Note เหล่านี้ไม่ได้พูดถึงกิจกรรมทั่ว ๆ ไป แต่เป็นข้อคิดที่ชอบปลอบประโลมใจเวลาเขารู้สึกแย่

หนังสือเล่มนี้ผมว่าน่าจะเหมาะกับคนที่รู้สึกแย่ เพราะบางประโยคถ้าได้อ่านแล้วน่าจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นได้จริง ๆ สมกับชื่อ The “Comfort” Book เลยครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

2. Effortless

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Gregg McKeown เล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รู้สึก Burnout โดยหนังสือได้ให้ข้อคิดว่าเราสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากมากจนเกินไป

อ่านแล้วสามารถนำเอา Idea ในหนังสือเล่มนี้ไปปรับใช้ได้จริง ๆ อยากแนะนำให้ลองอ่านกันดูได้ครับ

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

3. 1000+ Little Habits of Happy Successful Relationships

เล่มนี้เขียนโดย Marc & Angel Chernoff หนังสือได้รวบรวมข้อคิดดี ๆ กว่า 1,000 ข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่ความสุขและความสำเร็จต่าง ๆ

ใครอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับใคร แนะนำให้ลองหาเล่มนี้อ่านกันได้นะครับ

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

4. Originals

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Professor Adam Grant จาก Wharton Business School เป็นหนังสือเล่าถึงเรื่องราวที่ทำให้เกิดสิ่งที่มีความแปลกใหม่เกิดขึ้น

จุดเด่นของหนังสืออยู่ตรงที่อาจารย์ Adam Grant ได้เอางานวิจัยที่อาจารย์ทำเอง รวมกับงานวิจัยอื่น ๆ มา Back Up สิ่งที่เขียน จึงทำให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้มีความน่าเชื่อถือ และน่าจะสามารถนำไปใช้ได้จริง หนังสือเหมาะกับคนที่อยากสร้างอะไรใหม่ ๆ ให้ประสบความสำเร็จครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

5. Give and Take

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Professor Adam Grant จาก Wharton Business School อีกเล่มที่อ่านแล้วชอบมาก หนังสือเล่มนี้แบ่งคนเป็น 3 กลุ่มหลักคือ Taker คือคนที่จะรับมากกว่าให้ Matcher คือคนที่รับกับให้พอ ๆ กัน และ Giver คือคนที่ให้มากกว่ารับ

ที่น่าสนใจคือคนที่เป็น Giver นี่แหละครับที่มักจะประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ เพียงแต่ต้องรู้จักการให้ที่ถูกต้องด้วย อยากแนะนำให้ลองอ่านกันครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

6. Think Again

THINK AGAIN: THE POWER OF KNOWING WHAT YOU DON'T KNOW:GRANT, ADAM |  Asiabooks.com

เป็นผลงานอีกเล่มของ Professor Adam Grant จาก Wharton Business School เล่มนี้ได้เล่าเรื่องราวของความคิดของเรา ที่หลายครั้งมักจะยึดติดกับความเชื่อดั้งเดิม จนทำให้เราไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร

หนังสือแนะนำให้เรารู้จักตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม ๆ ของเรา คิดให้เป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ ผมชอบ Idea ที่เราควรอ่อนน้อมถ่อมตนแต่ก็ต้องมั่นใจในตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ลองอ่านกันนะครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

7. Indistractable

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Nir Eyal เล่มนี้เขียนเพื่อช่วยคนที่มักจะถูกทำให้ไขว้เขวโดยง่าย จากเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการใช้ Social Media Email หรืออื่น ๆ

หนังสือเหมาะมากกับคนทำงานที่ทำเท่าไรก็ไม่เสร็จซะที เพราะไปเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ หนังสือเขียนอ่านได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และมีข้อแนะนำที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

8. Creative Mischief

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Dave Trott ซึ่งเป็นนักโฆษณา หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องการสร้างความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ Dave Trott ได้นำเสนอเรื่องราวที่เขาได้พบเจอและนำมาเขียนเล่าให้ฟังแบบง่าย ๆ แต่น่าสนใจมาก แบ่งเป็นบทสั้น ๆ แต่ละบทจะมีข้อสรุปที่เฉียบคม อยากแนะนำให้คนที่สนใจอยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แต่ไม่อยากเจอแบบยากเกินไป เริ่มจากผลงานของ Dave Trott ได้ก่อนเลยครับ

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

9. The Power of Ignorance

POWER OF IGNORANCE, THE: HOW CREATIVE SOLUTIONS EMERGE WHEN WE ADMIT WHAT  WE DON:TROTT, DAVE | Asiabooks.com

เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้อ่าน เขียนโดย Dave Trott ที่เป็นนักโฆษณา Theme ของหนังสือเล่มนี้คือ ความคิดสร้างสรรค์มักจะเกิดขึ้นเมื่อเรายอมรับว่าเราไม่รู้อะไร

เช่นเคย Dave Trott เป็นนักเขียนที่สามารถนำเอาเรื่องเล่าต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังได้อย่างไม่น่าเบื่อ แต่สุดท้ายจะขมวดปมทำให้เห็นว่าเรื่องเหล่านั้นนำไปสู่ข้อสรุปอะไร อยากแนะนำให้ลองหาอ่านกันครับ รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

10. The Passion Economy

เล่มนี้เขียนโดย Adam Davidson เขียนเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ที่หลายคนกลัวว่าหุ่นยนต์หรือ AI จะครองโลก แต่ผู้เขียนกลับมองว่าเศรษฐกิจเราจะถูกขับเคลื่อนด้วยความลุ่มหลง (Passion) มากกว่า

อ่านแล้วมีกำลังใจ โดยเฉพาะคนที่กำลังอยากทำธุรกิจที่ตัวเองรัก

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

11. Post Corona

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Scott Galloway จาก New York University เล่มนี้เขียนเกี่ยวกับโลกเราภายหลังจาก COVID-19 ผ่านพ้นไป

ตอนอ่านครั้งแรกต้นปี 2021 ก็คิดว่าปีนี้น่าจะจบแล้ว แต่กลับกัน กลายเป็นปีที่หนักหน่วงพอสมควรทีเดียว แต่หนังสือก็ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจมากมาย เช่น บริษัทใหญ่ ๆ จะใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะบริษัทเล็ก ๆ จะเหลืออยู่ไม่เยอะนัก

รายละเอียดหนังสือกดที่นี่เลยครับ

นี่คือหนังสือทั้ง 11 เล่มที่ผมได้อ่านมาในปีนี้ ลองไปอ่านกันได้นะครับ 🙂

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Why We Buy

หนังสือ Why We Buy เป็นหนังสือที่เขียนโดย Paco Underhill ผู้ก่อตั้ง Envirosell ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาเรื่องการจัดการพื้นที่ในร้านค้าปลีก อ่านแล้วได้เจอสถิติต่าง ๆ ที่น่าสนใจ รวมถึง Insight ต่าง ๆ เลยนำมารวบรวมไว้ดังต่อไปนี้ครับ

1. 65% ของผู้ชายที่เอากางเกงยีนส์ไปลองในห้องลอง จะซื้อกางเกงตัวนั้น แต่มีเพียง 25% ของผู้หญิงที่จะทำเช่นนั้น

2. 4% ของลูกค้าจะซื้อคอมพิวเตอร์ในวันเสาร์ตอนเที่ยง แต่ถ้าเป็นช่วง 5 โมงเย็น วันเสาร์ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 21%

3. พื้นที่ในร้านที่ขายของไม่ค่อยดีคือพื้นที่ที่อยู่ใน Transition Zone คือจุดที่เปลี่ยนจากนอกร้านมาเป็นในร้าน เพราะเมื่อลูกค้าเพิ่งเข้ามาในร้าน เขาจะใช้เวลาสักระยะในการปรับตัว เขาจะไม่หยุดเพื่อซื้อของทันที

4. ถ้าทางเดินแคบเกินไป เวลาลูกค้าจะหยิบของ เขาต้องก้มตัว และอาจจะทำให้ลูกค้าอีกคนเดินมาชนตัวลูกค้าได้ ซึ่งลูกค้าโดยเฉพาะผู้หญิงจะไม่ชอบ

5. เราควรมีพื้นที่ที่ให้ลูกค้าเก็บเสื้อโค้ท หรือของต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาเดิน Shopping ได้นานกว่าการที่ลูกค้าจะต้องถือของเหล่านั้นพะรุงพะรังในร้าน

6. การวางป้ายต่าง ๆ ควรคำนึงถึงเวลาที่ลูกค้าต้องใช้อ่าน ป้ายที่มีข้อความยาว ๆ แต่ไปวางไว้ในที่ที่ลูกค้าไม่ได้มีเวลาอ่านนานนัก ก็จะทำให้ลูกค้าไม่สามารถอ่านข้อความได้ครบถ้วน

7. ลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อเจอถึงทางแยกเขามักจะเลี้ยวขวา

8. ลูกค้าเมื่อเดินมาถึงจุดที่มีการสะท้อน (เช่นกระจก) เขาจะชะลอความเร็วในการเดิน

9. การหาที่นั่งดี ๆ ให้กับลูกค้าได้นั่งในร้าน จะทำให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานขึ้น และจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

10. ของที่ใช้คู่กันควรวางติดกัน เพื่อทำให้เพิ่มโอกาสซื้อ เช่น Salsa ควรวางใกล้ ๆ กับ Chip หรือ ซอสใส่พาสต้าควรวางคู่กับพาสต้า เป็นต้น

11. 72% ของลูกค้าผู้ชายจะดูป้ายราคา 86% ของลูกค้าผู้หญิงจะดูป้ายราคา เนื่องจากผู้ชายมีความรู้สึกว่าการไม่ดูป้ายราคาแสดงถึงความเป็นผู้ชายมากกว่า

12. ถ้าผู้ชายพาผู้หญิงมา Shopping ด้วย เวลาที่ผู้ชายจะใช้ในร้านค้าจะลดลงอย่างมาก

13. ผู้หญิงที่พาผู้หญิงด้วยกันมา Shopping ด้วย จะใช้เวลาในร้านมากกว่า 2 เท่าของผู้หญิงที่พาผู้ชายมา Shopping ด้วย

14. ผู้หญิงจะมีความสุขในการ Shopping จะสังเกตรายละเอียดต่าง ๆ ในร้านมากกว่าผู้ชายที่มักจะเข้ามาซื้อแล้วออกไปเลย (ยกเว้นสินค้าประเภทเครื่องมือ สเตอริโอ หรือคอมพิวเตอร์)

15. ผู้หญิงมักจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในการซื้อของมากกว่าผู้ชาย (ในกรณีที่อยู่บ้านเดียวกัน) ดังนั้นร้านค้าจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าสินค้าที่ขายจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายก็ตาม

16. คนแก่มักจะใช้เวลาในร้านนานกว่าคนหนุ่มสาว ร้านค้าควรจะคำนึงถึงการให้ความสะดวกคนแก่ เช่น การใช้ Font ขนาดใหญ่ (มากกว่า 12 point) ใช้แสงสว่างให้มาก ใช้สีที่ตัดกันอย่างชัดเจน (เช่นตามขั้นบันได) หรือแม้กระทั่งควรมีทางลาดสำหรับรถเข็น เป็นต้น

17. ร้านค้าที่ขายของให้เด็ก ควรวางของที่อยู่ในระดับสายตาของเด็ก (ประมาณ 3 ฟุตจากพื้น)

18. สำหรับร้านที่ลูกค้าจะพาลูก ๆ มาด้วย ควรมีพื้นที่ที่ปลอดภัย ให้เด็ก ๆ ได้เล่น เพื่อทำให้พ่อแม่มีเวลาในการ Shopping ได้นานขึ้น

19. ถ้าเป็นไปได้ ควรให้ลูกค้ามีโอกาสได้จับหรือได้ลองสินค้า จะทำให้โอกาสในการขายได้เพิ่มขึ้น

20. ระวังอย่าให้มีคิวรอจ่ายเงินนาน ปกติคนจะเริ่มหงุดหงิดถ้าต้องรอเกิน 2 นาที เราอาจจะต้องหาสิ่งล่อใจต่าง ๆ ในกรณีที่ลูกค้าต้องรอนาน

ก็เป็นหนังสือที่เป็นประโยชน์อีกเล่มหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจค้าปลีก ลองนำไปปรับใช้กันได้ครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

22 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Empty Nest, Full Life

หนังสือเล่มนี้ ผมซื้อมาช่วงที่ลูกสาวเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็เลยอยากทราบว่าคนที่ลูกออกจากบ้านไป เขามีการจัดการชีวิตอย่างไร อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะเลยครับ เลยนำมาสรุปไว้ในบทความนี้ด้วยครับ

1. การที่ปล่อยให้ลูก “บิน” เป็นสิ่งที่ยาก

2. ตอนที่ลูกจะต้องออกจากบ้านไป พ่อแม่มักจะคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ตัวเอง “ควรทำ” กับลูกมากมาย

3. ช่วงเวลาที่ลูกออกจากบ้านไป จะมีความรู้สึกเหมือนการเกษียณอายุที่ไม่ได้มีการเฉลิมฉลอง

4. พ่อแม่มักจะเคยชินกับการที่รู้ทุกเรื่องที่ลูกทำ หรือแม้กระทั่งเข้าไปช่วยลูกในหลาย ๆ ครั้ง แต่เมื่อลูกออกจากบ้านไป พ่อแม่ต้องเปลี่ยนความคาดหวังในเรื่องนี้ พ่อแม่ควรเลิกคาดหวังว่าจะต้องรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับลูก

5. พ่อแม่ควรเลิกคาดหวังว่าสิ่งที่ลูกให้ความสำคัญเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เราให้ความสำคัญ

6. พ่อแม่ควรเลิกคาดหวังว่าลูก ๆ จะต้องติดต่อเราเหมือนกับที่เราอยากให้เขาติดต่อเรา

7. ระวังการกระทำหลาย ๆ อย่างที่อาจจะทำให้ลูกอีกคนที่อยู่ที่บ้านรู้สึกว่าเขามีความสำคัญน้อยกว่าลูกคนที่ออกจากบ้านไป

8. เลิกคาดหวังที่เราจะเปลี่ยนแปลงลูก

9. เลิกคาดหวังที่จะต้องให้ความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกเราในทุกเรื่อง

10. ตอนนี้ลูกเรากำลังใช้ชีวิตของเขาอยู่ เขาต้องตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตเขา และบางครั้งการตัดสินใจนั้นก็อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราเห็นด้วย

11. ถ้าเราเอาแต่แนะนำลูกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปคำแนะนำของเราจะเหมือนกับเสียงรบกวนสำหรับเขา

12. เลิกคิดที่จะควบคุมเขา

13. ความรักคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

14. การเติบโตของลูกเราคือการตระหนักรู้ว่าหลาย ๆ อย่างที่เขาทำไม่จำเป็นต้องขอความคิดเห็นจากเรา

15. เลิกประเพณีของครอบครัวบางอย่าง เช่น การต้องมากินข้าวพร้อมกันที่บ้านทุกสัปดาห์

16. บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่จะแสดงความรักคือการให้อิสระกับเขา

17. เลิกกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของลูกเรา

18. เลิกคิดว่าคนอื่นจะคิดกับลูกเราว่าอย่างไร

19. วิธีที่ดีที่สุดที่เราจะชี้นำลูกเราในทางที่ดีคือ ความรัก ความจริง และความสง่างาม แทนที่จะเป็น ความโกรธ การตัดสิน และการปฏิเสธ

20. เริ่มตั้งเป้าหมายของชีวิตของเราใหม่ หา Passion ของเราให้เจอ

21. หาเพื่อนใหม่ ๆ

22. ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะเป็น “รังที่ว่างเปล่า (Empty Nest)” แต่ก็เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขได้

ก็เป็นข้อคิดที่ดีมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ลูกต้องออกจากบ้านไปเรียนหนังสือ หรือ ทำงาน นะครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

13 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ The book you wish your parents had read

เป็นหนังสือที่แต่งโดย Philippa Perry และแปลเป็นไทยโดยคุณดลพร รุจิรวงศ์ โดยมีชื่อไทยว่า เสียดายแย่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อ่าน

1. วิธีการเลี้ยงลูกของเราก็มักจะได้มาโดยไม่รู้ตัวจากวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ

2. พฤติกรรมของลูกที่เราไม่ชอบเอามาก ๆ ก็มักจะเกิดจากความรู้สึกของเราตอนเด็ก ๆ ที่เราอาจจะเคยทำพฤติกรรมเดียวกันนั้นมาและเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับเราเช่นกัน

3. โครงสร้างของครอบครัวไม่ได้มีความสำคัญเท่าความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

4. อย่าไปคิดว่าตัวเองถูกและอีกฝ่ายผิด ให้อธิบายความรู้สึกของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพูดถึงอีกฝ่าย อย่าตอบโต้แต่ให้ทบทวน อย่าไปกลัวจุดอ่อนของตัวเอง ยอมรับได้ และอย่าไปตีความเจตนาของอีกฝ่าย ให้ทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายให้มากที่สุด

5. ใส่ใจกับสมาชิกในครอบครัวเวลาที่เขาเรียกร้องความสนใจ ถ้าเป็นไปได้ให้ความสนใจทันทีที่เขามีปฏิกิริยา

6. ให้รู้สึกร่วมไปกับลูก ไม่ใช่คอยจัดการเขา

7. ช่วยเหลือลูก แต่ไม่ใช่ทำทุกอย่างแทนลูก เวลาเล่นกับลูก ให้เขาเป็นผู้นำ

8. อย่ารบกวนเวลาเด็กมีสมาธิ

9. เวลาเห็นเด็กไม่มีอะไรทำ เราไม่ต้องไปสร้างความสนุกให้กับเขา เชื่อใจเขาว่าเขาจะหาทางสนุกได้ด้วยตัวเอง

10. เด็กจะพัฒนาได้เร็ว ถ้าเขามีผู้ที่เล่นด้วยหลายวัย

11. ทักษะที่เราควรมีเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกมีได้แก่ 1) ความสามารถที่จะข่มความหงุดหงิด 2) ความยืดหยุ่น 3) ทักษะการแก้ปัญหา และ 4) ความสามารถที่จะมองเห็นและรู้สึกจากมุมของผู้อื่น

12. หลักการปฏิบัติตัวกับลูกวัยรุ่น 1) พูดถึงตัวเอง ไม่ใช่ตัวลูก 2) อย่างแสร้งว่าเราใช้ข้อเท็จจริงทั้ง ๆ ที่เราตัดสินใจด้วยความรู้สึก 3) จำไว้ว่าเรากับลูกอยู่ฝ่ายเดียวกัน 4) ร่วมมือกันและระดมสมองอย่าบงการ 5) ทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราควรเป็นตัวของตัวเอง และ 6) เด็กจะแสดงออกแบบเดียวกับที่คนอื่นแสดงต่อเขา

13. สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ 1) อย่าให้สิ่งที่เราเจอในวัยเด็กเป็นอุปสรรคในการเลี้ยงดูลูก 2) สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและกลมเกลียวขึ้นในบ้าน 3) ลูกต้องเล่นกับคนทุกเพศทุกวัย 4) มองสถานการณ์ต่าง ๆ ในมุมของลูกควบคู่กับมุมของเรา 5) ช่วยลูกให้สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้ 6) ไม่ต้องรีบไปช่วยลูกทำทุกอย่าง ช่วยหาทางออกด้วยการระดมสมอง แล้วปล่อยให้เขาแก้ปัญหาเอง 7) พูดถึงตัวเอง ไม่ใช่บอกว่าลูกเป็นอย่างไร 8) ยอมรับว่าเราก็มีความผิดพลาด ไม่ต้องแก้ตัว ให้ยอมรับผิด และเปลี่ยนแปลง 9) ละทิ้งรูปแบบความสัมพันธ์เดิม ๆ ที่ไม่ดี เช่น เลิกเอาชนะคะคานแต่เปลี่ยนมาร่วมมือร่วมใจกัน

นี่เป็นหลักการ 13 ข้อที่ได้จากการอ่านหน้งสือเล่มนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่มีลูกหรือมีคนที่ต้องเลี้ยงดูนะครับ

.

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

5 ข้อคิดที่ได้จากนิยายเรื่อง The Midnight Library

เป็นนิยายอีกเล่มที่ได้รับความสนใจไม่น้อย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อนอรา ที่ดูเหมือนทุกอย่างในชีวิตจะเกิดแต่ความผิดพลาด จนกระทั่งไม่มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อ จนได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

.
แต่หลังจากนั้น นอรากลับไปอยู่ในห้องสมุดแห่งหนึ่ง ที่เป็นที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ โดยห้องสมุดนี้ เต็มไปด้วยหนังสือที่เป็น “ชีวิตทางเลือก” ที่นอรายังไม่เคยได้ใช้ และทำให้นอราได้ไปทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบนั้น ๆ

.
จะไม่ Spoil ไปมากกว่านี้นะครับ แต่อ่านนิยายเล่มนี้แล้ว ได้ข้อคิดดังนี้ครับ

.
1. ในชีวิตจริงเรา เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขสิ่งอะไรที่เกิดขึ้นในอดีตได้เลย ดังนั้นยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และนำมาเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้และทำให้ชีวิตในปัจจุบันและในอนาคตดีขึ้นจะดีกว่า

.
2. ไม่มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าเราจะคิดว่า ถ้าตอนนั้น เราทำอย่างนี้ ป่านนี้เราก็จะมีความสุขแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตที่เราคิดว่าจะดีนั้น มันอาจจะมีอุปสรรค หรือมีมิติอะไรที่เราก็อาจจะไม่ชอบอยู่ก็ได้ อย่าไปพยายามหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพราะเราจะผิดหวังเสมอ

.
3. ถ้าเรามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตที่ดีมาก ๆ แต่เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเอง ความสุขที่เราคิดว่าจะมีอาจจะน้อยกว่า ชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาเอง

.
4. ถ้าเปรียบชีวิตเป็นหนังสือ วันนี้หนังสือที่ชื่อว่าชีวิตของเราในปัจจุบันและอนาคตคือหนังสือที่ไม่มีอะไรเขียนอยู่เลย เราสามารถเขียนชีวิตเราขึ้นมาได้เอง

.
5. ไม่ว่าชีวิตจะดูเหมือนจะแย่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว การได้มีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว บางทีด้วยความทุกข์ที่เรามีอยู่ อาจจะบดบังตาไม่ให้เราเห็นสิ่งนั้น รอให้เวลาผ่านไป เราจะเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่ดีที่สุด

.

นี่คือบทเรียนที่ผมได้จากการอ่านนิยายเล่มนี้ครับ ใครสนใจลองไปหาอ่านกันได้นะครับ 🙂

.

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

5 ข้อคิดที่ได้จากการอ่านนิยาย Dear Evan Hansen

เริ่มต้นเลย อยากบอกว่าผมก็ไม่ได้เป็นสายอ่านนิยายสักเท่าไร Review นิยายอาจจะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา ก็ไม่ได้มา Review เนื้อเรื่อง เพราะก็ไม่อยาก Spoil แต่ขอเป็น Review บทเรียนที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ดีกว่านะครับ
.
ขอเล่าแค่ Theme หลัก ๆ ว่าหนังสือพูดถึงครอบครัวของ Evan Hansen ตัวเอกของเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเด็กมัธยม กับอีกครอบครัวที่เป็นเพื่อนของเขา เป็นการเล่าการเลี้ยงดูลูก ๆ ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น
.
ผมอ่านแล้วได้ข้อคิด 5 ข้อดังต่อไปนี้ครับ
.
1. ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น คุณพ่อและคุณแม่ควรให้เวลากับลูก ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และควรรับฟังสิ่งที่เขาพูดหรือต้องการให้มากที่สุด
.
2. สำหรับเด็กวัยรุ่นนั้น เรื่องเพื่อนคือเรื่องใหญ่มาก ที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียนหรือทำตัวเกเรนั้น หลายครั้งมันเกิดจากปัญหาเรื่องเพื่อนนี่แหละ
.
3. การโกหกมักจะนำไปสู่ความยุ่งยากเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นการโกหกที่มีเจตนาดีก็ตาม การไม่โกหกตั้งแต่แรกจะทำให้เรื่องจบได้เร็วกว่า
.
4. ถึงแม้ว่าเหตุการณ์มันจะยุ่งยาก ซับซ้อน แต่ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ขอเพียงแต่เรามีความตั้งใจจริง ๆ ที่จะแก้ปัญหานั้น
.
5. พยายามหาเป้าหมายชีวิตเราให้เจอ เด็กวัยรุ่นอาจจะว้าวุ่นใจหน่อย เพราะยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน แต่เมื่อไรก็ตามที่เราเจอเป้าหมายในชีวิตเรา ชีวิตแต่ละวันเราจะมีความหมายขึ้นมาทันที
.
ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

26 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ The Power of Ignorance

เป็นหนังสือที่เขียนโดย Dave Trott หนึ่งในนักเขียนคนโปรดผมเลย อ่านแล้วก็ชอบมาก ๆ เช่นเคย เลยมาเขียนข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ดังนี้ครับ

1. คนส่วนใหญ่มักจะชอบแก้ปัญหาด้วยปาก

2. การที่เราไม่ยอมรับว่าเราไม่รู้ จะทำให้เราไม่สามารถหาสิ่งใหม่ ๆ ได้เจอ

3. คนฉลาดจะรู้ว่าเขาไม่รู้ ส่วนคนโง่จะไม่รู้ว่าเขาไม่รู้

4. เราต้องการเพียงแค่ 2% ให้รักเราเท่านั้น ถึงแม้อีก 98% จะไม่รักเราก็ไม่เป็นไร

5. ในขณะคนหนึ่งค้นพบสิ่งอะไรใหม่ ๆ อีกคนหนึ่งจะพบว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเอาไปใช้ประโยชน์อะไรใหม่ ๆ ได้บ้าง

6. คนเก่งจะยิงเข้าเป้าหมายที่คนอื่น ๆ ทำไม่ได้ ส่วนอัจฉริยะจะยิงเข้าเป้าหมายที่คนอื่น ๆ มองไม่เห็นด้วยซ้ำ

7. ความคิดสร้างสรรค์เป็นความได้เปรียบแบบไม่ยุติธรรม (Unfair Advantage) ประการเดียวที่เราทำได้อย่างถูกกฏหมาย

8. คนเราจะอยากได้อะไรมาก ๆ ก็ต่อเมื่อเขารู้ว่ายากมากที่จะได้สิ่งนั้น

9. การทำอะไรแปลก ๆ มีความสัมพันธ์กันโดยตรงกับความคิดสร้างสรรค์

10. ใครที่ชอบพูดว่า “ทำไม่ได้” ไม่ควรขวางทางคนที่กำลังทำสิ่งนั้นอยู่

11. การโกหกที่น่าสนใจมักจะน่าดึงดูดกว่าความจริงอันน่าเบื่อ

12. สิ่งของที่อยู่รอบตัวเราถูกสร้างด้วยคนที่ไม่ได้ฉลาดกว่าเรา และเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

13. อย่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาบอกว่าเราควรทำอะไร ให้จ้างผู้เชี่ยวชาญมาบอกเราว่าจะต้องทำอย่างไร ในสิ่งที่เราอยากทำ

14. เราควรสร้างความสนุกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อให้เกิดความสนุก

15. เราควรตัดสินความคิดจากตัวความคิดนั้น ไม่ใช่จากคนที่คิดเรื่องนั้น ความคิดที่ดีจะดีเสมอ ไม่ว่าใครเป็นคนคิด

16. คนส่วนใหญ่ไม่ได้หาข้อเท็จจริง แต่หาความเห็นพ้องต้องกันต่างหาก

17. ในการสื่อสารนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เราสื่อสารได้ถูกต้อง แต่ต้องเป็นคนที่ได้รับฟังการสื่อสารของเรานั้น เข้าใจถูกต้องต่างหาก

18. สิ่งที่เกิดล่าสุดไม่จำเป็นว่าต้องสำคัญที่สุด

19. ถ้าเรามีค้อน ปัญหาทุกอย่างมักจะมีรูปร่างเหมือนตะปู

20. ยินดีที่ได้รับโทษจากสิ่งที่เราทำ ดีกว่าจากสิ่งที่คนอื่นทำ

21. เรามักจะไม่อยากทำในสิ่งที่คนอื่นให้เราทำ แต่เราอยากทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ให้เราทำ

22. โฆษณาที่ดีที่สุดคือโฆษณาที่คู่แข่งอยากที่จะแบน

23. ถ้าเราคิดอะไรแล้ว ไม่รู้สึกอาย แสดงว่าเราคิดไม่ใหญ่พอ

24. เริ่มทำซะ แล้วแก้ไขทีหลัง

25. แผนที่ดีและทำวันนี้ ดีกว่าแผนที่สุดยอดในวันพรุ่งนี้

26. อย่าเพิ่งไปขวางคู่แข่งที่กำลังทำผิดพลาด

เป็น 26 ข้อคิดที่ผมได้มาจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ใครยังไม่ได้อ่านแนะนำให้ลองไปหาอ่านดูครับ (ผมซื้อจาก Amazon ตาม Link นี้ครับ)

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

22 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Super Level กลยุทธ์ความต่างขั้นเทพ

เป็นอีกเล่มที่เขียนโดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Samsung คนเขียนคือ คุณ ควอน โอ ฮยุน อ่านเล่มนี้แล้วให้ความรู้สึกเหมือนได้เรียน MBA คือเรื่องราวอาจจะไม่ได้เจาะลึกไปเรื่องของ Samsung มากนัก แต่จะเป็นการตกผลึกเอาความคิดและประสบการณ์ของผู้เขียนมาเล่าให้ฟัง เลยขอนำมาสรุปเป็นข้อคิดสั้น ๆ ได้ดังนี้ครับ

1. ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เราต้องการผู้นำที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่นตอนเริ่มต้นบริษัท เราต้องการผู้นำแบบหนึ่ง แต่พอบริษัทมั่นคงแล้ว เราจะต้องการผู้นำอีกแบบหนึ่ง ความยากคือเราไม่สามารถเปลี่ยนผู้นำองค์กรให้เหมาะกับสถานการณ์ได้อย่างง่ายดาย

2. ผู้นำองค์กรควรทำหน้าที่คล้าย ๆ กับสมองที่ทำกับร่างกายเรา คืออย่าไปควบคุมลูกน้องในรายละเอียดทุกเรื่อง

3. ผู้นำที่แย่คือผู้นำที่ตักตวงแต่ความสุขตอนที่ดำรงตำแหน่ง แต่ไม่เคยทำอะไรให้องค์กรอยู่รอดและเติบโต

4. อย่าเป็นผู้นำที่มีลักษณะ “มอญซ่อนลูกระเบิด” คือรีบย้ายปัญหาไปให้คนอื่นโดยไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายให้กับคนนั้นอย่างไร

5. สิ่งที่องค์กรต้องการสำหรับผู้บริหารไม่ใช่เวลาทำงานที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นความสามารถในการทำงานที่เพิ่มขึ้นต่างหาก

6. เราอาจจะสามารถทำนายอนาคตได้ถูกสัก 70-80% ในอีก 3 ปีข้างหน้า 50% ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเป็น 10 ปี เราไม่มีโอกาสทำนายอนาคตได้เลย

7. เราควรจัดโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายเรา ไม่ใช่แค่จับเอาคนมาใส่ในโครงสร้างองค์กรเดิม ๆ หรือไปสร้างองค์กรตามคนเก่งที่เราจ้างมา

8. การทำงานเป็นไซโล เป็นการสร้างอาณาจักรให้เกิดขึ้นกับผู้บริหาร ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นให้จับผู้บริหารคนนั้นย้ายฝ่ายทันที

9. ถ้าบริษัทได้ผลสำเร็จ (Performance) ให้เราตอบแทนพนักงานด้วยเงิน (Pay) แต่ถ้าพนักงานเก่งมีศักยภาพ (Potential) ให้เราตอบแทนโดยการเลื่อนตำแหน่งให้เขา (Promotion)

10. ถ้าการประชุมนั้น พนักงานไม่สามารถคัดค้านการตัดสินใจของผู้บริหารได้ ก็ไม่จำเป็นต้องประชุม สู้แจ้งผ่านเครื่องกระจายเสียงของบริษัทไม่ได้ ถ้าจะประชุม เราต้องรับฟังความคิดเห็นทุกคน และตัดสินใจ

11. ในธุรกิจผลิตสินค้า เราต้องทำสินค้าเราให้ดีที่สุด แต่ในธุรกิจบริการ เราต้องทำให้บริการโดดเด่นกว่าคู่แข่งก็พอแล้ว เพราะบริการที่ดีที่สุดในโลกทำได้ยากมาก

12. ผู้บริหารที่โง่เขลาคือผู้บริหารที่ไม่ใช่แค่ใช้งานตัวเองหนักขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องการให้พนักงานทำงนาหนักขึ้นกว่าเดิมด้วย

13. การสร้างนวัตกรรมในองค์กร มักจะมีคนต่อต้านเพราะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง วิธีแก้ไขคือเปลี่ยนคนนั้นซะ แต่จ่ายค่าชดเชยให้เหมาะสม

14. ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำงานไม่ได้ แต่เป็นเพราะมีงานมากเกินไป เราต้องเลือกทำงานสำคัญที่สุด

15. ถ้าเห็นโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจฟื้นตัวได้ ถึงแม้จะต้องขาดทุนมากขึ้นไปอีกก็ต้องยอม

16. คนที่เหมาะที่จะไปทำงานที่เป็นธุรกิจใหม่ ๆ ควรเป็นคนที่มีใจรักในการทำงาน มากกว่าจะเลือกคนที่มีความสามารถและประสบการณ์ฺซึ่งไม่ชอบทำธุรกิจที่กำไรน้อยและมีโอกาสล้มเหลวสูง

17. ข้อจำกัดของ CEO ที่เป็นวิศวกรมาก่อนคือ เขาชอบคิดว่า 1+1 = 2 ในทุกสถานการณ์ ซึ่งอาจจะไม่เป็นจริง

18. ผู้บริหารมีเรื่องยากในการตัดสินใจว่าจะเก็บคนเก่งมาก ๆ ที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ดี หรือจะให้จะเปลี่ยนเป็นคนเก่งน้อยกว่าแต่ไม่สร้างความขัดแย้งดี

19. เมื่อเรียนจบใหม่ ๆ บริษัทต้องการความสามารถเชิงลึกของคุณมากกว่าทักษะความรู้ด้านการบริหาร

20. ผู้นำจำนวนมากปฏิบัติกับพนักงานเหมือนพี่เลี้ยงเด็ก คือไม่สอนให้พนักงานทำงานได้ด้วยตัวเอง เมื่อพนักงานออกไป ผู้นำจึงต้องนำงานนั้นกลับมาทำเองทั้งหมด ผู้นำแบบนี้จึงยุ่งอยู่ตลอดเวลา

21. เวลา CEO บอกว่าไม่รู้อะไร จะมี “ม้าป่า” เกิดขึ้นเสมอ ม้าป่าคือคนที่อวดเก่ง ใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์และคิดว่าคนอื่นไม่รู้เรื่อง คนเหล่านี้เป็นอันตรายกับองค์กร

22. ไม่ใช่ทุกความล้มเหลวจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา ถ้าเราคิดว่าความล้มเหลวนั้นมีสาเหตุมาจากคนอื่น ถ้าเราปัดความรับผิดชอบ เราจะไม่ได้เรียนรู้

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit