7 ข้อคิดสำหรับคนที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 3

จากที่ตอนนี้ผมกำลังมีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 และกำลังจะก้าวเข้าสู่เลข 5 ในอีกไม่กี่ปีนี้ ก็เลยมานั่งคิดว่า เอ ถ้าเราสามารถให้ข้อคิดกับตัวเราเองเมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา เราจะบอกเขาว่าอย่างไร

ผมว่าการให้ข้อแนะนำกับคนที่อายุอ่อนกว่าสัก 10 ปี น่าจะเป็นอะไรที่พอดีกัน เพราะเรายังอยู่ยุคเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Generation มากนัก อีกอย่าง ถ้ามันนานเกิน 10 ปี บางที บางอย่างเราลืมไปหมดแล้ว ข้อแนะนำบางอย่างก็อาจจะใช้ไม่ได้เหมือนกัน

เอาล่ะครับ แล้วถ้าผมสามารถกลับไปคุยกับตัวเองเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา คือตอนเรายังอยู่ในวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 เราจะแนะนำอะไรเขา อย่างที่บอกนะครับ อันนี้เป็นความเห็นของผมที่จะแนะนำตัวผมเอง แต่ถ้าท่านอ่านแล้ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วยก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะครับ

ข้อที่ 1 สนใจสุขภาพตัวเองให้มากกว่านี้

ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมก็มีสุขภาพดีพอสมควร แต่ถ้าเป็นไปได้ ผมจะออกกำลังกายมากกว่านี้ตอนช่วงอายุ 30 เพราะส่วนใหญ่แล้ว สุขภาพเราจะเริ่มเสื่อมถอยก็ช่วงนี้แหละ ตอน 20 กว่า เรามักจะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ออกกำลังกายกันมากพอควร ช่วงต้น ๆ ก็ยังเรียนมหาวิทยาลัยกันอยู่ พอจบแล้ว ก็อาจจะเรียนต่อโท เอก กัน ช่วงนั้น ยังมีกลุ่มเพื่อนให้ออกกำลังกาย แต่พอ 30 เรามักจะแต่งงานมีครอบครัว มีภาระ จึงลดการออกกำลังกายลง เวลากินอะไร ก็ไม่ค่อยระมัดระวัง ซึ่งมันก็นำมาซึ่งการที่ร่างกายเราอ่อนแอ มีน้ำหนักตัวขึ้น ถ้าเราได้ดูแลสุขภาพของเราตั้งแต่ตอนนั้น มันก็จะทำให้เรามีสุขภาพดีมากขึ้น

ข้อที่ 2 ให้เวลากับพ่อแม่ให้มากขึ้นกว่านี้

จริง ๆ ข้อนี้ เป็นข้อที่ผมก็ทำอยู่ค่อนข้างมากนะครับ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้มากกว่านี้ไปอีก เพราะเวลาทุกช่วงเวลา เราไม่สามารถจะย้อนกลับไปได้แล้ว ผมจำได้ว่า ผมเคยพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวนิวซีแลนด์ ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อกับคุณแม่บอกว่าเสียดายเงิน ไม่อยากไป แต่ผมก็บอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมเก็บเงินไว้ก่อน แล้วพอมีเงินมาก ๆ ก็ค่อยไป ถึงตอนนั้น สุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะไม่เอื้ออำนวยแล้ว พวกเราก็เลยไปกัน และก็ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าจริง ๆ ตอนนี้ คุณพ่อผมเริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ แล้ว บอกว่าจะพาไปต่างประเทศ เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไร เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมถึงอยากจะบอกกับทุกคนว่า พยายามให้เวลากับท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะครับ ท่านมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ อะไรที่เราคิดว่า “จะทำ” บางที เราอาจจะไม่มีโอกาสทำก็ได้ครับ

ข้อที่ 3 ให้เวลากับลูก ๆ และครอบครัวของเรามากขึ้นกว่านี้

นอกจากคุณพ่อคุณแม่แล้ว ช่วงอายุ 30 นี้ หลายคนก็มักจะมีครอบครัว ผมอยากแนะนำว่า ช่วงเวลาที่เรามีลูกเล็ก ๆ ที่เราต้องคอยอุ้ม คอยเลี้ยงดูนั้น เป็นช่วงเวลามหัศจรรย์จริง ๆ ครับ ผมทราบครับว่าภารกิจของแต่ละท่านก็แตกต่างกันไป เอาเป็นว่า พยายามใช้เวลาให้มากที่สุด ช่วงเวลาที่เราอายุขึ้นเลข 3 เราก็มักจะมีภารกิจ การงานค่อนข้างมาก แต่ยังไงก็อย่าลืมเรื่องการให้เวลากับครอบครัวนะครับ อาจจะหนักหน่อย เหนื่อยหน่อย แต่อย่างที่บอกครับว่า เมื่อเลยเวลานี้มาแล้ว ลูก ๆ โตกันแล้ว เราจะย้อนเวลากลับมาอุ้ม มาเล่นกับเขา เหมือนตอนเด็ก ๆ มันก็เป็นไปไม่ได้แล้วนะครับ

ข้อที่ 4 ทำงานให้น้อยลง

หลายคนอาจจะแปลกใจว่าทำไมผมถึงแนะนำอย่างนี้ คือผมเข้าใจดีครับ ช่วงอายุ 30 อาจจะอยู่ในช่วงการสร้างเนื้อสร้างตัว เราต้องขยันขันแข็ง ใช่ครับ อันนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าเราจะทำข้อที่ 1-3 ให้ได้ดี เราต้องทำข้อที่ 4 ให้ได้ด้วยครับ คือผมอยากให้เราใช้ชีวิตอย่างสมดุลมากขึ้นครับ การทำงานหามรุ่งหามค่ำ โดยไม่ดูสุขภาพตัวเอง ไม่มีเวลาให้พ่อแม่ หรือครอบครัว ผมว่ามันจะไม่สมดุล ในส่วนตัว ถึงผมจะพยายามใช้ชีวิตให้สมดุลที่สุดแล้ว แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ยังอยากจะลดเวลาการทำงานของผมลงอยู่ดีครับ

ข้อที่ 5 หาตัวเองให้เจอ

ยิ่งหาตัวเองเจอเร็วเท่าไรยิ่งดีครับ ใช่ครับ ตอนเรียน ม. ปลาย หลายคนก็แนะนำเรื่องนี้ แต่ตอนนั้นมันค่อนข้างยากครับ เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าอาชีพใด ทำงานแบบไหน แล้วเราจะชอบไหม เราก็เลือกคณะที่เรียนในมหาวิทยาลัยตามเพื่อน ๆ หรือไม่ก็กระแสสังคม แต่พอจบมหาวิทยาลัยมาแล้ว ทำงานได้มาสักระยะหนึ่งแล้ว ผมว่าช่วงเวลาที่เราอายุขึ้นเลข 3 นี่แหละครับ ที่เราน่าจะตอบตัวเองได้ชัด ๆ แล้วว่าเราต้องการอะไร เราชอบอะไร แล้วอย่าให้การศึกษาในอดีตที่เราได้มา เป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงตัวเรานะครับ แปลว่า จบวิศวะ มาก็ทำการเงินได้ จบหมอมาก็ทำธุรกิจ ได้ โลกเราสมัยนี้มันเจริญมากจนกระทั่งการเรียนรู้ด้วยตัวเองทำได้เกือบทั้งหมดแล้วครับ

ข้อที่ 6 เลิกกังวลกับเรื่องต่าง ๆ

พออายุขึ้นเลข 4 แล้ว ผมยังนึกไม่ออกเลยครับว่า เรื่องที่ผมเคยกังวลตอนอายุนำหน้าด้วยเลข 3 คืออะไร ผมคิดว่าสิ่งที่เรากังวลอยู่ในปัจจุบันนั้น ในอนาคตแล้ว มันคงเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าไม่ใช่ทั้งหมดทุกเรื่องก็ส่วนใหญ่นั่นแหละครับ เพราะฉะนั้น หันมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันดีกว่าครับ ปัญหา หรือ อุปสรรค มันต้องมีอยู่แล้วครับ แต่มันมีมาให้เราใช้ความคิดในการแก้ไขมันก็เท่านั้นครับ ทำดีที่สุด ได้ ไม่ได้ ก็อีกเรื่องหนึ่งครับ

ข้อที่ 7 ใช้ชีวิตปัจจุบันอย่างมีความสุข

ดูเหมือนจะเป็นข้อความที่เคยเห็นอยู่ทั่ว ๆ ไปนะครับ บางคนก็อาจจะรู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำไปว่า จะให้มีความสุขได้อย่างไร ก็เจ้านายเป็นแบบนี้ ลูกน้องเป็นแบบนี้ ครอบครัวเป็นแบบนี้ ใช่ครับ ผมเข้าใจดีในข้อจำกัดเหล่านั้น แต่สุดท้ายความสุขก็อยู่ที่การคิดของเรา เราอาจจะไม่ได้อยู่ในที่ที่จะมีความสุขได้ง่าย ๆ แต่ถ้าเราปรับแนวคิดของเราให้มันเป็นเชิงบวก พยายามหาหนทางแก้ไข และบางทีถ้าเหนื่อยมาก ก็หยุดบ้าง อะไรบ้าง ถ้าจะทุกข์ก็ขอให้ทุกข์น้อยที่สุดก็ได้ เวลามันผ่านไปเรื่อย ๆ ครับ ถ้าเราไม่สามารถมีความสุขในปัจจุบันได้ เราก็ไม่สามารถจะมีความสุขได้เลยทั้งชีวิตครับ ย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็จะพยายามใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้มีความสุขมากที่สุด หรือแม้กระทั่งตอนอ่านบทความนี้ ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าไร ลองดูนะครับ

เอาเป็นว่า ข้อคิดเหล่านี้ เป็นข้อคิดที่ผมเขียนให้กับตัวเองเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วก็แล้วกันครับ แต่ถ้าจะมีประโยชน์กับท่านอื่น ๆ ด้วย ก็จะดีใจมาก ๆ ครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho

Recommended Posts

No comment yet, add your voice below!


Add a Comment

Your email address will not be published.